สรุปประเด็นสำคัญ:
- แอลจี อีเลคทรอนิคส์ สร้างสถิติรายได้ประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
- กลุ่มธุรกิจโซลูชันเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliance Solution หรือ HS) และกลุ่มธุรกิจโซลูชันยานยนต์ (Vehicle Solution หรือ VS) มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2558 ถึงแม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านภาษีในสหรัฐฯ รวมถึงการชะลอตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
- ผลกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์จอภาพ และการรับรู้ต้นทุนพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการปรับโครงสร้างองค์กร
- พอร์ตโฟลิโอธุรกิจเชิงกลยุทธ์เพื่อการเติบโตยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจโซลูชันสำหรับองค์กร (B2B) ธุรกิจที่ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ (Non-Hardware) และโมเดลธุรกิจตรงถึงผู้บริโภค (D2C) โดยกำไรจากการดำเนินงานรวมของสองกลุ่มธุรกิจหลักในสาย B2B คือ กลุ่มธุรกิจโซลูชันยานยนต์ (Vehicle Solution หรือ VS) และกลุ่มธุรกิจโซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Solution หรือ ES) สามารถทำสถิติใหม่ทะลุ 1 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท) เป็นครั้งแรก
โซล, 2 กุมภาพันธ์ 2569 — บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด ประกาศผลประกอบการทางการเงินสำหรับไตรมาส 4 และตลอดทั้งปี 2568 โดยมีรายได้รวม 89.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.41 ล้านล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงาน 2.48 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.69 หมื่นล้านบาท)
โดยแอลจีสามารถสร้างสถิติรายได้ประจำปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ แต่กลุ่มธุรกิจ HS ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ VS สามารถรักษาผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ทั้งสองกลุ่มธุรกิจมีส่วนสำคัญต่อการสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องครบหนึ่งทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2558
อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานมีการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มจอภาพ ท่ามกลางการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์และการแข่งขันในตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการรับรู้ต้นทุนพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-off Costs) เป็นมูลค่าหลายแสนล้านวอนในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร (Voluntary Retirement Programs) ทั่วทั้งองค์กร โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งเสริมความยืดหยุ่นของโครงสร้างต้นทุนในระยะกลางถึงระยะยาว
แอลจียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนความก้าวหน้าในกลุ่มธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โมเดลธุรกิจที่สร้างมูลค่าสูงและมีความยืดหยุ่นต่อสภาวะตลาด อันได้แก่ กลุ่มธุรกิจ B2B เช่น โซลูชันยานยนต์ ระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์และชิ้นส่วน กลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ เช่น แพลตฟอร์ม webOS และบริการบำรุงรักษา รวมถึงช่องทางธุรกิจ D2C ที่ครอบคลุมโมเดลธุรกิจบอกรับสมาชิก (Subscription) และแอลจีออนไลน์ช้อป โดยรายได้จากกลุ่มธุรกิจ B2B เพิ่มขึ้นถึง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 24.1 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.51 แสนล้านบาท) และเป็นที่น่าสังเกตว่า กำไรจากการดำเนินงานรวมของกลุ่มธุรกิจ VS และ ES ซึ่งเป็นสองแกนหลักของสายงาน B2B สามารถทำสถิติสูงกว่า 1 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท) ได้เป็นครั้งแรก ส่วนรายได้จากโมเดลธุรกิจ Subscription เติบโตถึง 29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ใกล้แตะระดับ 2.5 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.75 หมื่นล้านบาท)
ผลการดำเนินงานและทิศทางธุรกิจปี 2568 แยกตามกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจโซลูชันเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliance Solution หรือ HS)
สำหรับกลุ่มธุรกิจ HS รายงานรายได้ 26.13 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.06 แสนล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงาน 1.28 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.46 หมื่นล้านบาท) โดยรายได้ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อหักผลกระทบจากต้นทุนพิเศษออกไป กลุ่มธุรกิจ HS แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวรับมือกับแรงกดดันด้านภาษีของสหรัฐฯ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิต การปรับกลยุทธ์ด้านราคา และการบริหารจัดการต้นทุน สำหรับปี 2569 กลุ่มธุรกิจ HS วางแผนที่จะรักษาการเติบโตผ่านการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดเกิดใหม่ พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบบิ้วท์อิน โซลูชันชิ้นส่วน แพลตฟอร์ม AI Home และหุ่นยนต์สำหรับใช้ในบ้านอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจโซลูชันด้านสื่อและความบันเทิง (Media Entertainment Solution หรือ MS)
ด้านกลุ่มธุรกิจ MS มีรายได้ 19.43 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.25 แสนล้านบาท) โดยมีกำไรจากการดำเนินงานติดลบที่ 750.9 พันล้านวอน (ประมาณ 2.03 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเนื่องจากผลกระทบจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่ล่าช้ากว่าคาด และสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจอภาพระดับโลก ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจ MS มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของ OLED และ LCD รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี Micro RGB และจะยังคงขยายความต้องการในตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มไลฟ์สไตล์ อาทิ StanbyME และ Easy TV ในขณะเดียวกัน ธุรกิจโฆษณาและคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม webOS คาดว่าจะรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งต่อไป โดยอาศัยการลงทุนด้านคอนเทนต์และการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจโซลูชันยานยนต์ (Vehicle Solution หรือ VS)
ในขณะที่ กลุ่มธุรกิจ VS มีสร้างผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในด้านรายได้และกำไร โดยมีรายได้ที่ 11.14 ล้านล้านวอน (ประมาณ 3.01 แสนล้านบาท) และกำไรจากการดำเนินงาน 559 พันล้านวอน (ประมาณ 1.51 หมื่นล้านบาท) ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการสามารถส่งมอบงานตามคำสั่งซื้อที่คงค้าง (Order Backlog) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าอุปสงค์ยานยนต์ทั่วโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนในระยะสั้นจากความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค แต่กลุ่มธุรกิจ VS ยังคงวางแผนกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านผลกำไร พร้อมทั้งเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านโซลูชันสำหรับยานยนต์แห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDV) และยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (ADV) อีกด้วย
กลุ่มธุรกิจโซลูชันเพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Solution หรือ ES)
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ ES รายงานรายได้ที่ 9.32 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.52 แสนล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 647.3 พันล้านวอน (ประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรายได้มีการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อหักผลกระทบจากต้นทุนพิเศษ ในปี 2569 คาดการณ์ว่าอุปสงค์สำหรับโซลูชันประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะปัมความร้อน (Heat Pump) ที่ใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในตลาดต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจ ES จะยังคงแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในระบบระบายความร้อนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ AI ผลักดันการใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) สู่เชิงพาณิชย์ และขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนาโซลูชันระบายความร้อนแบบแช่ในของเหลว (Immersion Cooling) ต่อไป


