• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ทริปท่องเที่ยวภาคกลาง “เส้นทาง Premium Nostalgia…More Legacy ตามรอยมรดกแห่งสยาม”

ทริปท่องเที่ยวภาคกลาง “เส้นทาง Premium Nostalgia…More Legacy ตามรอยมรดกแห่งสยาม”

    

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวภาคกลาง จัดกิจกรรมกระตุ้นและส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภูมิภาคภาคกลาง ปี 2561 สู่ปี 2562 การท่องเที่ยววันที่ 2-6 กันยายน 2561 ภายใตชื่อ “เส้นทาง Premium Nostalgia…More Legacy ตามรอยมรดกแห่งสยาม” กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นในด้านของการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว ได้รู้จักกับแหล่งท่องเที่ยวของไทยในทุกๆ ที่ ทุกๆ จังหวัด ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตามรอยมรดกแห่งสยาม การเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 5 วัน

       

       

    นัดรวมตัวกันในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วก็ได้เวลาถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน หลังจากนั้นก็ทำพิธีปล่อยขบวนคาราวาน มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกของกิจกรรมในครั้งนี้ นั่นก็คือวัดธรรมจริยาภิรมณ์ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อไปทำบุญสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคลและเสริมบุญบารมีให้กับชีวิต

       

       

    เสร็จจากวัดธรรมจริยาภิรมณ์ ขบวนคาราวานทั้งหมดก็เดินทางต่อไปยัง จ.สมุทรสงคราม เพื่อให้บรรดาสมาชิกที่ร่วมเดินทางและสื่อมวลชนได้ไปแวะจิบกาแฟพร้อมกับทำการเยี่ยมชมรีสอร์ทแห่งใหม่ของอัมพวา หลังจากนั้นก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกันที่ The Buffalo Amphawa กันเสียด้วยเลย

       

       

       

    จาก The Buffalo Amphawa ก็เดินทางต่อไปยังเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ นั่นก็คือ บ้านศิลปิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางถึงบ้านศิลปินประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ไปถึงฝนก็ตกพอดี มีการต้อนรับจากทางเจ้าของบ้านศิลปินกันอย่างอบอุ่น มีถ่ายรูปหมู่กันเป็นที่ระลึก หลังจากนั้นต่างคนต่างก็เดินเข้าไปเยี่ยมชมกันยังบริเวณภายในบ้านศิลปิน

       

       

    ที่บ้านศิลปิน ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างงานศิลปะหลากหลายแขนง นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าไปเดินชมและร่วมทำกิจกรรมงานศิลปะกันได้ด้วย สำหรับใครที่ชื่นชอบงานศิลปะหรือชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาด แต่ก่อนให้เข้าชมฟรี แต่เดี๋ยวนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าเข้า แต่ก็ถือว่าไม่แพงมาก พวกเราใช้เวลาเดินชมงานศิลปะท่ามกลางฝนตกปรอยๆ นอกจากงานศิลปะแล้ว ที่บ้านศิลปินยังมีจำหน่ายเสื้อผ้า ของชำร่วยสวยๆ งามๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปอีกด้วย

       

    เวลาเกือบเกือบๆ ห้าโมงเย็น ขบวนคารานทั้งหมดก็ได้เดินทางออกจากบ้านศิลปิน มุ่งหน้าสู่โรงแรมเอเซีย อ.ชะอำ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวของทริปนี้ในวันแรก

       

…………………………………………………………………….

    หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้ากันเรียบร้อย ทั้งหมดก็ออกเดินทางจากโรงแรมเอเชีย ชะอำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เดินทางไปจุดหมายแรกกันที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ณ สัทธา อุทยานไทย จ.ราชบุรี โดยมีระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง ก่อนที่จะเข้าไปเยี่ยมชมยังบริเวณภายใน

       

       

    ณ สัทธา ชื่อดั้งเดิมคือพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ สวนพักผ่อนหย่อนใจ ร้านค้า ที่จัดแสดงงาน ฯลฯ เจ้าของเลยเปลี่ยนชื่อเป็น ณ สัทธา อุทยานไทย ทั้งบริเวณจะมีพื้นที่ทั้งหมด 42 ไร่ โดยแบ่งออกเป็นโซนๆ อย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆ อย่างอยู่ภายในบริเวณ แต่ที่นี่ก็ยังคงมีการจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำคัญๆ ต่างประวัติจัดแสดงอยู่มากมาย

    รับประทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่นี่เสร็จเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทางไปยังโฮมสเตย์บ้านแม่หม้าย จ.สุพรรณบุรี ด้วยระยะทาง 94 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าก็ถึงที่หมาย

       

       

    บ้านแม่หม้ายโฮมสเตย์ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์ มีสินค้าเกิดจาก๓ูมิปัญญาของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ขนม น้ำผลไม้ เครื่องจัดสานที่ทำจากผักตบชวา รวมไปถึงการทำไม้กวาดด้วยใยมะพร้าว ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งแต่ละอัน แต่ละด้าม ต้องใช้เวลาทำกันนานหลายวันเลยทีเดียว ไม้กวาดใยมะพร้าวของที่นี่ ขายอันละ 400 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยถ้าไม่เห็นวิธีการทำแล้ว นอกจากนัเนแล้ว ที่นี่ยังมีโฉมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวได้ใช้บริการอีกด้วย

       

    จากโฮมสเตย์บ้านแม่หม้าย ก็เดินทางยาวไปยังที่พักที่อยู่ในตัวเมืองของสุพรรณ ด้วยระยะทาง 27 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงโรงแรม 2000 บุรีธานี

     

       

    สำหรับในช่วงของงานเลี้ยงรับประทานอาหารมื้อค่ำ ทาง ททท. ยังจัดให้มีกิจกรรม Table Top Sale เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการกับลูกค้าได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนกัน ภายในงานยังจัดให้ผู้ร่วมงานแต่งตัวในธีม “สุพรรณฝันหวาน” งานนี้ก็เลยสนุกสนานครึกครื้นไปด้วยกลิ่นอายแบบย้อนยุคอีกด้วย

…………………………………………………………………….

 

    เวลาประมาณสองโมงเช้าของอีกวัน ขบวนคาราวานท่องเที่ยวก็พาออกเดินทางจากโรงแรม 2000 บุรีธานี มุ่งหน้าสู่จังหวัดชัยนาท ด้วยระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร ที่ใช้เวลาในการเดินทาง 1.29 ชั่วโมง เพื่อไปเยี่ยมชมโรงพักสรรพยา รศ.120 ซึ่งถือเป็นโรงพักเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนาน และยังได้เดินชมวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน มีการออกร้านรวงขายของกิน ของที่ระลึก รวมไปถึงขนมพื้นบ้านของที่นี่ ได้แวะถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ต ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายจุด ก็สร้างความเพลินและสนุกสนานครื้นเครงกันไป

       

       

       

    เวลาบ่ายสองโมงนิดๆ ก็พากันออกจากสรรพยา จ.ชัยนาท เดินทางมุ่งหน้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง จ.สิงห์บุรี ด้วยระยะทาง 44 กิโลเมตร การเดินทางทั้งหมดก็เป็นรูปแบบของขบวนคาราวาน ใช้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายเพียงแค่ 40 นาทีเท่านั้นเอง

    ที่พิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง เป็นหมู่บ้านที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด ที่นี่จะมีทั้งพิพิธภัณฑ์บ้านคูเมืองมีพื้นที่ทั้งหมดถึง 335 ไร่ เป็นสถานที่ตั้งของคูเมืองโบราณที่มีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ 1 ชั้น สันนิษฐานว่าเป็นเมืองเก่าสมัยทวารวดีที่มีอายุเก่าแก่ราว 1,200 ปี มีการขุดพบเครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่างๆ ตะคันดินเผา ธรรมจักรหินเขียว ตุ้มหู ลูกปัด และที่สำคัญที่สุดคือเหรียญจารึกคำว่า “ศรีทวารวดีศวรปุญยะ” ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันทรงคุณค่า จนกรมศิลปากรต้องทำการขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งนี้เอาไว้

       

    นอกจากพิพธภัณฑ์ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายอย่าง เช่น ลานธรรมเฉลิมพระเกียรติ์ ซึ่งเป็นลานปฏิบัติธรรม ภายในบริเวณดูร่มรื่นที่ลายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย และในบริเวณใกล้ๆ กันก็ยังมีโพธิ์ล้อมรักที่มีสัญญลักษณ์เป็นต้นตาลคู่ ถูกพันและโอบล้อมไปด้วยต้นโพธิ์ทั้งสองต้น คู่หนุ่มสาวหรือคนที่มีความรักก็ไม่ควรพลาดสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

       

    เวลาบ่ายแก่ๆ ขบวนคาราวานก็พากันออกจากพิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง เดินทางมุ่งหน้าสู่ที่พักที่โรงแรมโอทู จ.ลพบุรี ด้วยระยะทาง 55 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 54 นาทีก็ถึง ทำการเช็คอินเข้าห้องพักเพื่อเก็บกระเป๋าสัมภาระ หลังจากนั้นก็พากกันเดินทางไปร่วมงานกันที่พระนั่งไกรสรสีหราช (พระที่นั่งเย็น) จ.ลพบุรี เพื่อร่วมกิจกรรมในตอนกลางคืนพร้อมกับรับประทานอาหารมื้อค่ำ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกับกิจกรรมของวันนี้

       

        

…………………………………………………………………….

 

    วันนี้ก็ย่างเข้าวันที่สี่ของการเดินทางท่องเที่ยวกับ ททท. รับประทานอาหารกันเสร็จก็พร้อมออกเดินทางกันต่อกับขบวนคาราวานด้วยเวลา 08.30 น. ขับมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ทหารรบพิเศษ จ.ลพบุรี เดินทางไปถึงสถานที่ก็ประมาณเวลาเก้าโมงเช้า ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเอง ไปถึงก็ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันก่อนเลย หลังจากนั้นก็พากันเดินเข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ ฟังรายละเอียดและประวัติของสถานที่กันพอเป็นสังเขปจากเจ้าทางหน้าที่ ต้องบอกเลยว่า สถานที่แห่งทำดีมากๆ ละเอียดมากๆ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ได้มาเยี่ยมชม

       

       

    พิพิธภัณฑ์ทหารรบพิเศษ ตั้งอยู่ที่บ้านป่าหวาย ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี ในพื้นที่ กรมรบพิเศษที่ 1 ค่ายวชิราลงกรณ์ เป็นแหล่งรวบรวมประวัติศาสตร์ทางทหาร และวีรกรรมของทหารรบพิเศษที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องเอกราชของชาติ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติทหารรบพิเศษให้อนุชนรุ่นหลังได้ยึดถือและเป็นแบบอย่างของความเสียสละ เดินชมกันไปบันทึกภาพกันไปแทบจะทุกจุดที่เดินผ่านเลยก็ว่าได้ ใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังวัดบ้านพราน จ.อ่างทอง

       

    เวลาเกือบๆ จะเที่ยงวันก็เดินทางถึงวัดบ้านพราน จ.อ่างทอง ที่นี่เราจะได้เยี่ยมชมความสวยงามของวัดพร้อมกับรับฟังรายละเอียดประวัติและความเป็นมาในอดีต วันนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุร่วม 900 ปี ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่ชัยมงคล เป็นวัดที่สวยงามและปราณีตมากๆ มีวิหารที่สร้างและตกแต่งด้วยเครื่องเบญจรงค์ ฐานของวิหารโค้งเหมือนเรือสำเภา รอบๆ วิหารจะมีโถเบญจรงค์ที่ประดับอยู่ทั้งสี่ด้าน ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงพ่อไกรทอง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอ่างทองอีกด้วย

       

    ใช้เวลาเดินชมและถ่ายภาพร่วมๆ ชั่วโมงก็ออกเดินทางออกจากวัดบ้านพราน เพื่อไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกันที่ร้าน Into Farm ที่นี่อาหารรสชาติดี โดยเฉพาะผัดฉ่ารวมมิตร แซ่บและอร่อยมากๆ เมนูนี้หมดก่อนใครเพื่อนเลย ขอบอก

    เดินออกจากร้านอาหารเวลา 13.30 น. ขับมุ่งหน้าสู่วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะทาง 56 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึง วันนี้ท้องฟ้าสดใสมีแดด สลับกับบางเวลาทีมืดครึ้มบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับคณะของพวกเรา เดินทางมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางอยู่ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำการเช็คอินรับกุญแจห้อง อาบน้ำ อาบท่า แล้วก็ออกเดินทางยังวัดไชยวัฒนารามเพื่อร่วมกิจกรรมแต่งกายย้อนยุคละครเรื่อง “ออเจ้า”

       

    แหม! กระแสของละครออเจ้ามันแรง คณะของพวกเราก็ต้องจัดกันสักหน่อย ว่ามั้ย? แต่ละคนก็แต่งตัวกันเสียจนเกือบจำไม่ได้ ใช้เวลาถ่ายภาพกับชุดออเจ้าร่วมๆ ชั่วโมงก็เดินทางโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำในรูปแบบย้อนยุค วันนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดกับการเดินทางไปอีกหนึ่งวัน

…………………………………………………………………….

 

    เวลา 09.00 น. ขบวนคาราวานของ ททท. ก็พากันออกเดินทางจากที่พักมุ่งหน้าสู่วัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อไหว้พระและทำบุญ ระยะทางใกล้ๆ ใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็ถึงวัด ที่นี่พวกเราก็จะได้ไหว้พระทำบุญเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตกัน

       

    วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อ “วัดป่าแก้ว” หรือ “วัดเจ้าไท” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ที่วัดนี้จุดเด่นก็จะมีเจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวนมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2544 อีกด้วย

    ใช้เวลาอยู่ที่วัดประมาณ 20 นาทีก็เดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี โดยมีระยะทาง 29 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 22 นาที ระยะทางแค่ 27 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

       

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่จัดแสดงและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านการเกษตร ภูมิปัญญานวัตกรรมเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต โดยจัดแสดงนิทรรศการทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่เป็นฐานเรียนรู้ต้นแบบให้ผู้เข้ามาเรียนรู้ได้สัมผัสของจริงและฝึกปฏิบัติได้

       

    ภายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมดด้วยกัน 9 โซนด้วยกัน มีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในส่วนของ “นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรตามรอยพ่อ” มีแปลงสาธิตการทำการเกษตรต่าง ๆ ทั้งการปลูกข้าว ทำแปลงนาอินทรีย์ เทคนิคการทำนาต่าง ๆ การทำแปลงผัก การปลูกสมุนไพร การเพาะเห็ด ไปจนถึงปศุสัตว์

    สำหรับผู้ที่จะเข้าชมจะต้องเสียค้าเข้า ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท เปิดตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนถึงเวลา 16.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

       

    พวกเราใช้เวลาเดินชมและศึกษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ไปรับประทานอาหารเที่ยงกันที่ร้านอาหารที่อยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ฯ จนกระทั่งเวลา 13.40 น.ก็ได้เวลาเดินทางกลับไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้วยระยะทาง 47 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 45 นาทีก็ถึงที่หมาย

    ทริปนี้ก็เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางและสำเร็จไปด้วยดี กับกิจกรรมกระตุ้นและส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภูมิภาคภาคกลาง ปี 2561 สู่ปี 2562การท่องเที่ยววันที่ 2-6 กันยายน 2561 ภายใตชื่อ “เส้นทาง Premium Nostalgia…More Legacy ตามรอยมรดกแห่งสยาม”

 

 

Previous «
Next »