• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • Trip Tour Japan 2016 … “นั่งรถไฟไปเดินชมเมือง Yufuin”

Trip Tour Japan 2016 … “นั่งรถไฟไปเดินชมเมือง Yufuin”

    เช้าของอีกวันที่พวกเราจะต้องตื่นขึ้นมาอีกเหมือนกับทุกๆ วัน แต่นี่ก็เป็นอีกวันที่พวกเราจะต้องเดินทางไปเที่ยวกันแบบข้ามเมือง และพวกเราก็จะต้องจัดเตรียมเสื้อผ้าพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นติดตัวไปด้วย เพราะสถานที่ปลายทางที่เราจะไปคือเมือง Beppu พวกเราจะไปค้างเพื่อแช่ออนเซ็นกันนั่นเอง แต่ไฮไลท์มันก็ไม่ได้อยู่ที่ Beppu อย่างเดียว ติดตามกันไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันนะครับ

       

    พวกเราเดินทางออกจากที่พักเพื่อไปยังสถานีรถไฟ Hakata ตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อไปถึงสถานี คุณโอ๋ก็ได้ทำการแจกตั๋วรถไฟให้กับเราทุกคน หยิบมันขึ้นมาดูที่ตั๋วก็บ่งบอกรายละเอียดว่า รถไฟจะออกจากสถานี เวลา 7.45 น. ถึงจุดหมายปลายทางที่ Yufuin เวลา 10.01 น. ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดก็ประมาณราวๆ สามชั่วโมงเท่านั้นเอง

    เช้าวันนี้ผู้คนที่สถานีรถไฟก็ยังคงหนาแน่นเป็นเรื่องปกติเหมือนเช่นทุกๆ วัน หลังจากรับตั๋วมาแล้วก็พากันเดินตามกันไปเพื่อยืนรอขบวนรถ โดยที่ทุกๆ คนจะต้องยืนเข้าแถวเพื่อรอรถไฟกันอย่างเป็นระเบียบ ยื่นรอกันไปก็สร้างภาพกันไปบ้างเพื่อฆ่าเวลา (กะเอาให้ตายเลยงานนี้ 5555+) รอได้ไม่นานมาก รถไฟขบวนที่เราจะเดินทางไป Yufuin ก็แล่นเข้ามาจอดที่ชานชลาที่พวกเรายืนรออยู่ ยืนรอจนกว่าผู้โดยสารจะก้าวเดินออกมาจากขบวนรถ หลังจากนั้นพวกเราก็พากันเดินเข้าไปยังที่นั่งของตัวเองที่มีหมายเลขระบุเอาไว้ในบัตร เราสองคนได้ที่นั่งหมายเลข Seat 2.A กับ Seat 2.B

       

    ขบวนรถไฟเคลื่อนตัวออกจากชานชลาของสถานี Hakata ด้วยเวลา 7.45 น. ตามเวลาที่กำหนด ในระหว่างการเดินทางก็นั่งเขียนเรื่องไปพร้อมกับสร้างภาพไปด้วย สร้างภาพเสร็จแล้วก็ทำการอัปโหลดขึ้นเฟสบุ้คกันแบบเร็วๆ เลย วันนี้ท้องฟ้าก็อึมครึมอีกแล้ว ตลอดการเดินทางฝนเจ้ากรรมก็ตกอยู่ตลอดเวลา หันไปมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างที่รถเคลื่อนตัวผ่าน จะเห็นอาคารบ้านเรือนบ้าง ทุ่งนาข้าวบ้าง ดูแล้วก็เพลิดเพลินเจริญตาดี

       

    ในขณะที่รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ผมหันไปดูสมาชิกร่วมทริปที่นั่งอยู่บริเวณใกล้ๆ กัน บางคนก็อาศัยเวลานี้นอนพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เที่ยว บางคนที่ยังไม่หลับก็เล่นเฟสบุ้คไปรื่อยๆ แต่สำหรับผม “นักเล่าเรื่องสร้างภาพ” มีหรือจะได้หลับได้นอน เขียนเรื่องสิครับรออะไร จะได้มีเรื่องเล่าระหว่างการเดินทาง

       

    ในขณะที่เขียนเล่าเรื่องเพลินๆ อยู่ พนักงานตรวจตั๋วรถไฟก็เดินมาพอดี เรายื่นตั๋วให้ตรวจพร้อมกับส่งรอยยิ้มทักทายกันไป นี่ก็แสดงว่าใกล้จะถึงจุดหมายที่เมือง Yufuin แล้ว พนักงานตรวจตั๋วคนเดิมเดินถอยห่างออกไปจนพ้นประตู ไม่นานมากนักคุณโอ๋ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็หันมาบอกให้เรารู้ว่า สถานีหน้าก็จะเป็น Yufuin แล้วนะ สิ้นเสียงได้ไม่นานรถไฟก็แล่นเข้าไปจอดเทียบท่ายังชานชลาของสถานี Yufui ตามเวลาที่กำหนดพอดี

              

    ก้าวเดินออกจารถไฟอย่างเร่งรีบในขณะนี้ที่ฝนได้ทิ้งเม็ดโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ถึงกับหนักมาก สมาชิกร่วมทริปพากันเดินหายเข้าไปหลบฝนภายในสถานีกันแล้ว สำหรับผมก็เดินแยกตัวไปสร้างภาพทางด้านหน้าของรถไฟ เสร็จแล้วที่จะรีบเดินตามเข้าไปสมทบกับสมาชิกที่เหลือทั้งหมดภายในสถานีในทันที

       

    สาเหตุที่เราจะต้องลงที่สถานี Yufuin ก็เพราะ ที่สถานีแห่งนี้ จะเป็นสถานีที่มีขบวนรถไฟที่พิเศษสุดที่นักท่องเที่ยวจะต้องได้นั่งซักครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นก็คือขบวนรถไฟ Yufuin no Mori ที่แปลว่า “ป่าของยูฟูอิน” ที่เปรียบเสมือนเป็นพระเอกของรถไฟ Kyushu ซึ่งรถไฟ Yufuin no Mori ขบวนนี้ นักท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องจองล่วงหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะขบวนรถจะมีแค่วันละ 3 ขบวนเท่านั้น

       

    และก่อนที่จะนั่งรถไฟ Yufuin no Mori หรือ “ป่าของยูฟูอิน” เวลาที่เหลือคุณโอ๋ก็เลยพาพวกเราไปเดินเล่นเที่ยวชมเมือง Yufuin กันด้วยเลย อ้าว! แล้วกระเป๋าสัมภาระหละ จะทำอย่างไร? ไม่เป็นปัญหา เพราะที่บริเวณใกล้ๆ กับสถานี จะมีล็อกเกอร์ให้นักท่องเที่ยวได้ไปฝากข้าวของกัน เสียค่าใช้จ่ายก็ไม่มากเท่าไหร่ เพียงแค่ตู้ละ 500 เยน คิดเป็นเงินไทยก็แค่ 150 บาทเอง ขนาดตู้ก็ใหญ่และกว้างพอที่จะใส่ประเป๋าเดินทางขนาดย่อมๆ ได้เลย หมดปัญหากันไป

    เม็ดฝนก็ยังคงเร่งมือกันโปรยปรายเหมือนว่าจะแกล้งกัน แล้วทีนี้จะเดินเที่ยวกันได้หรือ? คงไม่ไหวมั้ง เปียกแน่ๆ เลยงานนี้ แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะพวกเราทุกคนได้รับการแจกเสื้อกันฝนเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็พร้อมลุยเที่ยวกันเลย ลุยเที่ยวกันแบบเปียกๆ กันนี่แหละ สนุกดี (แอบคิดคนเดียวว่า อืม! พวกเรานี่มันบ้ากันดีนะ ฝนตกเปียกๆ ก็ยังพยายามกันนะ) เปลี่ยนชุดกันฝนสวมทับชุดเดิมเรียบร้อยก็พร้อมเดินเที่ยวกัน

       

    สำหรับเมือง Yufuin คุณโอ๋เล่าให้พวกเราฟังว่า ที่นี่จะเป็นเป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ ที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากเมืองหนึ่งของเกาะคิวชู ตั้งอยู่ในหุบเขาริมแม่น้ำที่มียอดเขา 2 ยอดของเทือกเขายูฟุเป็นแบคกราวน์ นอกตัวเมืองก็ยังมีทุ่งนาข้าวและฟาร์มเลี้ยงม้าอีกหลายแห่ง จึงเป็นที่นิยมในการแวะมาเดินชมกัน มีร้านค้าน่ารักๆ กิ้บเก๋มากมายหลายร้านอยู่สองฟากของถนน

       

    สายฝนก็ทำหน้าที่ของมันไป ส่วนพวกเราก็ทำหน้าที่เที่ยวกันไป ไม่หวาดหวั่นถึงแม้ฝนจะตกลงมาก็ตาม เดินตามกันไปเป็นขบวน เจอร้านไหนสนใจก็แวะ แต่ก็อยู่เฉพาะด้านนอกเท่านั้นนะครับ ถ้าขืนเข้าไปในร้านทั้งแปดคน น้ำก็คงท่วมภายในร้านแน่ๆ อันนี้เขาคงไม่ยอม เดินไปด้ว ยสร้างภาพไปด้วยเพลินดี ดีนะที่เอากล้องโกโปรใส่เคสกันน้ำไปด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีภาพเล่าเรื่องเป็นแน้แท้เลย

       

    หยิบกล้องออกมาถ่ายก็ต้องคอยระวังหยดน้ำฝนเกาะที่หน้าเลนส์ ก็ต้องคอยเช็ดหน้าเลนส์อยู่เรื่อยๆ ดูๆ แล้วก็เหมือนว่าพวกเรามาเดินดูร้านค้าอย่างเดียว เข้าไปภายในร้านก็ไม่ได้ เดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง มองเห็นต้นซากุระยืนตระหง่านออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งอยู่ทั่วทั้งต้น

       

    ที่บริเวณด้านหลังต้นซากุระนี่แหละ จะมีร้านขายขนม Roll Cake ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ และร้านดังก็ต้องชื่อนี่เลย B-Speak คุณโอ๋บอกพวกเราว่าขนมร้านนี้อร่อยมากๆ ใครที่มาที่นี่ก็จำเป็นต้องแวะซื้อมาลิ้มลองรสชาติกัน พวกเราก็ไม่ยอมน้อยหน้าและตกเทรนด์กันเลย ซื้อสิครับรออะไร เข้าไปซื้อทั้งที่เปียกๆ กันนี่แหละฮาดี เหลือบไปดูภายในร้าน ผู้คนยืนเข้าคิวต่อแถวกันยาวเหยียด สมาชิกในกลุ่มของพวกเราก็ไปยืนเข้าคิวต่อแถวเพื่อรอซื้อขนมด้วยเช่นกัน

       

    จากร้านขนม Roll Cake พวกเราทั้งหมดก็เดินย้อนกลับไปทางสถานี แต่ครั้งนี้ขอเปลี่ยนไปเดินฝั่งตรงข้ามกันบ้าง ที่เชิงสะพานด้านขวามือ จะมองเห็นต้นซากุระออกดอกสีชมพูเต็มต้นอยู่ไกลๆ ผมเดินนำหน้าไปก่อนเพื่อเก็บภาพ สมาชิกที่เหลือก็พากันเดินตามไปทีหลัง ต่างก็หยุดสร้างภาพกันไปเรื่อยๆ เห็นตรงไหนว่าสวย ตรงไหนเก๋ๆ ก็จัดการสร้างงภาพกันไปอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

