HomeTravelนั่ง Jaecoo J7 Plug-in Hybride พาไปเที่ยว..."อุบลราชธานี”

นั่ง Jaecoo J7 Plug-in Hybride พาไปเที่ยว…”อุบลราชธานี”

เจอกันอีกแล้ว กับคอลัมน์ขับรถเที่ยว ครั้งนี้เราได้ยานพาหนะเป็นรถปลั๊กอิน-ไฮบริด Jaecoo J7 เป็น SUV พรีเมียมขนาดกะทัดรัด (C-SUV) จาก Chery ที่เน้นความประหยัด คุ้มค่า โดดเด่นด้วยดีไซน์แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo+มอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมสูงสุด 347 แรงม้า วิ่งไฟฟ้าล้วนไกล 106 กม. (NEDC) และรวมน้ำมันเต็มถังได้ไกลกว่า 1,300 กม. ซึ่งก็เหมาะกับการที่จะใช้เดินทางท่องเที่ยวกันแบบยาวๆ และครั้งนี้ก็เลยพากันเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานีก็จัดได้ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมาย ตามกันไปเรื่อยๆ ครับ

Jaecoo J7 ออกแบบดีไซน์ในสไตล์ลุยๆ รูปลักษณ์ภายนอกดูแข็งแกร่งและโดดเด่นสะดุดตาในยามพบเห็น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดที่ได้ดั่งใจในยามขับขี่ ช่วงล่างทำมาดีเกินคาด การยึดเกาะถนนถือว่าทำได้ดี ถ้าเป็นการขับขี่ในเมืองส่วนใหญ่แนะนำให้เปลี่ยมาใช้ระบบไฟฟ้าจะเหมาะที่สุด

Jaecoo J7 มีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 15 กม./ลิตร (ในการขับขี่แบบเร็ว) มีฟังก์ชันอัจฉริยะ (ADAS): ระบบช่วยเหลือการขับขี่ อย่างเช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC) และกล้อง 360 องศา ที่สามารถทำงานได้ดีและมีประโยชน์มากในการใช้งานจริง หน้าจอมัลติมีเดียขนาดใหญ่ 14.8 นิ้ว ภายในห้องโดยสารถือว่ากว้างขวางเอาเรื่องสามารถนั่งเหยียดขาได้อย่างสบายๆ ในส่วนด้านหลังของ Jaecoo J7 ก็มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวางเอามากๆ   

เราสองคนออกเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ช่างเวลาประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ทริปนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่อุบลราชธานี แต่เวลาแบบนี้ก็คงต้องพักระหว่างทางกันก่อน โดยในคืนนี้เราสองคนเลือกที่จะไปแวะพักกันที่ บ้านไม้วินเทจ ปากช่อง นครราชสีมา เดินทางเพียงแค่สองชั่วโมงกว่าก็ถึงบ้านไม้วินเทจ ก็ปาเข้าไปสามทุ่มนิดๆ เพราะก็มัวแต่แวะกินข้าว ซื้อกาแฟ และเข้าห้องน้ำ 

เช้าของอีกวัน ที่ บ้านไม้วินเทจ ปากช่อง”

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จแล้วก็พากันออกเดินทาง ประมาณเวลา 10 โมงเช้า ขับมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุบลราชธานี้ ด้วยระยะทาง 480 กิโลเมตร โดยมีระยะทางอยู่ที่ประมาณ 450-480 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างการเดินทางก็มีแวะปั๊มเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ และซื้อกาแฟดื่มให้คลายง่วงกัน

เสียงเพลงคันทรี่จากเครื่องเสียงของ Jaecoo J7 ให้จังหวะเร้าใจในการเดินทาง ฟังแล้วเพลิดเพลินและอิ่มเอมไปด้วยความสุขอันสุนทรีย์ Jaecoo J7 มาพร้อมระบบเสียง-v’ SONY แบบ 8 ลำโพง ที่ให้มิติเสียงที่ค่อนข้างนุ่ม รายละเอียดชัด และฟังสบายในระยะทางไกล 

เดินทางมาจนเข้าเขตจังหวัดบุรีรัมย์ เราก็พากันแวะรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่ร้านข้าวขาหมูร้านดัง ร้านนี้รสชาติก็ถือว่าโอเค หน้าตาดูดี ยกมาเสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้ม อิ่มจากข้าวขาหมูก็พากันออกเดินทางกันต่อ โดยขับมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุบลราชธานี้ ด้วยระยะทางที่เหลือประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เมงวลาในการเดินทางประมาณเกือบๆ 4 ชั่วโมง โดยขับผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 (สายโชคชัย-เดชอุดม) ผ่านจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ 

ภายในห้องโดยสารของ Jaecoo J7 กว้างขวาง ผู้โดยสารด้านข้างคนขับสามารถที่จะนั้งเหยียดขาได้อย่างสบายๆ บริเวณ “คอนโซลกลาง” ดีไซน์ดูเรียบ สะอาด และให้อารมณ์เหมือนรถยุโรปยุคใหม่ ไม่มีปุ่มเยอะจนลายตา ทุกอย่างถูกจัดวางให้ดูมินิมอล แต่ใช้งานจริงได้ดี ตรงกลางคอนโซล มี Wireless Charger กำลังสูง 50W ที่แค่วางโทรศัพท์ลงไปมือถือก็เริ่มชาร์จทันที โดยที่ไม่ต้องหาสายไม่ต้องเสียบปลั๊กให้วุ่นวาย อันนี้สะดวกเอามากๆ

ตั้งแต่เปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ “ความโปร่ง” หลังคา Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ ปล่อยแสงธรรมชาติเข้ามาเต็มคัน จนแม้แต่การติดไฟแดงในเมืองก็ยังรู้สึกผ่อนคลายขึ้นนิดหนึ่ง เบาะหนังไฟฟ้าทรงสปอร์ตให้สัมผัสนุ่ม แต่ยังโอบตัวเวลาขับทางไกล รุ่นนี้ยังมาพร้อมระบบระบายอากาศ และระบบอุ่นเบาะอีกด้วย สิ่งเล็กๆ ที่ผมชอบมาก คือรายละเอียดการออกแบบภายในที่วางแก้วแบบคู่แนวนอน ที่ชาร์จไร้สาย 50W พอร์ต USB ทั้งหน้าและหลัง รวมถึงที่พักแขนแบบ Dual Armrest ทั้งหมดถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ใช้งานง่ายมาก หน้าจอแนวตั้ง 14.8 นิ้ว กลายเป็นเหมือนศูนย์กลางของรถทั้งคันตั้งแต่ Google Maps เครื่องเสียง กล้อง 360 องศา ไปจนถึงระบบปรับอากาศ 

อีกอย่างที่ทำให้ห้องโดยสารดูพรีเมียมขึ้นมาก ก็คือ ไฟ Ambient Light ที่เปลี่ยนสีได้พอตกกลางคืน แสงไฟเบาๆ ภายในรถรวมกับเสียงเพลงจากลำโพง SONY 8 ตัว มันทำให้บรรยากาศระหว่างเดินทางเหมือนกำลังนั่งอยู่ในรถยุโรปราคาแพงกว่าหลายเท่า

เดินทางมาได้สักพักก็พากันแวะเข้าปั๊มน้ำมัน เข้าห้องน้ำ แวะเข้าร้านกาแฟเติมคาเฟอีนให้กับร่างกายเพื่อเพิ่มความสดชื่น จากปั๊มน้ำมันก็ออกเดินทางกันต่อเลย โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ อุบลราชธานี

พวกเราเดินทางทางเข้าสู่จังหวัดอุบลราชานีเวลาช่วงเย็นๆ ของวัน ทริปนี้พวกเราจะพากันไปพักที่ โรงแรมระพีพรรณวิลล์ ซึ่งเราสองคนนั้นคุ้นเคยกันดี เพราะที่โรงแรมแห่งนี้เราได้เคยมาทำการรีวิวโรงแรมลงในเว็บไซต์ เมื่อหลายปีก่อน โดยมีพี่สมศักดิ์เป็นเจ้าของ พี่สมศักดิ์เป็นผู้ใหญ่อีกคนที่เราสองคนนับถือ และก็สนิทสนมกันเอามากๆ และก็เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปตามล่าหาแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลฯ ที่นี่จึงถือเป็นศูนย์กลางของการพักค้างแรม

ยืนทักทายกันเสร็จ พี่สมศักดิ์ก็พาพวกเราเดินเข้าไปด้านในของโรงแรมเพื่อทำการเช็คอิน โรงแรมสะอาดสะอ้านเอามากๆ ที่นี่เปิดมาหลายปีมาแล้ว แต่ทำไมเหมือนว่าเพิ่งจะเปิดมาได้ไม่นาน มันใหม่และสะอาดจริงๆ อันนี้ต้องขอชื่นชมจากใจจริงๆ

ครั้งนี้พวกเราได้พักอยู่ที่ห้องชั้นล่าง  ห้องพักกว้างขวาง สะอาดสะอ้าน มีสิ่งอำนวยความสะดวกเอาไว้แบบครบครันตามมาตรฐานของโรงแรม เก็บกระเป๋าสัมภาระเสร็จก็เดินออกไปเจอกันที่ห้องอาหารของโรงแรม ก็ได้เวลามื้อค่ำที่พี่สมศักดิ์เตรี้ยมเมนูพิเศษเอาไว้คอยต้อนรับพวกเรา

มื้อนี้ก็มีอาหารหลากหลายเมนูที่ชอบๆ ก็มีเมนู  ปลากระพงทอดน้ำปลา ยำหมูยอ และชุดผักน้ำพริก แค่สามเมนูนี้ก็ทำเอาพวกเราอิ่มแปล้ไปตามๆ กัน วันนี้วันอาทิตย์เสียด้วย ที่อุบลฯ​ จะมี “ถนนคนเดินริมมูล” แบบนี้ก็ไม่พลาดสิครับ ถนนคเดินแบบนี้อย่างชอบ บอกเลย 

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวของอุบลฯ​ ที่พวกเราแพลนกันเอาไว้ ก็จะมี ถนนคนเดินริมมูล (Riverside Walking Street) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเลียบแม่น้ำมูล, น้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกลงรู), ผาแต้ม, สวนสัตว์อุบล, ฆ้องยักษ์, เสาเฉลียง และแผงโซล่าเซล์ลอยน้าที่ใหญ่ที่สุดของอุบลฯ แต่ก็ไม่รู้ว่าทริปนี้พวกเราจะตามเก็บและเที่ยวกันได้ครบหรือเปล่า? 

การเดินทางท่องเที่ยวของเราในแต่ละครั้ง สิ่งที่จะต้องวางแพลนเอาไว้อันดับต้นๆ ก็คือ ถนนคนเดิน เพราะว่าเราสองคนนั้นชอบมาก ไปเดินช้อปปิ้งหาของกิน เดินสร้างภาพเช็คอิน ยิ่งถ้ามีของเด่าวินเทจประเภทเทปเพล หรือเครื่องเสียงวินเทจสไตล์อนาล็อกด้วยแล้ว เป็นอะไรที่โปรดปรานเอมากๆ และที่อุบลฯ ก็มีมีถนนคนเดินเช่นเดียวกัน

ถนนคนเดินริมมูล (หรือถนนคนเดินเลียบแม่น้ำมูล) เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจยามเย็นที่เป็นจุดเช็คอินยอดนิยมของจังหวัด มีร้านค้ามากมายกว่า 600 ร้านค้า รายล้อมด้วยบรรยากาศริมน้ำและวิวสะพานเสรีประชาธิปไตย ถนนคนเดินริมมูลตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ระทางห่างจากที่พักประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้นเอง 

บรรยากาศของค่ำคืนนี้เย็นสบาย ก็เริ่มเดินกัรตั้งแต่ปากทางเข้าตรงบริเวณสะพาน โดยเริ่มเดินจากทางฝั่งทางด้านซ้ายมือก่อน แสงไฟจากร้านค้าแต่ละร้านส่องสว่างสไวไปทั่วบริเวณ สินค้าหลักๆ ก็จะเป็นเสื้อผ้า และของกิน ราคาก็ถือว่าไม่แพง เดินไปก็แวะดูของที่ชอบๆ ไปด้วย ขาดไม่ได้ก็แวะถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกเอาไว้เช็คอินด้วย

สายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านมาจากลำน้ำมูลมันช่วยให้คลายร้อน และช่วยให้ผู้คนเดินช้อปปิ้งกันอย่างสบายๆ และเพลิดเพลิน เดินไปสายตาก็สอดส่องหาของที่ชื่นชอบจำพวกเทปเพลง ก็ยังไม่เจอใครที่เอามาวางขายสักร้าน หิวก็แวะซื้อของกินเพลินๆ ชิลล์ๆ กันไป พากันเดินไปจนสุดก็พากันเลี้ยวกลับ ไปทางด้านขวามือ

เสียงพูดคุยระคนกับเสียงเพลงที่ทางร้านค้าเปิด ฟังก็พอจับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง เหนื่อยก็เดินช้าๆ เพื่อผ่อนลมหายใจไปด้วย เดินผ่านมาหลายร้านก็ยังไม่เจอของถูกใจสักอย่าง จนกระทั่งเดินลอดสะพานไปจนใกลๆ จะถึงทางออก สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านค้าที่มีเทปคาสเซ็ตและเครื่องเล่นวอล์คแมนวางขายอยู่ เอาหละวะ!! เราเจอของที่ชื่นชอบกันแล้ว ตรงนี้ก็เลยแวะพูดคุยกับพ่อค้าคนขาย

มองดูเทปเพลงก็เจอเพลงที่รู้จักและชื่นชอบเยอะเหมือนกัน แนวเพลงก็เพื่อชีวิตและเพลงคันทรี่ฝรั่ง สภาพดีเอามากๆ ราคาก็ถือว่ารับได้ ดูไปดูมาก็ไม่ได้อุดหนุนกันเลยสักม้วน เพราะเท่าที่ดูๆ ก็มีกันหมดแล้ว นอกจากเทปเพลง ร้านนี้ยังมีแผ่นเสียงไวนีลอีกด้วย ก็เป็นเพลงที่รู้จักทั้งน้าน สุดท้ายมาเดินถนนคนเดินริมมูลคืนนี้พวกเราก็ไม่ได้อะไรกันเลย ก็ใช้เวลาในการเดินอยู่ที่นี่ก็ประมาณร่วมๆ ชั่วโมงก็พากันเดินทางกลับที่พัก รอเพียงรุ่งเช้าของอีกวันจะได้พากันออกไปเที่ยวตามแฟลนที่วางกันเอาไว้ก่อนหน้านี้

เช้าวันใหม่ ที่ อุบลราชธานี

วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะออกไปตามล่าแหล่งท่องเที่ยวของเมืองอุบลฯ กัน หลังจากกินอาหารมื้อเช้าและจิบกาแฟกันเสร็จ พวกเราก็ได้เวลาออกเดินทางไปเที่ยว  จุดแรกก็ขอไปแวะเยี่ยมเพื่อนที่สวนสัตว์อุบลฯ กันก่อน ระยะทางจากที่พักไปยังสวนสัตว์ก็ไปม่ไกลมาก เป็นเพื่อนที่เคยเรียนศิลปะด้วยกัน วันนี้อากาศเป็นใจเอามากๆ ร้อนสิครับ  แต่ก็โอเคสำรับการสร้างภาพ ไปถึงสวนสัตว์ก็เจอเพื่อที่รออยู่ก่อนแล้ว เพราะเพื่อนทำงานที่นี่ ลงจากรถได่ก็พากันไปทักทาย ถามสารทุกข์สุกดิบ ขาดไม่ได้ก็สร้างภาพเป็นที่ระลึกกันที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าของสวนสัตว์ ก็ใช้เวลาพูดคุยสนทนาอยู่สักพักก็ร่ำลากัน โดยที่พวกเรายังมีภารกิจออกไปตามล่าและท่องเที่ยวกันต่อ โดยจุดหมายที่แรกก็คือ แผงโซล่าเซล์ลอยน้าที่ใหญ่ที่สุดของอุบลฯ 

การเดินทางไปยัง แผงโซล่าเซล์ลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอุบลฯ ก็ใช้เวลานานพอสมควร ระยะทางจากสวนสัตว์ไปยังยังแผงโซล่าเซล์ลอยน้าที่ใหญ่ที่สุดของอุบลฯ ก็ประมาณ 80.7 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ระหว่างการเดินทางมีแวะเตอมน้ำมันให้กับ Jaecoo J7 ครั้งนี้ก็เติมกันแบบเต็มถังกันเลยทีเดียว ก็เพราะในวันนี้พวกเราจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ กันทั้งวัน

Jaecoo J7 เป็นระบบปลั๊กอินไฮบริด ที่รองรับทั้งแบบ น้ำมันเบนซิน E20, แก๊สโซฮอล 91, แก๊สโซฮอล 95, และเบนซิล 95 ในครั้งนี้เราเลือกเติมน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 95 เป็นหลักเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเผาไหม้และถนอมเครื่องยนต์ในระยะยาว โดยที่ Jaecoo J7 สามารถเติมเต็มถังได้มากถึง 60 ลิตรกันเลยทีเดียว

…พวกเราเดินทางถึงแผงโซล่าเซล์ลอยน้ำก็ช่วงเเที่ยงๆ อากาศกำลังเป็นใจเลย ก็ร้อนสิครับรออะไร แต่พวกเราก็มิได้ย้อท้อแม้แต่นิดเดียว จอดรถเสรฌจก็พากันเดินเข้ายังบริเวณด้านใน ก็พากันแวะสร้างภาพกับป้ายสิรินธารประภากรกันก่อน

แผงโซล่าเซลล์ลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี คือ โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร (Hydro-Floating Solar Hybrid) ซึ่งไม่เพียงแต่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด แต่ยังครองสถิติเป็นโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยกำลังการผลิตที่สูงถึง 45 เมกะวัตต์ (MW) ครอบคลุมพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 450–760 ไร่ ซึ่งเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณ 70 สนาม มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 144,000 แผง โดยแบ่งออกเป็น 7 ชุดบนผิวน้ำ 

แผงโซล่าเซลล์ลอยน้ำสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และสลับไปใช้พลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสิรินธรผลิตไฟฟ้าต่อในเวลากลางคืน ทำให้จ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพสูง ตัวแผงเป็นกระจกสองชั้น (Double Glass) ทนความชื้นสูง และใช้ทุ่นลอยน้ำประเภทเดียวกับท่อส่งน้ำประปา (HDPE) แสงแดดสามารถส่องผ่านช่องว่างลงใต้น้ำได้ จึงไม่กระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนาพื้นที่ให้มีเส้นทางเดินชมวิว (Nature Walkway) เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมความสวยงามและเรียนรู้เรื่องพลังงานสะอาดได้

วันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวถือว่าน้อยเอามากๆ อาจจะเป็นว่าเวลาเที่ยงแบบนี้ก็เป็นได้ ก็เห็นมีก็แต่พวกเรา 5 คน แะนักท่องเที่ยวคนอื่นอีก 3-4 คน อากศช่วงเที่ยงๆ แบบนี้มันร้อนได้ใจ แต่ไหนๆ กมาแล้ว พวกเราก็เลยไปตามสกายวอล์คไปจนสุด ซึ่งตรงบริเวณนี้เมื่อมองออกไปไกลๆ เราจะมองเห็นแผงโซล่าเซลล์ลอยน้ำอยูเป็นจำนวนมาก แสงสะท้อนจากแผ่นของแผงโซล่าเซลล์ลอยระยิบระยับเห็ฯได้ชัดเจน พากันสร้างภาพเป็นที่ระลึกจนเป็นที่พอใจก็พากันเดินทางต่อไปยัง ฆ้องยักษ์ ที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีระยะทางห่างจากแผงโซล่าเซลล์ลอยน้ำ ก็ประมาณ 75 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ 

วันนี้อากาศไม่ถึงกับร้อนมากนัก สบายๆ ขับรถวันไปเพื่อตั้งมุมสำหรับการสร้างภาพ โดยฉากหน้าเป็นรถ Jaecoo J7 ฉากหลังเป็นฆ้องยักษ์ ก็ต้องหามุมกล้องกันดีๆ เพื่อที่จะได้องค์ประกอบแบบสมบูรณ์ ได้ทั้งรถ ได้ทั้งฆ้องยักษ์ รวมไปถึงคนด้วย ก็สร้างภาพกันอยู่สักพักจนเป็นที่พอใจก็ออกเดินทางกันต่อ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ เสาเฉลียง

สำหรับ ฆ้องยักษ์ หรือฆ้องอาเซียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานีฆ้องยักษ์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เมตร สูงจากพื้น 26 เมตร ตกแต่งด้วยลายกนกวิจิตรบรรจง ล้อมรอบไปด้วยธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียน

นอกจากฆ้องยักษ์แล้ว วัดถ้ำคูหาสวรรค์ยังมีไฮไลต์ที่น่าสนใจอีกมากมาย ได้แก่ จุดชมวิวแม่น้ำสองสี เราจะมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกันอย่างชัดเจน ที่วัดก็ยังมีสรีระของหลวงปู่คำคนิง ที่ประดิษฐานอยู่ในโลงแก้วบรรจุสังขารของหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ซึ่งหลวงพ่อเป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ โดยที่ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่อัศจรรย์สำหรับผู้พบเห็นแลพศรัทธา และมีสวนสวยและโบสถ์สีขาว มีสวนไม้ดอกไม้ประดับและพระอุโบสถสีขาวแกะสลักลวดลายสวยงาม

จากวัดถ้ำคูหาสวรรค์ พวกเราเดินทางไปถึงเสาเฉลียงที่อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ใช้เวลาเดินทางจากฆ้องยักษ์ไปยังเสาเฉลียง ประมาณ 20 นาทีก็ถึง ระยะทางก็เกือบๆ 20 กิโลเมตร การเดินทางเข้าไปในอุทยาน นักท่องเที่ยวก็จะต้องเสียค่าเข้า แต่สำหรับผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรี จะเสียก็เฉพาะค่ายานพาหนะเท่านั้น ก็ดีงามเข้าไปสิ เพราะทั้งคัน พวกเราก็สูงวัย อายุก็เกิน 60 ปีทั้งนั้น

เดินทางไปถึงเสาเฉลียงบรรยากาศก็ครึ้มๆ แดดร่มลมตกพอดี มีแสงแดดสาดส่องมาให้พวกเราได้สร้างภาพ ก็ใช้เวลาอยู่พอสมควร สร้างภาพมุมโน้นที มุมนี้ที ก็เล่นเอาจนคุ้มกับการเสียเวลาเดินทางกันมา วันนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นนนอกจากพวกเรา การสร้างภาพเลยสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

เสาเฉลียง ถือเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเป็นกลุ่มแท่งหินทรายที่มีรูปร่างคล้ายดอกเห็ดยักษ์ ตั้งกระจายอยู่ตามลานหิน เกิดจากการกัดเซาะและกัดกร่อนของน้ำ สายลม และแสงแดดมานานนับล้านปี

ชื่อ “เสาเฉลียง” แผลงมาจากคำว่า สะเลียง ในภาษาถิ่นที่แปลว่า “เสาหิน” บริเวณโดยรอบนอกจากความสวยงามทางธรรมชาติแล้ว ยังมีการค้นพบซากเปลือกหอยและกรวดทรายในเนื้อหิน รวมถึงร่องรอยทางโบราณคดีอย่างโลงศพไม้โบราณของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อีกด้วย

เวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง พวกเรายังเหลือสถานที่ท่องเที่ยวอีกสองแห่งที่จะต้องไปตามล่า นั่นก็คือ น้ำตกลงรู หรือ น้ำตกแสงจันทร์ และที่สุดท้ายของทริปก็คือ ผาแต้ม ก็น่าจะพอดีไปเก็บแสงช่วงพระอาทิตย์ใกล้ๆ จะตกดิน จากเสาเฉลียงเดินทางไปยังน้ำตกลงรู ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2112  

สำหรับน้ำตกลงรู หรือน้ำตกแวงจันทร์ ใครมาเที่ยวอุบลฯ ก็ไม่ควรพลาด แต่แนะนำให้มาช่วงประมาณปลายฝนต้นหนาว เดือนกรกฎาคม – มกราคม เนื่องจากจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านมากพอที่จะเกิดเป็นม่านน้ำตกลงรูที่สมบูรณ์ 

เดินทางถึงน้ำตกลงรูเวลาประมาณบ่ายสามโมง ก็พากันสร้างภาพเป็นที่ระลึกกับป้ายบริเวณหน้าทางลงไปยังน้ำตก วันนี้นักท่องเที่ยวบางตา ก็ดีจะได้สร้างภาพสบายๆ ไม่มีใครมาบังมุมกล้อง การเดอนทางไปยังบริเวณน้ำตก นักท่องเที่ยวก็จะต้องเดินทางไปตามทาง ซึ่งก็ถือว่าทางอุทยานทำเอาไว้ดี ดูง่าย มีป้ายบอกชัดเจน จากจุดของป้ายที่สร้างภาพ ระยะทางก็เพียงแค่ 70 เมตร ก็เดินลัดเลาะไป แต่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวังพอสมควร ขณะที่เดินลงไปก็ได้ยินเสียงของน้ำที่ตกกระทบ เสียงดังซู่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไปถึงก็ร้องว้าวกันเลย เฮ้ย!! สวยแฮะ เคยเห็นแต่ในภาพถ่ายที่นักท่องเที่ยวเอากันมาโพสต์ลงในสื่อโซเชี่ยล วันนี้ก็ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองสักที น้ำตกทีไหลลงมากระทบกับผิวน้ำด้านล่างมันช่างสวยงาม เป็นลำสีขาว ตกกระแทกแล้วก็กระจายตัว สร้างภาพกันสิครับรออะไร พวกเราเลยพากันเดินไปใกล้ๆ กับน้ำตก ซึ่งบริเวณนี้ก็มีป้าย ที่เขียนว่า “น้ำตกแสงจันทร์ ” โดยมีชื่อภาษอังกฤษอยู่ใต้ภาษาไทยว่า “Saeng Chan Waterfall” ใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกลงรู หรือ น้ำตกแสงจันทร์ประมาณครึ่งชั่วโมงก็พากันเดินทางกลับ โดยมจุดหมายปลายทางของทริปอยู่ที่ ผาแต้ม

“น้ำตกลงรู” หรือที่รู้จักกันในชื่อ น้ำตกแสงจันทร์ ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งนาเมือง ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นน้ำตก Unseen Thailand ที่สายน้ำไหลลอดผ่านช่องโพรงหินทรายลงสู่แอ่งด้านล่าง

.”น้ำตกลงรู” มาจากลักษณะทางกายภาพของน้ำตก ส่วนชื่อ “น้ำตกแสงจันทร์” มาจากการที่สายน้ำโปรยละอองผ่านช่องหินลงมาเป็นสีขาวนวลคล้ายแสงจันทร์ โดยเฉพาะในวันเพ็ญ โดยที่น้ำตกจะมีน้ำมากและสวยงามที่สุดก็ในช่วงฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว ก็ประมาณเดือนกรกฎาคม – มกราคม ของทุกปี

จากน้ำตกลงรู พวกเราเดินทางด้วย Jaecoo J7 ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกับน้ำตกมากนัก ระยะทางก็ประมาณ 40 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 45-60 นาที โดยใช้เส้นทางหลวงชนบทหมายเลข 2112 ผ่านพื้นที่บ้านนาโพธิ์กลาง มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

พวกเราเดินทางถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งสุดท้ายของทริป “ผาแต้ม” ในช่วงวลาเเกือบๆ 4 โมงเย็น อากาศกำลังดีเลย เพราะช่วงเย็นๆ แบบนี้ พวกเราอาจจะได้เก็บภาพในช่วงพระอาทิตย์ตก หรือแสงสุดท้ายกันที่นี่ ถนนลาดยางจะมีเพียงแค่ของของสถานที่ตรงบริเวณป้าย เพราะด้านในบริเวณของผาแต้มจะเป็นพื้นหินที่ขรุขระ ตะปุ่ม ตะป่ำ แต่ก็ยังมีทางสำหรับให้รถเดินทางไปจอดยังบริเวณหน้าอาคาร บริเวณที่ผาแต้มขะเป็ฯลานหินกว้างๆ สีก็จะออกน้ำตาลเข้มไปจนถึงดำ วันนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยนอกกจากพวกเรา ก็ดี จะได้สร้างภาพกันสะดวกหน่อย จอดรถเสร็จก็พากันเดินเข้าไปยังอาคารที่มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำการอยู่ 

พวกเราพากันเดินเข้าไปในห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของผาแต้ม ภายในห้องก็มีทั้งประวัติและรูปภาพประกอบ ต้องบอกเลยว่าทำออกมาดีเอามากๆ ทุกคนต่างก็แยกกันเดินไปคนละมุม ยืนอ่านประวัติศาสตร์บ้าง สร้างภาพกันบ้าง ภาพหมู่ก็คงขาดไม่ได้ ก็ได้เจ้าหน้าที่ขอที่นี่ช่วยอาสาเป็นช่างภาพจำเป็น ช่วยกดชัตเตอร์บันทึกภาพให้กับพวกเรา ใช้เวลาอยู่สักพักจนพอใจก็พากันออกไปยังบริเวณป้ายด้านนอก โดยที่ป้ายจะเขียนว่า “ผาแต้ม เห็นตะวันตกก่อนใครในสยาม” เสียดายวันนี้ที่ไม่ได้สร้างภาพกับพระอาทิตย์ตก ถ้าจะให้เห็นพระอาทิตย์ตกก็ต้องรออยู่เป็นชั่วโมง ก็คุยกันว่าไม่รอดีกว่า

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตั้งอยู่ในอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ มีชื่อเสียงในฐานะ จุดชมพระอาทิตย์ตกก่อนใครในประเทศไทย และเป็นแหล่งค้นพบ ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุเก่าแก่ราว 3,000 – 4,000 ปี

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ ก็จะมี ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม เป็นเส้นทางเดินเพื่อศึกษาธรรมชาติ โดยมีระยะทางประมาณ 3.9 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพเขียนสีโบราณตามแนวหน้าผาหิน มีรูปสัตว์ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ และสัญลักษณ์ต่างๆ เส้นทางและป้าย ถือว่าทำออกมาได้ดีและชัดเจน ในแต่ละจุดก็จะมีสิ่งก่อสร้างค้ายๆ นั่งร้าน ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปนั่งพักผ่อน และยืนมองภาพเขียนสีและสร้างภาพกัน

ในส่วนของภาพเขียนสี พวกเราก็คุยกันว่าไม่ลงไปดีกว่า เพราะแต่ละคนก็สูงวัยด้วยกันทั้งนั้น ขาแข้งก็ไม่ค่อยจะสู้ดี อีกอย่างอากาศก็ร้อนด้วย พากันสร้างภาพสักพักก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พัก ที่ โรงแรมระพีพรรณวิลล์ 

ทริปนี้เก็เป็นอันเสร็จสิ้นสำหรับการท่องเที่ยว ด้วยยานพาหนะ Jaecoo J7 เป็นรถยนต์ Compact SUV สไตล์ออฟโรดสายลุยที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เหลี่ยมสุดเท่ ออกแบบมาให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ทั้งในเมืองและเดินทางไกล โดยเน้นความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีอัจฉริยะและความประหยัดน้ำมัน บอกเลยว่าตอบโจทย์ได้ดีจริงๆ เชื่อสิ

ขอขอบคุณ บริษัท เชอรี่ ออโตโมบิล จำกัด  ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด Jaecoo J7 ยานพาหนะคู่การเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวเมืองอุบลราชธานีในครั้งนี้

RELATED ARTICLES

LATEST UPDATE

TRAVEL UPDATE