[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by Joinalife Thailand
ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ สบาย ๆ สโลว์ไลฟ์ ชิลล์ ๆ
M a i n _ M e n u
 
 
M e m b e r
Username :
Password :
[ Register ] | [ Forgot Password ]
Member all 107 People
Member online. 0 People
 
C o u n t e r

 Start 20 / Aug / 2012
Online 0 IP
 Online
0 IP
 Visitor Today
97 IP
 Visitor Month
2456 IP
 Visitor Year
17885 IP
 Visitor All
487578 IP
(Show/hide IP)
 
A c t i v i t i e s
joinalife Camping กิจกรรมคาราวาน "ทำความดีตามรอยพ่อ"
  Joinalife Camping เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมีรูปแบบการเดินทางเป็นขบวนคาราวาน เพื่อไปร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับสังคม เช่น ปลูกต้นไม้, บริจาคสิ่งของให้กับชุมชนหรือโรงเรียนที่ขาดแคลน รวมไปถึงการร่วมทำกิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ที่สำคัญเป็นการส่งเสริมด้านของการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น โดยมีรูปแบบการเดินทางกันแบบครอบครัว[ดูเพิ่มเติม]
More
 

 

 

 

 

 

 
W e a t h e r
 
C a l e n d a r

<< เมษายน 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

10 กิจกรรมใน 1 เดือนข้างหน้า
 
G o o g l e _ S e a r c h
  
H o t e l _ R e s o r t

Proud Phuket Hotel
นอนฟังเสียงรถไฟวิ่งผ่านที่...The Terminal @ Khon Kaen
เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้ @ เชียงใหม่
"กระท่อมสาธุ" Garden Cottage @ โพธาราม
More
 
Restaurant_Coffee Shop

บาวาชิ (Bawarchi) รังสรรค์อาหารอินเดียรสเลิศอันดับหนึ่งในกรุงเทพฯ
amaya Sunday Brunch @ Amari Watergate
โปรโมชั่นกั้งหินและภูเก็ตล็อบสเตอร์ ที่ห้องอาหารอัพแอนด์อะบัฟ
บ้านพาข้าว [Pa-Khao] "Thai-Lao Fusion"
More
 

 

  



 
 
  ในแต่ละเดือน ทางทีมงานเว็บไซต์ joinalifethailand.com ก็จะต้องหาเรื่องไปท่องเที่ยวกันในฐานะที่เป็นเว็บไซต์ท่องเที่ยว ทางเราก็จะพยายามสรรหาและคัดสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ที่น่าสนใจมาบอกเล่าเรื่องราว พร้อมกับภาพสวยๆ ประกอบเรื่องราวให้ได้ชมกัน และในครั้งนี้ ทางทีมงานจะพากันเดินทางไปเที่ยวชมความสวยงามของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี โดยเพื่อนคู่การเดินทางอย่างรถยนต์ Mitsubishi Attrage เป็นยานพาหนะสำหรับการเดินทางในครั้งนี้
   ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวถึงสเป็คคร่าวๆ ของยานพาหนะสำหรับการเดินทางกันสักเล็กน้อย  รถยนต์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 100 นิวตั้น-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที นอกเหนือจากนั้น ทั้งภายนอกและถายในยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ขึ้นต้นเรื่องก็เอาเป็นว่า เราได้ยานพาหนะที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของการเดินทางได้เป็นอย่างดี งั้นเราก็ออกเดินทางกันได้แล้วสินะ ตามผมไปเรื่อยๆ นะครับ


 
   การเดินทางไปยังวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เราสองคนเลือกที่จะเดินทางไปนอนพักค้างคืนกันที่ จ.ชัยนาทกันก่อน เพราะที่วัดท่าซุงนั้นอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองชัยนาทมากนัก ก็ถือโอกาสไปแวะเที่ยวที่จังหวัดชัยนาทเสียด้วยเลย ระะทางจากกรุงเทพฯ ถึงชัยนาทก็อยู่ราวๆ ประมาณ 200 กิโลเมตร ดังนั้น มันจึงเป็นการดีสำหรับเราในเรื่องของการเดินทางไปยังวัดท่าซุงที่ไม่ต้องเหนื่อยมากนัก
   ภาพตัดมาที่เราสองคนตื่นแต่แต่เช้าในขณะที่เราอยู่ที่ จ.ชัยนาท การเดินทางไปยังวัดท่าซุงนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้อันดับแรกก็น่าจะหนีไม่พ้นกาแฟ 5555+ ว่าไปนั้น จากที่พัก เราสองคนนั่งรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ เดินทางไปหาร้านกาแฟโดนๆ จิบกาแฟสักหน่อย ร้านกาแฟขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาทในเวลานี้ที่อยากจะแนะนำ นั่นก็คือ “ร้านกาแฟทวดพัน”

  

  เราสองคนเดินทางออกจากร้านกาแฟทวดพันในเวลาประมาณเที่ยงๆ ของวัน ด้วยยานพาหนะคู่การเดินทางอย่าง มิตซูบิชิ แอททราจ เพื่อนคู่การเดินทางในครั้งนี้ เราได้รถยนต์มิตบิชิคันสีดำ ดูจากภาพลักษณ์ภายนอกหรูหราดี การออกแบบถือว่าทำได้ดีกว่า หรูหรา และทันสมัยกว่ารุ่นแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์แบบฮาโลเจน ไฟท้ายและกันชนหลังที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่หมด รวมไปถึงชุดไฟตกแต่งแบบ LED ที่บริเวณกันชนด้านหน้า นอกจากนั้นก็ยังมี กะจังหน้าตกแต่งแบบโครเมี่ยมรมดำ และยังมีล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว สีเงินรมดำติดตั้งมาให้ด้วย 
   จากร้านกาแฟทวดในเวลาเที่ยงๆ ของวันที่อากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็ไม่เป็นไร เราได้แอร์เย็นๆ จากรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว ระยะทางจากร้านกาแฟไปยังวัดท่าซุง ประมาณ 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 45 นาที่เท่านั้นเอง 



   เข้าไปนั่งอยู่ในตัวรถในณะที่เจ้ามิตซูบิชิ แอททราจเคลื่อนตัวไปยังจุดหมาย สิ่งแรกที่จะต้องทำเป็นอันดับต้นๆ  เหมือนทุกๆ ครั้ง นั่นก็คือ เปิดเพลงจากสมาร์ทโฟนผ่าน Apple Carplay ง่ายๆ เพียงแค่เสียบสายก็สามารถเชื่อมต่อได้เลย เราจึงสามารถที่จะเลือฟังเพลงหรือโทรศัพท์ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ของรถได้อย่างสะดวกและง่ายดาย
   การเดินทางไปยังวัดท่าซุงนั้น เราเลือกที่จะใช้เส้นทางตรงบริเวณแยกมโนรมณ์ (แยกสำเภา) ขับออกจากร้านกาแฟแล้วเลี้ยวพร้อมกับไปทำการกลัลรถ ขับข้ามสะพานตรงไปจนถึงสี่แยกสำเภาแล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปยังท่าเรือ การสัญจรในวันนี้ ยานพากนะบนท้องถนนก็มีจำนวนไม่มากนัก จริงๆ แล้วมันมีอีกเส้นทางหนึ่งที่เราสามารถขับรถข้ามสะพานตรงไปยังวัดท่าซุงได้เลย แต่ระยะทางมันไกลและอ้อมเกินไป ดังนั้นเราจึงเลือกเส้นทางที่ว่านี้สำหรับการเดินทาง แต่ที่ตรงนี้สะพานข้ามแม่น้ำอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอยู่ รถยนต์ทุกคันรวมไปถึงมอเตอร์ไซต์ จะต้องขับรถขึ้นไปบนเรือข้ามฟากหรือที่เรียกว่า “โป๊ะ”

  



   เราขับรถถึงบริเวณโป๊ะข้ามฟากเวลาเกือบๆ บ่ายโมง ก็ขับไปจอดเข้าแถวรออยู่ประมาณเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงได้ คันของเราอยู่อันดับแรกเลย เด่นซะงั้นรถเรา 5555+ และในขณะที่จอดรอโป๊ะมารับ จะทำอะไรได้หละครับนอกจากไปเดินสำรวจตรวจตราและสร้างภาพเล่นๆ กันไปพลางๆ
   ถ่ายรูปสร้างภาพกันได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่าโป๊ะมาแล้ว เราสองคนเดินไปขึ้นรถเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง นั่งรออยู่ในรถจนกระทั่งรถที่อยู่บนโป๊ะขับขึ้นฝั่งมาจนหมด หลังจากนั้นก็ได้เวลาของเราที่จะขับลงไป

  

   สำหรับค่าบริการก็เพียงคันละ 40 บาทเท่านั้นเอง ก็ถือว่าไม่แพงมากสำหรับความสะดวกสบาย แต่ถ้าเมื่อสะพานข้ามฟากสร้างเสร็จแล้ว เราก็ไม่ต้องเสียค่าบริการหรือใช้บริการข้ามโป๊ะอีกต่อไป การเดินทางไปยังอีกฝั่งก็จะง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ไม่ต้องมาเสียเวลาและเสียค่าบริการกันอีกต่อไป



  

   ใช้เวลาในการข้ามฟากเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงฝั่งตรงข้าม รถทุกคันก็ทะยอยขับเคลื่อนขึ้นไปตามทาง ที่บริเวณทางชึ้นด้านซ้ายก็จะมีเพิงขายของจากชาวบ้าน จะมีทั้งผักสดและผลไม้ต่าง ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่เชาวบ้านถวๆ นั้น นำมาวางจำหน่าย ขับไปตามถนนที่เป็นลูกรังและดินแดงแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าไปยังถนนสายหลัก ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงทำการก่อสร้างถนนอยู่ เสียงกรวดเม็ดเล็กกระเด็นเข้าใต้ท้องรถดังอยุ่เป็นระยะๆ ในช่วงของการเดินทาง คงเหลืออีกำม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงวัดท่าซุงแล้ว

  

   ขับรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ไปไดสักพักก็จะวิ่งเข้าสู่ถนนลาดยาง เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย (ถอนหายใจเล็กน้อย) ยกสมาร์ทโฟนขึ้นดูพิกัดอืม! อีกไม่ไกลแล้วสินะก็จะถึงวัด
   จากท่าเรือไปยังวัดท่าซุง เราใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 20 นาที่เท่านั้นเอง มองเหเโนหลังคาวัดที่สร้างอย่างสวยงามอยู่ทางบิเวณด้านซ้ายมือ ขับเลยไปอีกนิดก็ถึงประตูทางเข้าวัดท่าซุง หรือเรียกแบบชื่อเต็มๆ ก็คือ วัดจันทาราม นั่นเอง



   รถยนต์มิตซูบิชิแอททราจเลี้ยวเข้าไปจอดด้านในบริเวณวัดเมื่อเวลาบ่ายโมงครึ่ง อากาศในเวลานี้ช่างร้อนอบอ้าวเสียเหลือเกิน จุดหมายอันดับแรกสำหรับการมาวัดท่าซุในคั้งนี้ของเราสองคน ก็คือ การได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณของวิหาแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆ คนที่ไปมาแล้วบอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่า “สวยงามมากๆ “ สวยงามประหนึ่งว่าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยทีเดียว



  

   เราสองคนไม่รอให้เสียเวลามากนัก รีบก้าวลงจากรถและทำการบันทึกภาพ เสร็จแล้วก็เดินเข้าไปยังบริเวณด้านในของวิหารแก้วทันที ผู้คนที่มาเที่ยวและทำบุณกันในวันนี้ก็มีจำนวนมากพอสมควร เดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปยังประตูทางเข้าของวิหาร มองเห็นรองเท้าที่นักท่องเที่ยวถอดวางเอาไว้อยู่ด้านนอกเป็นจำนวนมาก เราก็เลยต้องทำตามกฏกติกาของวัดนี้เหมือนคนอื่นเช่นกัน

  



  การมาเที่ยวในครั้งนี้ เราสองคนก็ตั้งใจจะมาทำบุญและกราบสักการะอัฐิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำด้วย พอก้าวเท้าเดินผ่านเข้าไปยังบริเวณด้านใน ทางด้านซ้ายก็จะมีชุดพานธูปเทียนแพให้เราได้เช่าเพื่อเอาไปสักการะและขอพรหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือหลวงพ่อพระราชพรมยานฯ สำหรับค่าเช่าพานธูปเทียนแพก็และแต่ศรัทธาของญาติโยมที่จะบริจาค

  



   เมื่อได้ชุดพานธูปเทียนแพเสร็จ เราสองคนก็เดินปรี่ตรงไปยังบริเวณด้านหน้าโลงแก้วของหลวงพ่อ ผู้คนจำนวนมากต่างก็มีจิตศรัทธาเหมือนๆ กัน แต่ละคนต่างก็มีใบหน้ายิ้มแย้มปริ่มไปด้วยแรงศรัทธา ต่างคนก็ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เสียงพูดคุยกันอย่างเบาๆ ดังไปทั่วบริเวณวิหารแก้ว บางคน บางครอบครัวก็มาทำบุญถวายสังฑทาน และที่นี่ จะมีชุดทำบุญอยู่หลายอย่างแล้วแต่จะเลือก บางคณะก็มากันเป็นครอบครับ บ้างก็มาเป็นกลุ่ม เป็นเพื่อนบ้าง บางคนก็มาคนเดียว




  

   เราสองคนทำการถวายชุดพานธูปเทียนแพและสร้างภาพเป็นที่ระลึกเสร็จ การเดินชมรอบๆ บริเวณของวิหารแก้วจึงเป็นสิ่งสำคัญ อารมณ์ในเวลานั้นประหนึ่งเหมือนว่าเราได้อยู่บนสรวงสวรรค์ มันช่างงดงามสมกับคำร่ำลือจริงๆ นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองก็คงเชื่อแค่ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง



  



   ทางบริเวณด้านซ้ายของวิหารจะเป็นโลงแก้วที่บรรจุร่างของหลวงพ่อพระราชพรมยานฯ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ถัดไปทางด้านขาวก็จะมีรูปถ่ายของหลวงพ่อที่มีขนาดใหญ่ ให้ผู้คนได้กราบสักการะบูชาขอพร ในส่วนของฝั่งตรงกันข้ามก็จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองอร้าอร่ามประดิษฐานอยู่ ทางบริเวณด้านซ้ายมือก็จะมีชุดทำบุญถวายสังฆทานสำหรับให้ญาติโยมได้เช่าไปทำบุญกัน มีทั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่าคนจริงทั้งสีเงิน และสีทอง รวมไปถึงชุดพานพุ่มอื่นๆ อีกหลายอย่าง



   จากตรงบริเวณให้เช้าชุดถวายสัฆทาน เราสองคนก็เดินตรงไปยังบริเวณที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แหงนขึ้นไปมองบนเพดานของวิหาร โอ้ว! พระเจ้า มันช่างสวยงามะยิบระยับไปด้วยหมู่ของสิ่งประดับตกแต่ง  เป็นโคมไฟระย้าที่ห้อยตัวลงมาอย่างงดงามยิ่งใหญ่สวยงามจริงๆ สีทองอร่ามแผ่กระจายโอบล้อมไปทั่วบริเวณ มันช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้ มันช่างอิ่มอกอิ่มใจเสียเหลือเกิน ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเราสองคนจะได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ มันช่างคุ้มค่ากับการเดินทางมาในครั้งนี้เสียเหลือเกิน

  



  สำหรับการถวายชุดสังฆทาน ทางวัดจะมีหนังสือชีวประวัติของหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้คนละหนึ่งเล่มต่อหนึ่งชุด เราสองคนก็เลยถือโอกาสถ่ายภาพคู่กับหนังสือที่ทางวัดมอบให้ด้วยเลย เราสองคนใช้เวลาในการเดินชมความงดงามของวิหารแก้วอยู่ร่ามๆ ชั่วโมง อิ่มเอิบกับบุญที่ได้ทำกันในวันนี้ มีความสุขและเพลิดเพลินกับความงดงามที่ได้เห็นได้สัมผัส จนไม่อยากที่จะเดินออกจากวิหารแก้วนี้เลย มันช่างเป็นวันที่มีความสุขมากเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่ทำบุญอยู่สเมอๆ ถึงได้มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและมีความสุข ณ เวลานี้เราได้รู้และสัมผัสแล้วว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ  กับคำว่า “ได้บุญ”

  


 
  ”วิหารแก้ว” เป็นวิหารสำคัญของวัดท่าซุงที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสร้างไว้ก่อนท่านจะมรณะภาพ เป็นที่เก็บรักษาสังขารร่างของหลวงพ่อที่ไม่เน่าเปื่อยเอาในโลงแก้ว  ภายในวิหารถูกสร้างด้วยโมเสดสีขาวใสที่แวววับสวยงาม และด้านฝั่งตรงข้ามกับโลงแก้วจะมีพระพุทธรูปจำลองพระพุทธชินราชองค์ใหญ่สีทองอร่ามประดิษฐานอยู่ด้วย วิหารแก้วจะเปิดให้นักท่องเที่ยได้เข้าเยี่ยมชมเป็นช่วงเวลา คือ ในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึงเวลา 11.45 น. และสำหรับช่วงบ่าย จะเปิดในเวลา 14.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น



  แดดร่มลมตกแล้วในเวลาเกือบๆ จะห้าโมงเย็น เราสองคนเดินกลับออกมาข้างนอกวิหารแก้วด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ่มกับบุญที่ได้ทำ ผู้คนบางส่วนก็เริ่มพากันทะยอยเดินกลับออกมาเช่นกัน แสงแดดก็ยังคงอุณหภูมิอันร้อนแรงอยู่เล็กน้อย เราสองคนเดินตรงไปยังบริเวณที่รถจอดอยู่ทางด้านนอกที่เป็นลานจอด ตั้งใจกันว่าจะขับรถไปเที่ยวชมและสร้างภาพบริเวณรอบๆ วัดกันอีกหน่อยค่อยเดินทางกลับที่พัก

  



  

  ทางด้านขวามือเป็นบรืเวณทางเข้ามาในตอนแรก เราสองคนเลือกที่จะเลี่ยวซ้ายไปยังด้านใน ขับผ่านชุ้มประตูแล้วก็เจอกับป้ายสวนสมเด็จ ขับเลยไปทางด้านขวามือก็จะเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปสีทองอร่ามเรียงรายกันอยู่จพนวนมาก ทางด้านซ้ายก็จะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ สระน้ำก็จะปลูกด้วยต้นไม้ให้ร่มเงาอู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

  



   เราขับเจ้ามิตซูบิช แอททราจอ้อมไปทางด้านใน เลี้ยวเข้าไปจอดยังบริเวณใต้ต้นไม้เพื่อสร้างภาพและชื่นชมรอบๆ บริเวณ ไหนๆ ก็มาแล้วว่างั้น เราสองคนใช้เวลาอยู่ตรงบริเวณนี้น่าจะร่วมๆ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พัก ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา อืม! นี่ก็ปาเข้าไปเกือบๆ จะห้าโมงเย็นแล้วสินะ คราวนี้ก็ได้เวลาในการเดินทางกลับกันเสียที

  

   และก่อนที่จะเดนทางกลับไปยังที่พัก เราก็คงจะต้องใช้วิธีขับรถขึ้นโป๊ะเพือข้ามฟากอีกเหมือนเช้านขามา คราวนี้ก็เริ่มจะคล่องตัวขึ้นมาหละ ก็เสียค่าบริการอีก 40 บาทเหมือนเดิม เวลาในขณะนี้ก็ห้าโมงเย็นกว่าๆ ได้ยินมาว่าที่ใกล้ๆ กับท่าเรือข้ามฟาก จะมีจุดถ่ายรูปเช็คอินที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ สำเภาทอง เราสองคนก็เลยไม่ยอมให้โอกาสผ่านไปแบบไม่ได้แวะ ก็มาเที่ยวก็ไปให้ครบสิครับ ว่ามั้ย?



  

   ขับรถขึ้นจากแพข้ามฟากก็เลี้ยวรถไปทางด้านซ้ายมือ ขับเล่นและชื่นชมรอบๆ บริเวณแถวนั้นเพลินก็ถึงที่หมาย ลมเย็นในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้ามันช่างสดชื่นเหลือเกิน ทางด้านซ้ายที่อยู่กับแม่น้ำ จะมีเรือสำเภาพทองลำใหญ่จอดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แวะชื่นชม เราขับรถเข้าไปจอดอยู่ริมถนนใกล้ๆ กับเรือสำเภา ที่นี่เราก็เลยสร้างภาพเปโนที่ระลึกกันอีกจำนวนหลายสิบภาพอยู่เหมือน อยู่กันจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้ากันเลยทีเดียว สร้างภาพกันจนเป็นที่พอใจและได้ภาพสวยๆ ก็ได้เวลาเดินทางกลับ คราวนี้ได้เดินทางกลับจริงๆ หละ เอ่อ! ก็มันมือแล้วนี่ครับ คราวนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรมาก การเดินทางกลับที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากเรือสำเภามากนัก ก็ใช้เวลาไม่นานมากก็ถึง

  

   สำหรับการเดินทางไปเที่ยวชมวิหารแก้วในครั้ง เราได้รถยนต์ที่เป็นเพื่อคู่การเดินทางอย่าง มิตซูบิชิ แอทรราจ ที่ตอบโจทย์ในด้านการใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่อู่ภายในตัวรถ รวมไปถึงห้องผู้โดยสารที่กว้างขวาง โออ่า ที่สำคัญ ทางด้านท้ายรถยังมีเนื้อที่กว้างขวางให้ใส่กระเป๋าเดินทางและสัมภาระได้อย่างจุใจ มันจุงเหมาะสำหรับนักเดินทางหรือลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน และนี้คือรถยนต์ที่สามารถนำพาให้คุณได้เดินทางไปยังจุดหมายอย่างที่ใจต้องการ

   ”อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้สัมผัสและทดลองขับด้วยตัวคุณเอง”
 
  ขอขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ด้วย
.
.
.
 
 
 






Post By : joinalife [29 / March / 2018]
Memories 5 อันดับล่าสุด

29 / Mar / 2018
26 / Feb / 2018
ขับ Mitsubishi Mirage พาไปย้อนอดีตวันวานที่ "เพลินวาน" 26 / Jan / 2018
ลองนั่ง All New Mazda CX-5 ไปเที่ยว... “ปราสาทสด๊กก๊อกธม” 19 / Dec / 2017
ลองขับ Ford Ranger 3.2 L Wildtrak 4x4 6AT ไปเที่ยวชม... “พระพิฆเนศองค์ยืน” 10 / Dec / 2017