บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ Suzuki Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น จัดการประชุม Suzuki Asia Distributors’ Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก Suzuki Motor Corporation และ Distributor จาก 15 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา มองโกเลีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม บรูไน ลาว และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์ซูซูกิในภูมิภาค
นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมระดับภูมิภาคในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ Suzuki Motor Corporation มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) แม้ภายหลังการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่น และยังคงมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของซูซูกิในภูมิภาคเอเชีย
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจซูซูกิในภูมิภาคเอเชีย และตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดหลักของซูซูกิ โดยการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทแม่ที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย รวมถึงความพร้อมของ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในการเป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือทางธุรกิจในภูมิภาค ยังเป็นเวทีที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Distributor จากทั่วภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าในแต่ละประเทศ
ภายในงานประชุม ผู้บริหารจาก Suzuki Motor Corporation ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ รวมถึงแผนกลยุทธ์ในอนาคต เพื่อให้ Distributor ในแต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนธุรกิจ และยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละตลาด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการจัดวาระพิเศษให้แต่ละประเทศได้นำเสนอผลการดำเนินงานและแนวปฏิบัติทั้งในด้านกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การยกระดับดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารงานด้านการขาย และการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ซูซูกิในเครือข่ายเอเชียระยะยาว
ในโอกาสนี้ ผู้บริหารของ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในตลาดอุตสาหกรรมไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภค อีกทั้งยังเผยให้เห็นถึงช่องว่างในการแข่งขันในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะต่างๆ และแนวทางกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เครือข่ายธุรกิจรถยนต์ซูซูกิสามารถขับเคลื่อนและเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงในอนาคต
นอกเหนือจากนั้น คณะผู้บริหารและ Distributor รถยนต์ซูซูกิจากทั่วภูมิภาคเอเชีย ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สำนักงานใหญ่ ถนนอ่อนนุช เพื่อศึกษาดูงานระบบการบริหารจัดการของโชว์รูมและศูนย์บริการต้นแบบ ซึ่งบริหารงานโดย ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยตรง เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยได้นำเสนอทั้งมาตรฐานการต้อนรับลูกค้า ตลอดจนเทคโนโลยีและระบบการบริหารจัดการศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อเป็นข้อมูลให้ Distributor ในภูมิภาคเอเชียสามารถนำไปประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการในประเทศของตนเองต่อไป
ปัจจุบัน ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวมทั้งสิ้น 80 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับงานบริการหลังการขาย ที่มุ่งเน้นความรวดเร็วแม่นยำในการจัดสรรคลังอะไหล่สำรอง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการของเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่โชว์รูม ตลอดจนการคัดสรรผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเปลี่ยนไปอย่างตรงจุด
ซูซูกิยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต พร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์รถยนต์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างยั่งยืน