       

    จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่บริเวณร้านที่มีเครื่องหยอดเหรียญ สมาชิกในกลุ่มเลยอยากลองเล่นดูบ้าง หยิบเหรียญขึ้นมาแล้วใส่ตามจำนวนที่เครื่องบอกเอาไว้ ต่อจากนั้นก็หมุนเพื่อรอรับของที่อยู่ในตู้ หยิบขึ้นมาดู ทันใดนั่นเอง เฮ้ย! ทำไมของมันอันกะติ้ดนึง ผมนี่แทบจะมองไม่เห็นของเลย ผมอุทานซะเสียงดังเลย เสียเงินหยอดตู้ไปตั้ง 90 บาท ได้ของอันติ้ดนึง เท่านั้นแหละ หลังจากตกอกตกใจไปกับการได้ที่มีขนาดอันน้อยนิด พวกเราก็เดินออกจากบริเวณนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีทันที

       

    แปะ แปะ แปะ เสียงของเม็ดฝนหล่นลงมาใส่ชุดกันฝนอยู่อย่างต่อเนื่อง พวกเราต่างคนก็ต่างเดิน เราสองคนก็เช่นกัน เดินสร้างภาพอยู่ตอนท้ายของกลุ่ม เจอร้านไหนน่ารักๆ ก็หยุดสร้างภาพ เสร็จแล้วก็เดินต่อ จนกระทั่งเดินมาทันสมาชิกทั้งหมดตรงบริเวณด้านหน้าของสถานี ผมตระโกนบอกให้สมาชิกทุกคนหยุดเพื่อสร้างภาพบริเวณนี้เพื่อเป็นที่ระลึกกัน จัดท่าทางได้ที่ก็กดชัตเตอร์ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา 3-4 รูป เสร็จแล้วก็เดินเข้าไปหลบฝนภายในบริเวณสถานีเพื่อรอขบวนรถ Yufuin no Mori หรือ “ป่าของยูฟูอิน” เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังเมือง Beppu กันต่อไป

       

    “เดี๋ยวเราไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ด้วยนะ” เสียงคุณโอ๋บอกเราให้ได้ยิน ผมรวมทั้งม้งและออย อาสาเดินไปเอากระเป๋าสัมภาระที่ตู้ล็อกเกอร์มาเตรียมพร้อมเอาไว้ มองไปรอบไๆ บริเวณสถานี ผู้คนในขณะนี้ก็มีจำนวนหนาแน่นและเพิ่มขึ้นเรื่อย สืบเนื่องมาจากขบวนรถไฟเกิดล่าช้ากว่าปกติ จึงทำให้นักท่องเที่ยวของทั้งสองขบวน มายืนเบียดเสียดยัดเยียดกันอย่างเนืองแน่น

       

    ในขณะที่นั่งรอขบวนรถไฟ Yufuin no Mori อยู่ พลันก็นึกขึ้นได้ว่า ขนม Roll Cake ที่เราซื้อมาจากร้าน B-Speak ก็เอามาแบ่งกันรับประทานกันท่าจะดี ในขณะที่หยิบออกมาแล้วถ่ายรูปก่อนที่จะแกะกล่องขนมเพื่อเผยโฉม เสียงคุณโอ๋ก็ตะโกนแหวกผู้คนเข้ามาจากทางด้านนอกห้อง“รถไฟขบวนของพวกเรามาแล้ว” เพียงเท่านั้นแหละ สมาชิกทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพียงกันในทันที เตรียมตัวเดินทางไปกับขบวนรถ Yufuin no Mori เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง Beppu กันต่อไป

รถไฟ Yufuin no Mori “ป่าของยูฟูอิน”

>> โปรดติดตามภาคต่อ … พานั่งรถไฟ Yufuin no Mori “ป่าของยูฟูอิน” <<

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *