• Homepage
  • >
  • Take a Photo
  • >
  • พานั่งรถ Ford Everest 3.2 ไปเดินเล่นถ่ายรูปด้วยกล้องวินเทจ “Mint Instantflex TL70”

พานั่งรถ Ford Everest 3.2 ไปเดินเล่นถ่ายรูปด้วยกล้องวินเทจ “Mint Instantflex TL70”

 

    สำหรับเรื่องท่องเที่ยว นอกจากเรื่องของความสุขกับการที่ได้ไปในสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ พร้อมกับได้เสพสิ่งสวยๆ งามๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะสร้างความสุขที่อยู่คู่กับการท่องเที่ยวนั่นก็คือ การถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กล้องดีๆ อย่าง DSLR, กล้องจากมือถือสมาร์ทโฟน หรือถ้าออกแนววินเทจเรโทรย้อนยุคหน่อยก็จะเป็นประเภทกล้องฟิล์ม รวมไปถึงประเภทที่ถ่ายปุ้บแล้วก็ได้รูปในทันที กล้องประเภทนี้ก็คือ กล้องโพลารอยด์ และในครั้งนี้ เราก็เลยเลือกใช้กล้องโพลารอยด์อย่างเจ้า Mint Instantflex TL70 งั้นเราตามไปเที่ยวด้วยกันเลย

    การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปถ่ายรูปด้วยกล้องวินเทจครั้งนี้ เราสองคนเลือกที่จะไปถ่ายรูปกันที่จังหวัดภูเก็ต เพราะช่วงที่ผ่านมา ภาพแนว Street Art ที่จังหวัดภูเก็ตถือว่าโด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยว หรือคนที่ชื่นชอบถ่ายภาพเป็นอย่างมาก เราก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านนั้นเหมือนกัน นอกจากภาพแนว Street Art แล้ว ที่ภูเก็ตก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ งามๆ แบบย้อนยุคอีกมากมายหลายที่ ที่นักท่องเที่ยวและคนอบถ่ายภาพ รวมไปถึงช่างภาพ ก็อยากไปบันทึกภาพความทรงจำ หรือเพื่อเป็นการฝึกปรือฝีมีออีกทางหนึ่งด้วย

       

    เริ่มต้นของเช้าวันที่สดใสที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีเป้าหมายสำหรับการบันทึกภาพด้วยกล้องโพลารอยด์วินเทจอย่างเจ้า Mint Instantflex TL70 พร้อมกับพกพาฟิล์ม Fuji Mini Instax ซึ่งเป็นฟิล์มโพลารอยด์ขนาดเล็กๆ ไปด้วยจำนวนหลายกล่อง การเดินทางไปท่องเที่ยวถ่ายภาพในครั้งนี้ เราได้ยานพาหนะที่มีสมรรถนะสูงสุดอย่าง Ford Everest รุ่น 3.2 Titanium 4×4 A/T เป็นเพื่อนคู่การเดินทาง

    เราเดินทางออกจากที่พักแถวๆ ป่าตองเมื่อช่วงบ่ายๆ ของวันที่อากาศร้อนอบอ้าว โดยมีเป้าหมายสำหรับการถ่ายภาพในช่วงแรกอยู่ที่สะพานหิน ระยะทางจากที่พักไปยังเป้าหมายก็เกือบๆ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางอยู่ที่ครึ่งชั่วโมงได้

       

     เส้นทางที่จะไปยังสะพานหินต้องขับขึ้นเนินเขาที่สูงชัน คดโค้งไปมาน่าหวาดเสียวเอามากๆ แต่ก็ด้วยสมรรถนะของเจ้า Ford Everest รุ่น 3.2 Titanium อุปสรรถที่กล่าวก็ถือเป็นเรื่องจิ้บๆ สำหรับการเดินทาง เพราะด้วยสมรรถนะที่เต็มเปี่ยมที่แฝงไปด้วยขุมกำลังอันเหลือเฟือ การเดินทางไปถ่ายภาพในครั้งนี้จึงราบรื่นและสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง

     นั่งรถไปก็ฟังเพลงไปกันอย่างเพลิดเพลินด้วยเครื่องเสียงภายในตัวรถที่ให้มา จัดได้ว่ามีซุ่มเสียงที่น่าประทับใจสมกับรถที่ได้รับรางวัลจริงๆ รายละเอียดของเสียงสะอาดและเคลียร์ เบสนุ่มๆ ที่ไม่ถึงกับกระแทกเป็นลูกๆ มันเหมาะสำหรับการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายสบายๆ สำหรับการเดินทางได้ดีจริงๆ

       

    การเดินทางที่จะไปยังสะพานหินก็ต้องขับผ่านตัวเมือง ท้องฟ้าในวันนี้ช่างสดใสเสียเหลือเกิน ฟ้าเป็นฟ้าว่างั้น เอ๊ะ! ไม่เป็นฟ้าแล้วจะให้เป็นอะไร น่านปะไร 5555+ แต่มันก็เป็นการดีสำหรับการถ่ายภาพ ดีกว่าฟ้ามืดมีฝน นั่นจะทำให้ถ่ายภาพค่อน้างลำบากมากๆ อันนี้คนเป็นช่างภาพจะรู้ดี

     รถ Ford Everest ขับผ่านหอนาฬิกาเพื่อตรงไปยังสะพานหิน สีเทาบลอนส์ของตัวรถในขณะที่วิ่งผ่านหอนาฬิกาในขณะที่ท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆมาบดบัง ดูแล้วมันช่างเท่และสง่างามจริงๆ

    จากหอนาฬิกาก็ขับมุ่งหน้าตรงไปยังสะพานหิน ขับผ่านอนุสาวรีย์สะพานหินที่ดูแล้วคล้ายๆ หอย แต่จริงๆ แล้วมันคือ กะพ้อตักดินของเรือขุดแร่นั่นเอง คงจะเกิดจากการเอาสองสิ่งมาผสมผสานเข้าด้วยกัน จึงดูแล้วคล้ายๆ กับหอย ประมาณนั้น

       

       จากอนุสาวรีย์ที่ทีรูปร่างคล้ายหอย ขับเลยไปอีกไปไกลก็ถึงเป้าหมายที่เราจะได้เดินเล่นถ่ายภาพกัน แดดก็ยังคงสาดส่องแผ่รังสีความร้อนลงมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ถึงขนาดนั้น 5555+ แต่ก็ร้อนมากมายนะ ดีนะที่รถ Ford Everest ที่สร้างความเย็นฉ่ำๆ ให้กับเราในยามที่อยู่ภายในตัวรถ นีสนึง ในเรื่องของความเย็นสบายของรถฟอร์ด อันนี้ต้องขอชมและยกนิ้วให้เลยว่า เย็นฉ่ำจริงๆ ชอบมากกกกกก

       

       จากหน้ารถเราสองคนก็เดินสร้างภาพไปเรื่อยๆ ที่บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน อากาศก็ร้อนอยู่เหมือนเดิม ดีที่มีต้นสนให้ร่มเงาในยามที่เราทำการบันทึกภาพ การบันทึกภาพจากกล้องตัวนี้ค่อนข้างยากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวนแสง การปรับหน้ากล้อง การปรับโฟกัส ที่ยุ่งยากและทำให้ช่างภาพงงๆ ก็คือ การมองผ่านช่องมอง หรือ Live View ด้านบน ภาพมันจะสลับข้างกัน สมมุติว่าเราจะต้องการขยับมุมไปทางซ้าย เราต้องขยับกล้องไปทางด้านขวา คือแบบว่ามันตรงข้ามกันหมดเลย มันไม่เหมือนกล้องทั่วๆ ไป อย่างพวก DSLR หรือสมาร์ทโฟน อะไรประมาณนั้น

       

       หลังจากกดชัตเตอร์บันทึกภาพเสร็จ ทิ้งไว้สักครู่ก็ทำการกดปุ่มเพื่อให้ฟิล์มมันออกมาจากเครื่อง คราวนี้แหละเราถึงจะรู้ว่าภาพที่เราบันทึกนั้นพอดีหรือไม่ แรกๆ ที่เล่นก็อาจจะไม่ชำนาญ ภาพมืดบ้าง สว่างเกินไปบ้าง หรือที่เรียกกันว่าภาพ Under หรือ Over นั่นเอง กว่าจะได้รูปที่ต้องการหรือที่เรียกว่าพอดี ก็เล่นเอาเหนื่อยไปพอสมควร

       

       เราสองคนใช้เวลาในการเดินเล่นชิลล์ๆ เพื่อบันทึกภาพที่สะพานหินก็น่าจะร่วมๆ ชั่วโมงได้ หันไปดูเวลาที่สมาร์ทโฟนก็บ่ายสอง หรือ 14.00 . พอดี งั้นเราไปแวะหลบลมร้อนนั่งจิบกาแฟเย็นๆ ที่ร้านกาแฟใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์สะพานที่รูปร่างคล้ายๆ หอยกันก่อน

       จากที่ถ่ายรูปบริเวณสะพานหินเดินทางไปยังร้านกาแฟก็ไม่ไกลมากนัก จอดรถเสร็จก็เดินตรงปรี่เข้าไปสั่งกาแฟเย็นรสที่โปรดปรานอย่างม็อคค่าเย็นดื่มดับคลายร้อนกันทันที บรรยากาศและรสชาติของกาแฟร้านนี้ถือว่าโอเคเลย บรรยากาศดี กาแฟและขนมอร่อยแนะนำเลย อันนี้ไม่ได้โม้นะ ไม่เชื่อก็ลองหาโอกาสไปลองเองได้ถ้าไม่เชื่อคนเขียน 5555+

       

       นั่งอยู่ที่ร้านพอกาแฟหมดแก้วและหายร้อน เราสองคนก็ออกเดินทางไปถ่ายภาพ Street Art กันต่อ โดยเราต้องเอารถไปจอดทิ้งไว้ที่วัดมงคลนิมิตซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่ถ่ายรูป

       เราเดินทางไปถึงวัดวัดมงคลนิมิตรเมื่อเวลาเกือบๆ บ่ายสามโมงเย็น แดดร่มลมตกพอดี ที่วัดนี้ต้องเสียค่าบริการจอดรถด้วยนะครับ แต่ก็ไม่แพงมาก รายได้ก็ให้กับทางวัดเอาไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ก็ถือว่าช่วยทางวัดด้วยทางหนึ่ง

       

       จากวัดมงคลนิมิตร เราสองคนก็เดินลัดเลาะไปตามทางเดิน ผ่านถนนคนเดินหลาดใหญ่แล้วก็มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่เราจะทำการบันทึกภาพกัน ถึงแม้ว่าจะแดดร่มลมตกก็ตาม การเดินไปยังจุดหมายก็ทำเอาเราสองคนเหงื่อตกเหมือนกัน เหนื่อยและร้อนอบอ้าวประมาณนั้นแล 5555+

       

       เราเดินทางถึงภาพแนว Strret Art ที่จะทำการบันทึกในเวลาก็เกือบสี่โมงเย็น เป็นภาพของอากงกำลังขายของกินที่เรียกว่าโอวต้าว  ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นพื้นเมืองของชาวภูเก็ต ทางด้านซ้ายก็จะเป็นภาพวาดของอาม่านั่งอยู่หน้าบ้าน ดูท่าทางใจดี แต่งตัวด้วยชุดพื้นเมืองของชาวภูเก็ตที่เรียกว่าบาบ๋า ย่าหย๋าข้างๆ จะมีปิ่นโตและตะกร้าดอกไม้วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ มีหลานสาวและหลานชายนอยู้ข้างๆ ด้วย ภาพตรงนี้วาดโดยศิลปินชื่อ Pichit Paidan เป็นภาพวาดที่สื่อถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวภูเก็ต ดูแล้วมีชีวิตชีวาและสื่อถึงอารมณ์ได้ดีจริงๆ

       

       ที่บริเวณตรงนี้เราใช้วลาในการบันทึกภาพจากกล้องโพลารอยด์ Mint Instantflex จำนวนหลายสิบรูป ถ่ายเสร็จก็ปริ๊นท์ออกมาเช็คกันว่าโอเคหรือเปล่า ก็มีเสียกันไปหลายรูปอยู่เหมือนกัน 5555+

     ในขณะที่กำลังสาละวนอยู่กับการสร้างภาพ หูก็ได้ยินเสียงพูดเป็นภาษาต่างประเทศดังขึ้นใกล้ๆ กับพวกเรา หันไปดูก็เห็นชาวต่างชาติสามคนกำลังถ่ายทำรายการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของภูเก็ต พอพวกเขาหันมาเห็นเราสองคนพร้อมกับกล้องแนววินเทจย้อนยุคเท่านั้นแหละ รีบเดินตรงปรี่มาขอยืมกล้องไปถือเข้าฉากในทันที ซะงั้น 5555+

       

    หลังจากนั้นก็หยุดพูดคุยถามที่มาที่ไปกันได้สักพักต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง เราก็เดินต่อไปยังจุดถ่ายรูปอื่นกันต่อ เดินลัดเลาะไปตามถนนไปเรื่อยๆ จนแสงเริ่มหมด การถ่ายภาพด้วยกล้องโพลารอยด์ตัวนี้ก็เป็นอันต้องสิ้นสุดลง อันเนื่องมาจากคุณสมบัติของกล้องนั่นเอง เวลาที่เหลือนี้ก็เลยเดินเล่นชิลล์ๆ สร้างภาพไปเรื่อยๆ ด้วยสมาร์ทโฟน อืม! ก็มาเที่ยวสร้างภาพนี่ครับ อะไรที่สามารถถ่ายได้ก็จัดกันไป ว่ามั้ย?

       

    สำหรับการท่องเที่ยวสร้างภาพในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการทดลองถ่ายภาพด้วยกล้องโพลารอยด์วินเทจยี่ห้อ Mint Instantflex TL70 ภาพก็มีเสียบ้าง ดีบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของการลองใช้กล้องนี้เป็นครั้งแรก ต้องบอกว่าถ่ายยากเอาเรื่องเหมือนกัน นี่ขนาดว่าเคยคลุกคลีกับกล้องพวกนี้มาแล้วบ้างสงสัยก็คงต้องลองเล่นบ่อยๆ ถึงจะชำนาญ ดีนะถ่ายเสร็จแล้วได้ดูเลย เสียก็คำนวณและถ่ายใหม่ ก็เอาจนกว่าจะได้นั่นแหละ ก็หมดค่าฟิล์มไปหลายโขอยู่ทีเดียว ก็ถือว่าแลกมาด้วยความสุขล้วนๆ อะไรประมาณนั้น

    ใครที่ไปเที่ยวภูเก็ตและชอบถ่ายภาพไม่ควรพลาด กับการถ่ายภาพ Street Art ที่ขึ้นชื่อของภูเก็ต ว่างๆ ก็หาโอกาสไปเที่ยวตามล่ากันนะครับ สำหรับเราสองคนในครั้งนี้ ก็เก็บภาพเล่าเรื่องมาได้ประมาณนี้แหละ เอาไว้ครั้งหน้าจะตามไล่เก็บให้ครบกันเลย

    การเดินทางในครั้งนี้เราได้ยานพาหนะที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะสูงสุดอย่าง Ford Everest 3.2 Titanium 4×4 A/T  ที่ตอบโจทย์ในด้านของการใช้งานได้อย่างครอบคลุม Ford Everest รุ่น 3.2 Titanium + 4×4 A/T มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 3.2L TDCi เครื่องยนต์ดีเซล TDCi แบบห้ากระบอกสูบ ขนาด 3.2 ลิตร สามารถให้แรงบิดได้สูงมากถึง 470 นิวตันเมตร และให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้า รูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในดูหรู เท่ และมีสไตล์ แต่ก็แฝงไปด้วยความดุดันแลขุมกำลังที่เต็มเปี่ยม

       

     ตลอดระยะเวลาที่ได้คลุกคลีอยู่กับรถคันนี้ ต้องบอกได้เลยว่าให้ประโยชน์ได้คุ้มค่าสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสมรรถนะและเทคโนโลยี่อันทันสมัยในเรื่องของการเตือน มีห้องโดยสารกว้างขวาง สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง มีพื้นที่เพื่อให้เราได้บรรทุกสัมภาระในตัวรถได้อย่างจุใจถึง 750 กิโลกรัม และ 100 กิโลกรัมสำหรับบนหลังคา สิ่งที่ชอบที่สุดก็ต้องนี่เลยซันรูฟด้านบนต้องบอกว่ากว้างมากๆ เหมาะสำหรับเปิดเพื่อมองท้องฟ้าหรือมองดูดาวระหว่างการเดินทาง และด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3.2 การเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ไกลๆ ขึ้นเหนือล่องใต้ จึงมั่นใจได้เลยว่า เจ้า Ford Everest รุ่น 3.2 Titanium 4×4 A/T เอาอยู่แน่นอน 

“อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ทดลองขับด้วยตัวคุณเอง”

    ขอขอบคุณ บริษัท  บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จํากัด  ที่เอื้อเฟื้อรถ Ford Everest รุ่น 3.2 Titanium 4×4 A/T สำหรับการเดินทางไปเดินเล่นถ่ายภาพสตรีทอาร์ทของภูเก็ตในครั้งนี้

 

Previous «
Next »