• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ปีนเขา เข้าถ้ำไทร ไปกับมิตซูบิชิ มิราจ

ปีนเขา เข้าถ้ำไทร ไปกับมิตซูบิชิ มิราจ

 

           “I would bet my life, like I bet my heart. That you were the one, Baby” เสียงเพราะ ๆ จากเพลง Look At Me ของ Alan Jackson ดังมาจากชุดเครื่องเสียงของ Mitsubishi Mirage ที่ผมเปิดจากโทรศัพท์มือถือเสียบผ่านสาย USB มันช่างเป็นบทเพลงที่เข้ากับบรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยวจริง ๆ

 สำหรับเป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ “ถ้ำไทร” อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์
“เดี๋ยวเราตั้งพิกัดจีพีเอสไปปราณบุรีเลยนะ จะแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านถ้ำไทร ซีฟู้ด” จอยหันมาบอก ผมไม่รอช้า รีบตั้งพิกัดจีพีเอสที่มีอยู่ในรถทันที โดยเลือกจุดหมายช่วงแรกคือ “ปราณบุรี”

    “Darlin, look at me, I’ve fallen like a fool for you. And Darlin can’t you see, I’d do anything you want me to” เสียงเพลงคันทรี่จากนักร้องคนโปรด Alan Jackson ยังคงขับกล่อมพวกเราตลอดการเดินทาง 
“กาแฟมั้ย?” ผมหันไปถามจอยในขณะที่เหลือบไปเห็นปั๊มปตท. ที่อยู่ข้างหน้าลิบ ๆ “ก็ดีเหมือนกัน เอาอเมริกาโน่เย็นหวานน้อย แล้วของเธอหละ”  “ก็คงต้องเป็นคาปูชิโน่เย็นแหละ กินเข้มๆ มากไม่ค่อยดี” หลังจากนั้นไม่นานนัก รถมิราจก็เลี้ยวเข้าไปจอดยังปั๊มปตท. อย่างช้าๆ พร้อมกับจอดสนิทอยู่หน้าร้านกาแฟอเมซอนพอดี  พวกเราก้าวลงจากรถพร้อมๆ กัน ผมสังเกตุเห็นกระจกมองข้างของรถมิราจคันนี้ค่อยๆ พับเก็บแนบกับตัวรถไปทางด้านหลังอย่างช้าๆ ในขณะที่กดปุ่มที่กุญแจเพื่อทำการล็อครถ มันเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของความปลอดภัยและมั่นใจได้ว่า รถได้ถูกล็อคอย่างดีแล้ว

  

    หลังจากเข้าห้องน้ำแล้ว ผมก็เดินแยกตัวเข้าไปในร้าน่อเมซอนเพื่อทำการสั่งกาแฟ โดยใช้เวลาอยู่ในร้านกาแฟพอสมควร เพราะที่ปั๊มปตท. ผู้คนจะนิยมแวะที่นี่โดยส่วนมาก เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ผมหิ้วถุงกาแฟเดินกลับไปที่รถ ซึ่งในขณะนั้นจอยสตาร์ทรถและนั่งรออยู่ก่อนแล้ว “เดี๋ยวเรามาแอ็คชั่นถ่ายรูปกันหน่อยกับรถ” ผมชะโงกหน้าเข้าไปบอกกับจอย “เคร เคร ได้เลย จะได้เช็คอินที่นี่ด้วย” หลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้ว ผมก็ก้าวขึ้นไปบนรถพร้อมกับนำแก้วกาแฟไปวางเอาไว้ที่คอนโซลตรงกลางซึ่งมีที่สำหรับวางแก้วอยู่พอดี สำหรับจอยเลือกที่จะวางไว้ทางคอนโซลด้านหน้าที่อยู่ใต้บริเวณเครื่องเสียง เราสองคนเพลิดเพลินไปกับรสชาดของกาแฟไปพร้อม ๆ กับการขับขานจากเพลงคันทรี่ที่บรรเลงมาจากชุดเครื่องเสียงของรถ 
    รถเคลื่อนตัวออกจากปั๊มปตท. อย่างช้า ๆ  ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่และเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นลำดับเพื่อมุ่งหน้าวิ่งเข้าสู่เป้าหมายที่ปราณบุรีทันที ฟังเพลงไป จิบกาแฟไปเพลินๆ พิกัดจีพีเอสที่ตั้งเอาไว้ก็ชี้บอกจุดเป้าหมาย “อ้าว ถึงแล้วปราณบุรี” ผมหันไปบอกกับจอย “โอเค งั้นเราแวะไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านถ้ำไทรกันเลย หิวพอดี” พอรถแล่นผ่านโรงพยาบาลปราณบุรีซักพัก ผมก็เหลือบไปเห็นป้ายถ้ำไทร ซีฟู้ดที่ตั้งตระหง่านอยู่ปากทางเข้าด้านซ้าย “นั่นไง ร้านถ้ำไทร” ผมหันไปบอก จอยจะพยักหน้าก่อนที่จะเลี้ยวรถจากถนนหลักอย่างช้าๆ แล้วเข้าไปจอดข้างร้าน “ถ้ำไทร ซีฟู้ด” ที่มาของชื่อ “ถ้ำไทร ซีฟู้ด” มาจากเฮียหมูแกมีร้านอยู่ที่บริเวณริมทะเลปากทางที่ขึ้นไปถ้ำไทร ซึ่งหลายๆ ครั้ง พวกเราได้ไปลองชิมอาหารของแกแล้วติดใจในรสชาด โดยเฉพาะปูทะเลผัดเผ็ดพริกไทยดำ และที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำไทร ร้านอาหารก็ยังเปิดกิจการอยู่ โดยให้ภรรยาเป็นคนทำอาหารและดูแล ส่วนแกเองก็ได้มาเปิดสาขาเพิ่มขึ้นที่ปราณบุรี จุดขายที่เด่นๆ ก็คือ อาหารทะเลที่สดเอามาก ๆ  รวมไปถึงราคาที่สมเหตุ สมผล ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป มื้อเที่ยงครั้งนี้พวกเราเลยจัดหนักกันไปตามระเบียบ หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วก็ใช้เวลาสนทนากับเฮียหมูกันเล็กน้อย จวบจนเวลาผ่านล่วงเลยไป พวกเราเลยขอตัวเพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังถ้ำไทร
   พวกเราเดินทางออกจากร้านถ้ำไทรซีฟู้ดเมื่อเวลาบ่ายสองโมง ขับไปประมาณ 2 กิโลเมตรก็เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกที่มีป้อมตำรวจ ซึ่งเป็นเส้นทางหมายเลข 4020 มุ่งหน้าสู่ถ้ำไทร เสียงเพลงคันทรี่ที่เปิดจากสมาร์ทโฟน ยังคงขับกล่อมตลอดเวลาที่รถวิ่งเข้าสู่เป้าหมาย เส้นทางเส้นนี้ เป็นเส้นทางเดียวกันกับอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด ซึ่งสองข้างทางจะพบกับธรรมชาติของต้นไม้พร้อมกับภูเขาที่มีรูปทรงสวยงาม และใกล้ๆ  จะถึงถ้ำไทร ก็จะพบกับนากุ้งของชาวบ้านเป็นระยะๆ อยู่สองข้างทาง “นั่นไงป้ายถ้ำไทร” จอยหันมาบอก
   “โอเค เดี๋ยวจอดเลย” ผมตอบกลับไปในลักษณะเห็นด้วยกับคำแนะนำ ใช้เวลาถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกไม่นานมากนัก รถมิราจก็เคลื่อนตัวมุ่งหน้าเข้าสู่ถ้ำไทร พอรถขับข้ามเนิน พวกเราก็มองเห็นทะเล เลยไปอีกเล็กน้อย รถก็เคลื่อนตัวไปทางด้านซ้ายเรียบชายหาด ซึ่งด้านซ้ายจะมีบ้านเรือนของชาวบ้านตั้งอยู่เรียงรายเป็นระยะๆ ส่วนด้านขวาก็จะเป็นกำแพงปูนเป็นแนวยาวที่ก่อสร้างไว้สำหรับกั้นแนวคลื่นของน้ำทะเล

    รถมิตซูบิชิมิราจเคลื่อนช้าๆ แล้วเข้าไปจอดสนิทอยู่ที่บริเวณปากทางขึ้นถ้ำไทรซึ่งมีศาลาหลังคาสีเขียวตั้งอยู่ ในขณะที่เสียงคลื่นของทะเลที่ม้วนตัวเข้ากระทบฝั่งเป็นระยะๆ  วันนี้แล้วท้องฟ้ากับน้ำทะเลไม่เป็นใจนัก ผมเปิดประตูและก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ  ก่อนที่จะหันไปปิดประตู หลังจากนั้นก็เดินไปที่ท้ายรถเพื่อไปหยิบขาตั้งกล้องสำหรับนำติดตัวเข้าไปถ่ายรูปในถ้ำไทร ที่บริเวณท้ายรถมิราจ จะมีเนื้อที่กว้างพอสมควรสำหรับใส่กระเป๋าเดินทางใบย่อมๆ ได้ เบาะด้านหลัง สามารถพับเก็บไปทางด้านหน้าเป็นแนวระนาบกับพื้น จึงทำให้สามารถใส่สัมภาระได้มากพอสมควร

    “ไม่ขึ้นไปด้วยนะถ้ำไทร เดี๋ยวจะเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วก็รออยู่ด้านล่างนี้แหละ” จอยหันมาบอกในขณะที่ผมปิดประตูท้ายรถพอดี “เอาอย่างนั้นก็ได้ พอเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว ก็ไปถ่ายรูปกับป้ายทางขึ้นถ้ำก่อนแล้วกัน  “ ผมตอบกลับไปก่อนที่จะแยกตัวเดินไปรออยู่ที่ป้าย พวกเราใช้เวลาไม่นานนักเสำหรับการบันทึกภาพ “ขึ้นไปหละนะ” ผมหันไปบอก “โอเค จะรออยู่ข้างล่างแล้วกัน แต่เห็นมีคนขึ้นไปด้วยนะสองคน สงสัยมาจากกรุงเทพ” จอยหันมาบอกกับผมในขณะที่กำลังเดินกลับไปที่รถ ผมละสายตาจากเธอแล้วหันกลับไปมองทางเดินที่ขึ้นไปยังถ้าไทร ซึ่งมีระยะทางแค่ 280 เมตรเท่านั้นเอง “แค่นี้ไหวอยู่แล้ว ” ผมบอกกับตัวเองก่อนที่จะเดินลัดเลาะไปตามทางด้านซ้าย แล้วเดินเลี้ยวขวาลัดเลาะไปตามทางเดินที่มีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง วางเรียงรายไปตลอด ทุกย่างก้าว ต้องอาศัยทักษะ และความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะทางเดินเริ่มลาดชันขึ้นไปทุกขณะ ถ้าเกิดพลาดหกล้มขึ้นมา  โอกาสที่จะกลิ้งตกลงมาก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

  

    พอขึ้นไปได้ซักครึ่งทางก็จำเป็นต้องนั่งพัก หันมองดูรอบๆ บริเวณทางขึ้นถ้ำไทร ต้นไม้ใหญ่น้อยแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่ว ผมเดินไปถ่ายรูปไปเป็นระยะๆ ขาตั้งกล้องที่เคยทำหน้าที่หลัก ก็ปรับเปลี่ยนเอามาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงแทนไม้เท้า สำหรับช่วยพยุงร่างกายในการปีนป่าย “เห็นปากทางเข้าถ้ำยังครับ” ผมตะโกนถามสองสามีภรรยาที่นั่งพักเหนื่อยแบบไม่คุยกันเลย “ใกล้แล้ว เดินไปทางซ้ายอีกซัก 10 เมตรก็ถึง” ผู้ชายหันมาตอบแบบหมดเรี่ยงแรงในขณะที่เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นกัน
สายลมเย็นๆ พัดเข้ามาปะทะกับผิวหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันทำให้หายเหนื่อยขึ้นมาทันที ผมเอื้อมไปหยิบขาตั้งกล้องที่พิงไว้ที่โขดหิน ขาขวาก็ก้าวนำ ส่วนมือซ้ายก็โน้มไปจับกิ่งไม้ใกล้ๆ เพื่อพยุงร่างกายพร้อมกับเหนี่ยวโน้มตัวปีนป่ายขึ้นไป ใช้เวลาไม่นานก็ถึงปางทางเข้าถ้ำไทร “เฮ่อ ถึงซะที” ผมอุทานเบาๆ กับตัวเองก่อนที่จะนำกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ ผมเดินข้ามโขดหินเพื่อเดินเข้าไปในถ้ำก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่ป้ายบอกกฏที่ควรปฏิบัติสำหรับการเดินชมภายในถ้ำ หลังจากนั้นก็เดินเลี้ยวไปทางด้านซ้ายเพื่อที่จะอ้อมไปบริเวณตรงกลางด้านขวาที่มีแสงส่องลงมากระทบกับต้นไม้ที่มีสีเขียวขจี ภายในถ้ำไทร บริเวณโดยรอบเท่าที่เห็นก็ไม่ใหญ่โตมากนัก มีหินงอกหินย้อย ใหญ่บ้าง เล็กบ้างสลับกันไป คล้ายๆ กับถ้ำทั่วๆ ไป แต่ที่แตกต่างหลังจากคุณเดินลงไปด้านในสุด ก็จะมีช่องที่แสงสาดลอดลงมาอีกที่หนึ่ง “ด้านในเดินไปไกลมั้ยครับ” ผมเอ่ยถามสองสามีภรรยาที่เดินเข้ามาก่อนหน้าผม “ไม่ไกลหรอก ที่มองเห็นแสงโน่นไง” ผู้ชายหันมาตอบผมเสียงชัดถ้อย ชัดคำ ผมพยักหน้าพร้อมกับเบี่ยงตัวหลีกเพื่อที่จะก้าวบันไดลงไปด้านใน
    เสียงของสองสามีภรรยาค่อย ๆ จางหายไป ยังคงปล่อยให้ผมได้ทำหน้าที่สำรวจและบันทึกภาพอยู่คนเดียว ใช้เวลาอยูภายในถ้ำไประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลากลับ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนั้นแสงไม่ค่อยสว่างมากนัก ภาพที่บันทึกได้จึงไม่ค่อยประทับใจเท่าไร ก่อนที่กลับออกจากถ้ำ ผมกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณปากถ้ำพร้อมกับบันทึกภาพ  คิดว่าขากลับนี้คงไม่ช้าแล้ว แต่ก็ต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังพอๆ กับตอนแรก เพราะโอกาสที่จะพลาดตกมีความเป็นได้สูง ดังนั้นผมจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และในขณะที่เดินลงมา ผมเหลือบไปเห็นต้นตะบองเพชรที่มีรอยขีดเขียนตัวอักษรคำว่า “ขึ้นมาแล้วคับ เหนื่อยมาก” ผมอมยิ้มพร้อมกับท่าทีที่ยอมรับว่า “จริงครับ เหนื่อยมาก ๆ แต่ก็ท้าทาย“ หลังจากกลับลงมาสู่ด้านล่างแล้ว พวกเราก็ทำการบันทึกภาพกับรถมิตซูบิชิ มิราจ ก่อนที่จะพามันเคลื่อนตัวออกจากสถานที่แห่งนั้นอย่างช้าๆ เพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ที่พักที่หัวหิน  

  

    ในช่วงระหว่างที่เดินทางกลับไปยังหัวหิน บรรยาศยามเย็นเริ่มเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ภาพภูเขาที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ มันทำให้เราสองคนอดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพ ซึ่งในขณะนั้นเวลาก็ปาเข้าไปหกโมงเย็น ใช้เวลาในการถ่ายรูปอยู่ซักพักใหญ่จนแสงเริ่มไม่มีให้เห็นก็ได้เวลาเดินทางกลับ ใช้เวลาในการเดินทางสู่หัวหินประมาณหนึ่งชั่วโมง รถก็วิ่งเข้าสู่  Cicada Market และที่นี่ เราได้ของติดไม้ ติดมือกลับบ้านกันไปพอสมควร “กี่ทุ่มแล้ว” จอยหันมา” สี่ทุ่มยี่สิบนาที” ผมหันไปบอกก่อนที่พวกเราจะเอ่ยขึ้นมาแบบพร้อม ๆ กัน “กลับกันเถอะ”

   

    รถเคลือนตัวออกจากลานจอดของ Cicada Market อย่างช้าๆ ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าสู่ถนนเมนไปพร้อม ๆ กับเสียงเพลง Look At Me ทีผมเปิดฟังอีกครั้งจากสมาร์ทโฟน มันช่วยสร้างบรรยากาศของการเดินทางยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ความมืดของค่ำคืนได้ปกคลุมไปนานแล้ว เสียงเพลงที่ขับขานกำลังจะจบลงไปพร้อม ๆ กับความเหนื่อยล้า เวลานี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพักผ่อนหลังจากที่ได้ตระเวนเที่ยวกันทั้งวัน ทั้งคืน เพื่อเก็บเรี่ยวแรงสำหรับการเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานครในรุ่งเช้าของวันต่อไป
    สำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้  รถยนต์มิตซูบิชิ มิราจสีเหลืองสดใสคันที่เรานั่ง ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของความสะดวก สบายตลอดการเดินทางได้อย่างดีเยี่ยม ไม่วาจะเป็นทางด้านการประหยัดพลังงานที่มีอัตราเฉลี่ย 22 กม. / ลิตร  เป็นรถที่มีขนาดเล็กที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน เหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งในเมือง และการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ  สมกับสโลแกนที่ว่า “มิตซูบิชิ มิราจ…ให้คุณได้มากกว่า” 

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *