• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • Trip Tour Japan 2016 … พานั่งรถไฟ Yufuin no Mori “ป่าของยูฟูอิน”

Trip Tour Japan 2016 … พานั่งรถไฟ Yufuin no Mori “ป่าของยูฟูอิน”

    หลังจากที่พวกเราเดินชมเมือง Yufuin กันเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายการเดินทางของเราต่อจากนี้ไปก็คือ พากันนั่งรถไฟ Yufuin no Mori หรือ “ป่าของยูฟูอิน” เดินทางต่อไปยังเมือง Beppu เพื่อพักค้างคืนและแช่ออนเซ็นกัน
ผู้คนยังคงเนืองแน่นไปทั่วทั้งบริเวณสถานีรถไฟ Yufuin

    หลังจากที่เราได้รับสัญญาณจากคุณโอ๋ว่า รถไฟขบวนที่พวกเราจะเดินทางไปมาจอดเทียบท่าแล้ว ไม่รอช้าสิครับ เอื้อมไปหยิบเป้ขึ้นสะพายบนไหล่พร้อมกับออกเดินจากบริเวณที่นั่ง เดินแหวกกลุ่มผู้คนลัดเลาะไปตามทาง จนกระทั่งหลุดออกไปยืนอยู่ตรงบริเวณทางด้านหน้าของชานชลาสถานีรถไฟ

    พวกเราต่างก็ไปยืนเรียงแถวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน เสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้โดยสารดังไปทั่ว ทุกคนต่างก็รอเพียงเวลาที่ขบวนรถไฟ Yufuin no Mori เคลื่อนตัวมาถึง ไม่นานมากนัก เสียงคนตระโกนบอกให้รู้ว่าขบวนรถไฟได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สถานี้แล้ว ผมเดินออกไปพร้อมกับชะโงกหน้าเพื่อทำการบันทึกภาพในทันทีที่เห็น

       

    ขบวรถไฟเคลื่อนตัวเข้ามาจอดยังชานชลาของสถานี นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างก็มายืนรอกันอยู่บริเวณประตูรถไฟกันอย่างเนืองแน่น เพื่อรอให้ผู้โดยสารที่อยู่บนรถได้ลงมาทางด้านล่างจนหมด จนกระทั่งคนสุดท้ายก้าวเดินลงผ่านพ้นไปทางด้านหลัง เท่านั้นแหละ นักท่องเที่ยวรวมถึงพวกเราที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ต่างก็พากันเดินก้าวขึ้นไปสู่ยังบริเวณด้านบนของขบวนรถไฟอย่างเร่งรีบ สำหรับผมก็ยังคงเป็นกองหลังเพื่อเก็บภาพอยู่เหมือนเช่นเคย มาเที่ยวแล้วนี่ครับ สร้างภาพสิจะมัวรออะไร ว่ามั้ย?

       

    ขบวนรถไฟ Yufuin no Mori เป็นขบวนรถไฟที่แตกต่างจากรถไฟขบวนอื่น ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของเมือง Yufuin โดยเฉพาะ อันสืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งก่อน ขบวนรถไฟที่จะมายังเมืองนี้ไม่มีผู้โดยสารมาใช้บริการกันเลย การท่องเที่ยวเกิดการสภาวะซบเซา ไม่มีนักท่องท่องเดินทางมาเที่ยวที่นี่ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขบวนรถไฟ Yufuin no Mori ขึ้นมา

    ขบวนรถไฟ Yufuin no Mori หรือที่แปลว่า “ป่าของยูฟุอิน” รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถจะใช้สีเขียวมะกอก (Olive green) ตัดด้วยแถบสีทอง เป็นการบ่งบอกและสื่อถึงป่าลึกในยามที่ต้องแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า ทางด้านหัวขบวนรถจะมีรูปร่างโค้งมน ดูแล้วจะให้ความรู้สึกออกไปในแนวย้อนยุคด้วย ถือว่าคลาสสิคและสวยงามอย่างที่บอกจริงๆ

       

    เก็บภาพบันทึกเรื่องราวเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินตามไปสมทบกับพรรคพวกที่เดินล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว พวกเราได้นั่งอยู่ที่บริเวณด้านท้ายสุดของขบวนรถไฟ กระเป๋าเดินทางพร้อมกับสัมภาระอื่นๆ ถูกเก็บเข้าที่อย่างเรียบร้อย และก่อนที่จะนั่งลงไปยังเบาะที่นุ่มๆ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกภาพสร้างเรื่องราวกันบ้าง

       

    สำหรับการนั่งรถไฟ Yufuin no Mori นี้ นักท่องเที่ยวจะต้องทำการจองตั๋วก่อนล่วงหน้าเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ความพิเศษของรถไฟขบวนนี้ก็คือ เป็นรถไฟที่มีการบริการจากเจ้าหน้าที่ หรือที่เรียกว่า Train Hostess นั่งชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเพลินๆ ก็จะมีเจ้าหน้าที่เดินมาขายของที่ระลึก หรือขนมที่ขึ้นชื่ออย่างเค้กโรลของร้าน B-Speak ให้กับนักท่องเที่ยว โดยที่ไม่ต้องเดินไปซื้อยังตู้เสบียง

       

    กวาดมองสายตาสำรวจไปทั่วๆ บริเวณภายในขบวนรถ เริ่มจากพื้นที่ทำด้วยไม้ที่มีลายสวยงาม เบาะนั่งนุ่มๆ สีเขียวลายดอกแบบคลาสสิค สีของผนังตัวรถไฟจะเป็นสีครีมอ่อนๆ กระจกสองด้านบานใหญ่เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวสองข้างทางได้ย่างเต็มตา ด้ายซ้ายและขวาจะมีผ้าม่านสีน้ำตาลลายดอกผูกมัดอยู่ ส่วนด้านบนเหนือหัวขึ้นไปจะเป็นชั้นเอาไว้สำหรับเก็บของ

    ขบวนรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี Yufun เมื่อเวลา 11.00 น. การถ่ายรูปก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง ต่อจากนี้ก็ได้เวลาที่จะเดินไปสำรวจและสร้างภาพกันทั่วๆ บริเวณขบวนรถไฟ เป้าหมายแรกที่จะไปสำรวจก็คือที่ตู้เสบียงนั่นเอง เดินผ่านผู้คนซึ่งในขณะนี้ต่างก็เข้านั่งประจำที่ของตัวเอง บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็นั่งเล่นสมาร์ทโฟน เห็นบางคนก็มีถ่ายรูปกันบ้าง ในขณะที่เดินก็ต้องคอยระมัดระวังและคอยทรงตัวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเดินไปถึงตู้เสบียง ที่นี่จะมีพนักงานที่เป็นผู้หญิง หรือที่เรียกว่า Train Hostess ยืนคอยต้อนรับและพร้อมจะบริการให้กับนักท่องเที่ยว มีกาแฟ น้ำดื่ม อาหาร รวมไปถึงขนมเค้กโรลของร้านชื่อดัง B-Speak อีกด้วย นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นของที่ระลึกอีกหลายอย่าง ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ตรายางที่เป็นโลโก้ของรถไฟ Yufuin no Mori ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ประทับตราลงบนการ์ดเพื่อเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งเราได้มานั่งบนรถไฟขบวนนี้แล้ว

       

    ข้างๆ กับประตู จะมีชุดพร้อมหมวกเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใส่เพื่อที่จะถ่ายรูปกัน กำลังสร้างภาพกับสิ่งที่อยู่ตรงเบื้องหน้าได้ไม่นาน คนข้างกายก็เดินเข้ามาสมทบพอดี อ้าว! ถ้าอย่างก็ได้เวลาสร้างภาพกันอีกสิครับ รออะไรว่ามั้ย? เราสองคนใช้เวลาอยู่ที่บริเวณตู้เสบียงเกือบครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางกลับไปนั่งที่เดิมตรงบริเวณท้ายขบวนรถไฟ

       

    นั่งชมวิวทิวทัศน์ของสองข้างทางไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลิน ตรงไหนที่เห็นว่าสวยก็หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพอยุ่ตลอด จนกระทั่งเหลือบไปเห็น Train Hostess เดินตรงมายังที่พวกเรานั่งอยู่ ในมือมีถาดใส่ของบางอย่างมาด้วย

    หันไปถามสมาชิกที่นั่งอยู่ติดๆ กันก็ได้ความว่า ที่ Train Hostess นำมาขายให้กับนักท่องเที่ยวมันคือ ไอศครีมนั่นเอง อืม! น่าสน กำลังอยากกินอยู่พอดี ของชอบซะด้วย คิดได้ไม่นาน พนักงานหรือ Train Hostess ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงบริเวณด้านหน้ากลุ่มพวกเรา สรุปคือพวกเราอุดหนุนไอศครีมกันแทบทุกคนพร้อมกับดื่มด่ำในรสชาติกันอย่างเอร็ดอร่อย นั่นปะไร ก็ของมันชอบนี่ครับ

       

    หลังจากทานไอศครีมเสร็จ เราสองคนก็ชวนกันไปเดินเที่ยวภายในบริเวณรถไฟกันอีกรอบ ครั้งนี้เราตกลงกันว่าจะลองเดินไปดูวิวที่หัวขบวนรถที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เดินผ่านผู้คนที่ต่างก็กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง รถไฟก็วิ่งไปเรื่อยด้วยความเร็วที่ไม่สูงมากนัก เดินไปก็มองดูวิวทิวทัศน์สองข้างทางไปด้วย

    เดินผ่านตูเสบียงที่เมื่อซักครู่เราได้เดินมาใช้บริการและถ่ายภาพกันก่อนหน้านั้นแล้ว เดินผ่านพนักงานพร้อมกับส่งยิ้มทักทายซึ่งกันและกันก่อนที่เราสองคนจะเดินเลยผ่านพ้นประตูออกไป จนกรั่งไปหยุดอยู่ตรงที่หัวขบวนรถไฟ ที่ตรงนี้เราจะสามารถนั่งชมวิวด้านหน้ารถไฟได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีกระจกอยู่ล้อมรอบทั้งสามด้าน มุมสวย วิวสวย การบักทึกภาพที่นี่ก็เกิดขึ้นอีกเช่นเคย

       

    นั่งชมวิวทางด้านหน้าของหัวรถไฟได้เพียงชั่วครู่ พนักงานหรือ Trian Hostess ก็เดินมาพร้อมกับป้ายที่ถืออยู่ในมือ เป็นป้ายที่มีรูปรถไฟ Yufuin no  Mori ที่ระบุวันเดือนปีของวันนั้นให้เราได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ช็อตนี้เราสองคนจึงไม่ยอมพลาดอย่างแน่นอน ได้สร้างภาพกับป้ายและพนักงานที่เป็น Train Hostess สาวสวยอีกด้วย ถ่ายรูปเสร็จก็นั่งชมวิวทิวทัศน์ได้ซักครู่ก็ได้เวลาเดินกลับ หันไปดูเวลาที่สมาร์ทโฟน ขณะนี้เวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงวันแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงสถานีปลายทางที่ Beppu

    มองออกไปทางด้านนอกฝั่งขวามือ จะเห็นรถยนต์หลายคันวิงสวนกันไปมาที่บริเวณถนนเลียบชายฝั่งทะเล มองออกไปไกลๆ เลยจากถนนที่รถวิ่ง จะมองเห็นเส้นของน้ำทะเลตัดกับขอบของท้องฟ้าเป็นแนวเส้นตรง วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆมาก บรรยากาศอึมครึม การบันทึกภาพจึงไม่เป็นที่พอใจนัก

       

    “จะถึงสถานี Beppu เตรียมตัวกันนะจ๊ะ” คุณโอ๋บอกเตือนให้พวกเราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ เพียงชั่วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ขบวนรถไฟ Yufuin no Mori ก็เคลื่อนตัวพร้อมกับค่อยๆ ลดระดับความเร็วลง มุ่งหน้าเข้าไปจอดเทียบยังบริเวณชานชลาของสถานี Beppu ในเวลาต่อมา

    หลังจากรถไฟจอดสนิท พวกเราก็พากันลากกระเป๋าเดินทางพร้อมกับสัมภาระ ก้าวเดินตามกันลงไปยังบริเวณด้านล่างที่เป็นสถานี Beppu ในทันที ไม่รอช้า ผมบอกให้สมาชิกทุกคนเดินไปทางด้านหน้าของหัวรถไฟเพื่อทำการบันทึกภาพ ช็อตเด็ดนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้มากับรถไฟขบวนนี้ กดชัตเตอร์ไปจำนวนหลายภาพจนเป็นที่พอใจทุกฝ่าย และก่อนที่จะออกไปจากสถานี คุณโอ๋ก็ได้ไปแวะซื้อตั๋วรถไฟเอาไว้สำหรับโปแกรมการท่องเที่ยวของวันพรุ่งนี้ด้วย

       

    สำหรับเมืองเล็กๆ อย่าง Beppu นี้ จะขึ้นชื่อในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดจากแหล่งธรรมชาติ มีทั้งหมดถึง 8 บ่อด้วยกัน ถึงแม้จะเป็นเล็กๆ ก็ตาม แต่เมืองนี้ถือว่ามีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย นักท่องเที่ยวจึงนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติกันอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับพวกเราได้วางโปรแกรมมาแค่เพียงแช่ออนเซ็นพร้อมกับเดินเล่นชมเมืองเท่านั้น เพราะพรุ่งนี้เช้าหลังจากตื่นนอน พวกเราก็มีโปรแกรมเดินทางไปเที่ยวต่อเพื่อชมภูเขาไฟ Asosan กันที่เมือง Aso กันต่อ

       

    ที่บริเวณด้านนอกสถานีในขณะนี้มองเห็นฝนตกอยู่ปรอยๆ ในขณะคุณโอ๋ก็เดินมาสมทบกับพวกเราหลังจากซื้อตั๋วเสร็จแล้วพอดี พวกเราเดินออกจากสถานีเพื่อเดินมุ่งหน้าไปยังโรงรมที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีมากนัก มีระยะทางเพียงแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้น พอเดินออกมาสู่ยังบริเวณด้านหน้าของสถานีรถไฟ จะมองเห็นรูปปั้นคุณลุงท่าทางใจดีตั้งตระหง่านอยู่ คุณลุงคนนี้มีชื่อเรียกว่า Pika Pika Oji san หรือ คุณลุงปิ๊งปิ๊ง แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Shiny Uncle คุณลุงเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในด้านของการท่องเที่ยวของเมือง Beppu เป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีคุณลุงพวกเราก็คงไม่รู้ว่า Beppu มีดีอะไร คุณลุงมีชื่อจริงว่า Kumahachi Aburaya

       

    พวกเราหยุดถ่ายภาพที่บริเวณด้านหน้ารูปปั้นคุณลุงท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ เพื่อสร้างภาพเอาไว้เป็นที่ระลึกกัน เสร็จจากถ่ายรูปก็พากันเดินมุ่งหน้าตรงไปยังที่พัก เดินเยื้องไปทางด้านขวามือแล้วข้ามถนนตรงทางม้าลาย พอพ้นทางม้าลายข้ามไปอีกฟาก ก็พากันเดินฝ่าสายฝนที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก เดินมุ่งหน้าตรงไปตามถนนอีกจนกระทั่งสุดทางที่มีป้ายชื่อที่อยู่ทางด้านขวามือ พวกเราพากันเดินเลี้ยวขวาตรงไปอีกประมาณห้าร้อยเมตรก็ถึงโรงแรมที่พัก คืนนี้เราได้พักกันที่โรงแรม Nokami Honkan และที่นี่พวกเราจะได้แช่ออนเซ็นกันอีกด้วย

       

    ถ่ายภาพกับป้ายหน้าโรงแรมเสร็จก็เดินลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปยังบริเวณภายใน พื้นไม้สะอาดสะอ้านมันทำให้เราก้มที่จะถอดรองเท้า ในขณะที่ก้มและเอื้อมมือไปที่รองเท้า สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ แปลแล้วได้ความว่า “ใส่รองเท้าเดินเข้าไปได้เลย” อันนี้ประทับใจเลย และที่บริเวณด้านซ้ายใกล้ๆ กันก็จะมีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ สีขาาวสะอาด ใส่ไว้ในตะกร้าใบเล็กๆ เอาไว้ให้ลูกค้าได้หยิบใช้กัน

              

    หลังจากทำการเช็คอินเสร็จ คุณโอ๋ก็นำกุญแจห้องมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกร่วมทริป หันมองสำรวจไปรอบๆ บริเวณโรงแรมที่พัก ที่นี่จะดูเหมือนบ้านเก่าแก่ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างชัดเจน ดูๆ แล้วไม่เหมือนกับโรงแรมทั่วๆ ไป ดูเหมือนบ้านซะมากกว่า ให้ความรูสึกเป็นกันเองดี ชอบเลยอันนี้ รับกุญแจห้องเสร็จสรรพต่างก็พากันเดินไปขึ้นลิฟท์เพื่อขึ้นไปสู่ยังชั้นบน พอก้าวออกจากลิฟท์ก็เดินเลี้ยวขวา ทางด้านซ้ายจะมีตู้เครื่องดื่มทั้งร้อนทั้งเย็นเอาไว้คอยบริการลูกค้าฟรีอีกด้วย เฮ้ย! อันนี้เจ๋งวะ เดี๋ยวเข้าไปเก็บของก่อนนะจะออกมาใช้บริการ สนุกแน่ ดื่มกาแฟมันทั้งคืนเลยงานนี้

              

    เราสองคนได้พักที่ห้อง 402 พอไขกุญแจผลักประเข้าไป โห! ห้องน่ารักมากๆ ทางด้านซ้ายประตูจะเป็นอ่างล้างหน้าขนาดเล็กๆ ถัดไปก็จะเป็นห้องน้ำสำหรับถ่ายหนัก ตรงไปตรงมุมเมื่อเปิดประตูเข้าไปดู จะมีห้องสำหรับแช่ออนเซ็นส่วนตัวด้วย ส่วนทางด้านขวาก็จะเป็นห้องนอนที่เป็นประตูแบบเปิดสไลด์ไปทางขวา หน้าห้องก็จะมีร้องเท้าที่เรียกว่า “เกี๊ยะ” วางเอาไว้ให้สองคู่อย่างเป็นระเบียบ น่ารักมากมาย ดูๆ แล้วๆ มันสร้างความรู้สึกเหมือนว่าเราได้ย้อนเวลาเดินทางไปสู่ยุคโบราณของญี่ปุ่นกันเลย เอ! ด้านในจะมีอะไรให้เราเซอร์ไพรส์อีกนะ (แอบคิดเอาเอง)

    พอเข้าไปด้านในห้อง วางกระเป๋าเดินทางพร้อมกับปลดเป้ที่สะพายวางตามลงไว้บนพื้น ทั่วทั้งบริเวณห้องมันเหมือนกับเราดูหนังญี่ปุ่นยุคโบราณอย่างโอชินกันเลย ประมาณนั้น  บริเวณพื้นด้านล่างปูด้วยเสื่อ จะมีที่นอนสองชุดที่มีทั้งหมอนและผ้าห่มสีขาวสะอาดตาวางเอาไว้ ส่วนทางด้านขวามือจะเป็นตู้ขนาดใหญ่ที่มีผ้าห่มและหมอนสำรองเอาไว้ให้ลูกค้าได้ใช้ในยามที่อากาศหนาวจัด

       

    ถัดเลยไปจากตู้ จะมีเก้าอี้ที่มีโทรทัศน์จอแบนตั้งอยู่พร้อมกับรีโมทและแค็ตตาล็อก มองไปตรงมุมซ้ายด้านในสุด จะมีกระบะสำหรับใส่ชุดคลุมยูกาตะที่เป็นชุดประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่นเพื่อให้ลูกค้าได้สวมใส่ สำหรับทางด้านมุมซ้ายสุดจะเป็นประตูสไลด์เพื่อออกไปสู่ระเบียง ที่นี่จะมีโต๊ะกับเก้าอี้ตั้งอยู่หนึ่งชุด สำรวจตรวจตราพร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันเลยที่มุมนี้ นั่งพักหายเหนื่อยได้ซักเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาลงไปที่ยังบริเวณด้านล่าง เพราะเวลาที่เหลือ พวกเราตกลงกันว่าจะออกไปเดินช้อปปิ้งกันที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ Beppu กันด้วย

    ตอนเย็นของวันนั้นที่สถานีรถไฟ Beppu พวกเราใช้เวลาในการเดินเล่นช้อปปิ้งและรับประทานข้าวมื้อค่ำกันเสียด้วยเลย จนกระทั่งถึงเวลาเกือบพลบค่ำจึงได้เดินทางกลับไปยังโรงแรมที่พักกัน ฝนก็ยังคงตกปรอยๆ อยู่ตลอดเวลาในขณะที่พวกเราเดินทางกลับที่พัก แสงสุดท้ายเริ่มย่างกรายเข้ามาเยี่ยมเยือน อ้าว! สวยสิครับแบบนี้

       

    เดินฝ่าสายฝนที่ตกปรอยๆ ท่ามกลางแสงทไวไลท์ การบักทึกภาพในการ “เดินเก็บแสงที่ Beppu” คงไม่พลาดสำหรับเราอย่างแน่นอน เดินไปก็หยุดสร้างภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปจบอยู่ที่โรงแรม ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในการเดินทางมา Beppu ของวันนี้อย่างเปียกปอน ก็สนุกดี รอแต่เพียงเวลาที่เหลือจากนี้ ก็จะเป็นเวลาที่เราได้วางโปรแกรมเอาไว้ นั่นก็คือ “การแช่ออนเซ็น” นั่นเอง

เดินเก็บแสงที่ Beppu

แช่ออนเซ็นที่ Beppu

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *