• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ครั้งหนึ่งที่เคยไปเยือน…”ภูทับเบิก”

ครั้งหนึ่งที่เคยไปเยือน…”ภูทับเบิก”

    เป็นอีกครั้งที่ได้ออกทริปท่องเที่ยวในฐานะที่ทำงานด้านนี้โดยตรง ครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เราสองคนไม่ได้วางเป้าหมายเอาไว้ล่วงหน้า อันสืบเนื่องมาจากเราสองคนได้ไปงานครบรอบ 13 ปีของนิตยสารออโตวิชั่น โดยครั้งนี้ได้จัดงานเลี้ยงและพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดเพชรบูรณ์      หลังจากพักผ่อนในยามค่ำคืนและได้รับประทานอาหารเช้าแล้ว ต่างคนต่างก็ล่ำลาเพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน บ้างก็เดินทางไปเที่ยวต่อยังสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแห่งนี้
“พี่จะกลับกรุงเทพฯ เลยหรือครับ ขึ้นไปเที่ยวภูทับเบิกด้วยกันมั้ยครับ แล้วก็ไปนั่งรถคันเดียวกันกับผม” บอยเอ่ยขึ้นมาในขณะที่เรากำลังร่ำลากัน อ้าว!! โป้ะเช้ะเข้าทางสิครับ เพราะสถานที่แห่งนี้คือ หนึ่งในเป้าหมายที่เราไฝ่ฝันจะขึ้นไปเที่ยวซักครั้งเหมือนกัน
หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราทั้งหมดก็ออกเดินทางด้วยรถคันเดียวกันเพื่อมุ่งหน้าไปเที่ยงยังภูทับเบิกทันที วันนี้รู้สึกว่าฟ้าฝนไม่เป็นใจให้กับพวกเราเลย แต่ก็ยังคงหวังว่าเมื่อขึ้นถึงยอดภูทับเบิก ท้องฟ้าก็คงจะเปิดบ้าง เมื่อขับมาได้ซักพัก เราก็เห็นป้ายบอกทางไปยังภูทับเบิกเพียงแค่ 30 กิโลเท่านั้นเอง 

  

     ในขณะที่นั่งรถเพื่อเดินทางไปยังภูทับเบิก เราทั้งสี่คนก็มิวายที่จะต้องบันทึกภาพเพื่อเช็คอินกันอยู่เป็นช่วงๆ ตลอดเวลา บางครั้งถึงกับยื่นกล้องไปถ่ายภาพด้านนอกตัวรถกันเลยทีเดียว ขับมาได้ซักพักฝนก็ยังคงโปรยปรายอยู่ตลอด บอยหันมาบอกกับเราว่า ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนแผนไปแวะรับประทานขนมจีนกันก่อนน่าจะดี เราทั้งหมดจึงเห็นด้วยและคล้อยตามในทันที

  

     เมื่อรับประทานขนมจีนกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาที่จะเดินทางต่อไปยังภูทับเบิก ซึ่งในขณะนี้ฝนได้หยุดตกแล้ว รถกระบะสี่ประตูก็เคลื่อนตัวออกจากร้านขนมจีนเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังจุดหมายปลายทาง ขับมาได้ซักระยะรถกระบะวิ่งมาถึงเชิงเขาที่จะขึ้นสู่ยอดภู สำหรับการขับรถที่จะขึ้นทางที่ลาดชันในขณะที่ฝกตกปรอยๆ และถนนที่ลื่น คนขับรถต้องอาศัยทักษะและความชำนาญเป็นอย่างสูง หลายๆ ครั้ง เคยเห็นว่าการเกิดอุบัติเหตุในขณะฝนตกถนนลื่นก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ บอยหันมาบอกว่า การขับรถในลักษณะแบบนี้ คนขับรถควรจะต้องขับแบบช้าๆ ค่อยๆ เคลื่อนตัว อย่าเร่งหรือเหยียบคันเร่งจนเกินไป

  

    สองข้างทางระหว่างที่ขับขึ้นไปช่างเขียวสดงดงามยิ่งนัก ป่าไม้บริเวณรอบๆ ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ บางครั้งทางที่ขับขึ้นไปยังด้านบนจะเป็นลักษณะโค้งหักสอก คนขับรถก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นอย่างสูง หันออกไปมอกนอกหน้าต่างก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ที่เขียวชอุ่ม มีทิวเขาสลับกันไปมาคละเคล้ากับสายฝนที่โปรยปรายลงมา มองดูแล้วช่างสวยงามเหลือเกิน

  

     “เดี๋ยวขอแวะเข้าห้องน้ำก่อนนะ” หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางเอ่ยขึ้นมา รถเคลื่อนตัวขึ้นไปยังบนเนินสูงสุดที่อยูบนภูทับเบิก แล้วเลี้ยวเข้าไปจอดทางด้านซ้ายของร้านค้าในทันทีเพื่อเข้าห้องน้า ทันทีที่ก้าวลงจากรถ วิวทิวทัศน์ที่เห็นอยู่ตรงเบื้องหน้าช่างเร้าใจเหลือเกิน กล้องคู่ใจถูกยกขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพในทันทีที่เห็น เป็นมุมหรือภาพที่เราเคยเห็นมาแล้วจากเว็บไซต์นั่นเอง ภาพที่มองเห็นอยู่ไกลๆ จะเป็นยอดเนินเขา ซึ่งในขณะนี้จะมีหมอกขาวๆ ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งยอดเนิน มองเห็นสีสันของหลังคาของที่พักที่เป็นรีสอร์ท แลดูมีสีสันสวยงามประหนึ่งดั่งภาพเขียน

    ระหว่างที่รถขับผ่านลงไปยังถนนด้านล่าง จะมองเห็นแปลงสีเขียวของดอกกะหล่ำที่ชาวบ้านปลูกอยู่ทั้งสองฟากของถนน ที่แปลกตาไปกว่านั้นก็คือ มีที่พักที่กำลังทำการก่อสร้างอยู่ดป็นระยะๆ บ้างก็สร้างเสร็จแล้ว บางครั้งก็เห็นแต่โครงสร้าง เตรียมพร้อมเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะแวะมาเยี่ยมเยือนกันในหน้าหนาวที่จะมาถึง
    กล้องถ่ายภาพถูกยื่นออกไปนอกตัวรถเพื่อทำหน้าที่อีกครั้ง ขับรถผ่านลงเนินไปทางด้านล่างเพื่อมุ่งหน้าขึ้นไปทางซ้ายที่อยู่ยังด้านบน ขับผ่านร้านค้าและที่พักที่มีอยู่สองข้างทาง ฝนก็ยังคงทิ้งเม็ดโปรยปรายอยู่เช่นเคยแต่ไม่หนาเม็ดเท่าไหร่นัก

    เมื่อรถแล่นผ่านเข้าไปในป่าได้เล็กน้อย บอยก็หันมาถามพวกเราว่าจะขับรถเลยเข้าไปดูด้านในกันหรือเปล่า? พวกเราตอบตกลงทันที เพราะไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ไหนเลยจะหันหัวรถกลับ มันไม่ใช่วิสัยของนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ขับรถไปเรื่อยๆ มาจนถึงป้ายหมู่บ้านทับเบิกแล้วก็ขับเลยขึ้นไปยังเนินด้านบน ทางด้านซ้ายมือ จะเห็นสถานที่เอาไว้สำหรับเป็นที่กางเต็นท์ให้กับนักท่องเที่ยว บอยขับรถเลยขึ้นไปทางด้านขวามือที่เป็นลานกว้างๆ ก่อนที่จะจอดและดับเครื่องยนต์
    ผมเปิดประตูก้าวลงจากรถพร้อมกับกล้องในมือ ฝนยังคงตกปรอยๆ อยู่ตลอดเวลาผสมกับสายหมอกสีขาวๆ ที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ อากาศเย็นๆ พร้อมกับเม็ดฝนเข้ามาประทะให้รู้สึกถึงความเย็น 

  

    “เอ้า!! พวกเราลงมาถ่ายรูปกันก่อน หมอกลงสวยมาก” ผมบอกให้ทุกคนได้เตรียมพร้อม หลังจากเราได้ถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกกันด้านบนจนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็เดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม โดยที่พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่าจะหากาแฟร้อนๆ ดื่มกันซักถ้วย เพื่อคลายความเย็นและจะได้พักหลบฝนเพื่อถ่ายรูปของสถานที่แห่งนี้ด้วยซะเลย

  

     ที่ร้านกาแฟ @ Phu Tub Berk เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเอามากๆ จะมองเห็นเนินเขาที่มีสีสันของหลังคาที่พักทั้งเขียวส้มเหลืองสลับกันอย่างสวยงาม ด้านล่างถัดลงมาส่วนมากจะเป็นไร่ของชาวบ้านที่ปลูกผักกะหล่ำ บางแปลงก็จะถูกเก็บไปแล้วบ้าง และอีกหลายแปลงก็ยังไม่ถึงกำหนดเก็บเกี่ยว

  

มองผ่านช่องมองภาพหรือวิวไฟเดอร์ จะมองเห็นชาวบ้านกำลังขนผักกะหล่ำขึ้นรถกระบะ สีเขียวที่ถูกแบ่งเป็นแปลงแลดูสวยงามอย่างเป็นระเบียบ กาแฟร้อนแก้วโปรดถูกหยิบขึ้นมาดื่มในขณะที่บรรจงถ่ายภาพแปลวผัก หลายภาพถูกบันทึกขึ้นที่นี่ หลังจากใช้เวลาในการนั่งจิบกาแฟและถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจแล้ว เราทั้งสี่ตนก็ได้เวลาเดินทางต่อไปเที่ยวยังมุมอื่นของภูทับเบิก

    เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้งเพื่อเลริ่มการเดินทาง โดยการขับย้อนขึ้นไปทางเดิมที่พวกเราแวะเข้าห้องน้ำในครั้งแรกที่มาถึง ขับผ่านที่พักและร้านค้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางเม็ดฝนที่ในขณะนี้แทบจะเบาบางลงบ้างแล้ว จนกระทั่งไปจอดอยู่บริเวณกว้างที่ทางด้านซ้ายเป็นเพิงขายของของชาวบ้าน ส่วนด้านหน้าติดกับรั้วบริเวณเชิงเขา จะมีก้อนหินขนาดพอประมาณที่เขียนว่า “หน่วยทับเบิก ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,667 เมตร” และมีแท่งหินสูงเมตรกว่าๆ จะเขียนบอกอุณหภูมิด้วยสีขาวตั้งอยู่ เราทั้งหมดไม่ยอมให้เวลา รีบเดินไปถ่ายรูปเพื่อทำการเช็คอินในทันที

  

  

    ณ บริเวณนี้ เมื่อมองลงไปยังด้านล่าง จะมองเห็นทิวทัศน์ของหุบเขาที่สลับกันไปมาอย่างสวยงาม มองเห็นถนนที่คดไปโค้งมาตัดกับสีเขียวของต้นไม้อย่างชัดเจน หมอกที่กำลังก่อตัวและพัดผ่านไปทางด้านขวาแลดูคล้ายๆ กับอ้อมกอดแห่งขุนเขาอันอบอุ่น มีสิ่งปลูกสร้างมองเห็นเรียงรายอยู่ข้างถนนอยู่ห่างกันเป็นระยะๆ ใช้เวลาถ่ายภาพอยู่บริเวณนี้ได้ซักพักก็ได้เวลาเดินทางกลับ และก่อนกลับ พวกเรายังได้แวะซื้อผักของชาวเขาติดไม้ติดมือไปทำกับข้าวที่บ้านด้วย

  

    สายฝนไม่มีให้เห็นแล้ว แสงแดดสาดส่องทะลุผ่านก้อนเมฆทาบผ่านพื้นป่าสีเขียวให้เห็นเด่นชัด เวลาที่อยู่บนยอดภูทับเบิกนานพอที่จะเก็บเกี่ยวความสุขจากธรรมชาติจนค่อนข้างอิ่มใจ ความเย็นเริ่มพัดผ่านมาเป็นช่วงๆ หมอกเริ่มก่อตัวเป็นแนวยาวทาบผ่านขุนเขา แสงสุดท้ายของวันเริ่มย่างกรายเข้ามาแทนที่

  

การเดินทางกลับจึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับพวกเราในเวลานี้อย่างแน่นอน คงเหลือทิ้งเอาไว้แต่เพียงร่องรอยแห่งความทรงจำที่สวยงาม และส่วนหนึ่งได้ถูกเก็บบันทึกไว้เป็นภาพถ่าย เพียงว่าเมื่อครั้งที่เราอยากเห็นความทรงจำเหล่านั้น เพียงก็แค่พลิกเปิดดู เราก็จะพบกับความทรงจำอันสวยงามี่เราได้พานพบประสบมา ว่าครั้งหนึ่งนั้น พวกเราได้เดินทางฝ่าฝนและความลำบากขึ้นไปชื่นชมกับธรรมชาติอันสวยงามแห่งนี้ เป็นความคุ้มค่าที่เราสามารถเลือกเสพเลือกหาเอาเอง แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่า จะหาความสวยงามเหล่านั้นเจอหรือไม่ แต่วำหรับพวกเราในวันนี้ต้องบอกเลยว่า เราได้พบกับความสวยงามแล้วจริงๆ สำหรับสถานที่แห่งนี้ที่มีชื่อว่า “ภูทับเบิก”


[พิกัด : ภูทับเบิก เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์]

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *