• Homepage
  • >
  • Uncategorized
  • >
  • Breast Cancer Positive Alliance ทุกภาคส่วนร่วมเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับการจัดการมะเร็งเต้านม ตั้งเป้าลดจำนวนหญิงไทยเสียชีวิตลง 30 % ในปี 2030

Breast Cancer Positive Alliance ทุกภาคส่วนร่วมเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับการจัดการมะเร็งเต้านม ตั้งเป้าลดจำนวนหญิงไทยเสียชีวิตลง 30 % ในปี 2030

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในโรคร้ายที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของผู้หญิงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มะเร็งเต้านมได้คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับที่ 2 ของมะเร็งทั้งหมด ด้วยตระหนักถึงความรุนแรงของวิกฤตสุขภาพดังกล่าว สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Society: TBS) จึงได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือ “Breast Cancer Positive Alliance” พร้อมเชิญตัวแทนหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลสุขภาพของประเทศ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อร่วมกันหารือและยกระดับแนวทางตรวจคัดกรองและรักษามะเร็งเต้านม

โครงการความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในไทยลง 30% ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การอนามัยโลกและองค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าการจะพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้านต่อไปนี้อย่างเร่งด่วน ได้แก่ 1. กระบวนการการคัดกรอง (screening) 2. ระบบบันทึกทะเบียนข้อมูลมะเร็ง (data registry) และ 3. แนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ (Thailand Clinical Practice Guidelines: CPG) เพื่อช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคและผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพิ่มอัตราการรอดชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

แม้ไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลระดับทุติยภูมิ (secondary data) ที่ได้จากงานวิจัยระดับนานาชาติ กลับพบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทยยังต่ำกว่าฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และออสเตรเลีย โดยความท้าทายประการแรกที่ระบบการดูแลสุขภาพของไทยพยายามหาทางจัดการอยู่ในปัจจุบัน คือ การไม่สามารถระบุอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน เช่น ไม่มีข้อมูลจำเพาะของกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในแต่ละระยะและข้อมูลผลการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลระดับประเทศได้ เป็นต้น ซึ่งเป็นเพราะทะเบียนมะเร็งเต้านมมักมีการบันทึกและจัดเก็บเฉพาะในโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังไม่มีการจัดทำในระดับประเทศ ส่วนความท้าทายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ที่จำเป็นในชนบท เช่น รถเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา การตรวจยีนที่ครอบคลุม การกระจายตัวของแพทย์สหสาขาวิชาเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง (Multidisciplinary Team for Cancer Treatment: MDTs) เป็นต้น ซึ่งความขาดแคลนเหล่านี้ส่งกระทบต่อเส้นทางการรักษา (patient journey) ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และแนวทางการรักษา ดังนั้น โครงการความร่วมมือ “Breast Cancer Positive Alliance” นี้จึงเปรียบเสมือนก้าวแรกที่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างใกล้ชิดและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย ร่วมกันอภิปรายถึงปัญหา พร้อมแสวงหาทางออก โดยมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมใน 3 ด้าน ต่อไปนี้

ประการแรก ประเทศไทยควรส่งเสริมกระบวนการคัดกรอง (early screening) โดยกำหนดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งเต้านมให้ชัดเจน แนะนำวิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม  เช่น การคลำเต้านมด้วยตนเอง (self-examination) หรือจัดทำแบบคัดกรองเบื้องต้นแก่ประชากรแต่ละกลุ่มตามระดับความเสี่ยง หากพบความผิดปกติหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูงจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยโดยบุคลากรทางการแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระงาน ลดความหนาแน่นของผู้ป่วยที่เข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยโดยไม่จำเป็น และเพิ่มความคุ้มค่าของการทำแมมโมแกรมอีกด้วย ส่วนในทางกลับกันกระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาถึงมือแพทย์ก่อนที่ระยะของโรคจะลุกลาม ทำให้แพทย์สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้าไว้ได้ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วย

Previous «
Next »