• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • สะพายเป้เดินเที่ยวที่ “ออบหลวง” เชียงใหม่

สะพายเป้เดินเที่ยวที่ “ออบหลวง” เชียงใหม่

    อุทยานแห่งชาติออบหลวง ถือเป็นอุทยานแห่งหนึ่งทางภาคเหนือที่มีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 553 ตารางกิโลเมตร อยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอฮอด และอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ และที่อุทยานแห่งชาติออบหลวงนี้ จะมีช่องแคบเขาขาดที่เรียกว่า “ออบหลวง” ที่มีหน้าผาหินขนาบลำน้ำทั้งสองฟาก เป็นหุบผาที่มีความลึก โดยวัดจากสะพานออบหลวงถึงระดับน้ำปกติประมาณ 32 เมตร มีส่วนแคบสุดเพียงแค่ 2 เมตร และมีความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร คำว่า “อ๊อบ” หรือ “ออบ” เป็นภาษาท้องถิ่นหมายถึง ช่องแคบ ส่วนคำว่า “หลวง” หมายถึง “ใหญ่ ” ออบหลวงเลยกลายเป็นชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกช่องแคบหินแห่งนี้

    การเดินทางไปยังที่แห่งนี้ถือว่าสะดวกมากๆ ถ้าไปจากเชียงใหม่ให้เลี้ยวขวาตรงอำเภอฮอด แล้วขับตรงไปตามถนน เลาะตามริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ ตลอดแนวถนน บางช่วงห็จะเจอกับสะพานบ้าง ธรรมชาติสองข้างทางสวยงามร่มรื่น ขับรถพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติกันเพลินๆ ก็ถึงแบบไม่ทันรู้ตัวเลยก็ว่าได้

       

    เวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ ของวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ หลังจากที่ได้ยานพาหนะที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะอย่างรถยนต์ Toyota Fortuner ที่มีขุมกำลังอันเหลือเฟือ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้อย่างเพียบพร้อม มันจึงทำให้การเดินทางไปเที่ยวในครั้งนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ จากถนนสายหลัก เราขับรถเลี้ยวขวาเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เข้าไปยังบริเวณด้านในอุทยาน เมื่อเจอกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในป้อม เราเอ่ยถามรายละเอียดและกติกาของที่นี่กันพอสังเขปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบอกให้เราขับรถยนต์ลงไปจอดยังบริเวณใกล้ๆ กับทางเข้า ซึ่งทางด้านซ้ายมือจะมีแม่น้ำทอดยาวคู่ขนานไปกับถนน

    วันนี้นักท่องเที่ยวมีไม่มากนัก คิดอยู่ในใจว่าการบันทึกภาพเรื่องราวคงสะดวกเป็นแน่แท้ เสียงของน้ำที่ไหลผ่านกระทบกับโขดหินได้ยินอย่างชัดเจน หลังจากจอดรถเข้าที่เรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์ในการบันทุกภาพที่มีทั้งกล้อง GoPro Hero4 และกล้องดิจิตอลมิเรอเลส Olympus Pen E-P5 ถูกนำขึ้นมาพื่อเตรียมพร้อมในทันที

       

    ทางเข้าด้านหน้าจะมีไม้กั้นสลับไปมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินผ่านเข้าไปได้เท่านั้น สำหรับรถยนต์ของนักท่องเที่ยวก็ให้จอดอยู่ทางบริเวณด้านหน้าทางเข้า จากบริเวณทางเจ้าเมื่อเดินเข้าไป ทางเดินจะเป็นถนนที่เป็นดินลูกรังเรียบๆ ทอดยาวไปจนสุดแนว ทางด้านขวาจะเป็นเนินเขาที่มีต้นไม้หญ่นัอยปกคลุมให้ร่มเงาอยู่ตลอด ส่วนทางด้านซ้ายมือจะมีต้นไผ่ที่ปลูกเรียงรายเป็นแนวยาว ทางด้านซ้ายมือก็จะมีโต๊ะเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนวางอยู่เป็นช่วงๆ เช่นเดียวกัน เราเดินลัดเลาริมทางเดินที่อยู่ถัดไปจากแนวโต๊ะ เมื่อชะโงกหน้าลงไปก็จะเป็นแม่น้ำที่ทอดยาวคู่ขนานไปกับทางเดินเช่นเดียวกัน

       

    เสียงของสายน้ำที่กระแทกกระทั้นกับโขดหินดังอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของเราที่มาเที่ยวในครั้งนี้ก็คือสะพานที่พาดผ่านระหว่างภูเขา มองผ่านแนวต้นไม้ออกไปไกลๆ จะมองเห็นสะพานอยู่ไกลลิบตา เดินไปได้ซักพักเหงื่อในกายเริ่มซึมออกมาบ้างเล็กน้อย การบันทึกภาพระหว่างทางที่เดินไปก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ  แสงแดดที่เล็ดลอดผ่านนลงมากระทบกับต้นเฟิร์นใบเล็กๆ ที่เกาะอยู่กับโขดหินงดงามจนอดใจไม่ไหวที่จะต้องกดชัตเตอร์ นักท่องเที่ยวบางคู่ บางกลุ่มที่เห็น ต่างก็หยุดบันทึกภาพเช่นเดียวกัน เดินไปได้ซักพักก็จะเจอกับบันไดทางขึ้นไปสู่บริเวณที่มีป้ายที่เขียนว่า “ออบหลวง” บริเวณนี้ค้อนข้างกว้างพอสมควร เป็นที่โล่งๆ ยื่นออกไปเล็กน้อย นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจน

       

    การบันทึกภาพกับป้ายจึงเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวแทบจะทุกคนจำเป็นต้องทำ เราสองคนก็ไม่ยอมให้เสียเวลา ภาพจากกล้องสองตัวต่างก็ทำหน้าที่ได้อย่างเท่าเทียมกัน และเมื่อมองถัดเลยไปทางด้านขวามือของป้าย จะมองเห็นสะพานที่พาดผ่านได้อย่างชัดเจน มองเห็นคู่หนุ่มสาวกำลังทำท่าแอ็คชั่นถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข

       

    จากจุดถ่ายรูปที่ป้าย เราก็เดินขึ้นบันไดลัดเลาะตามเชิงเขาไปทางด้านขวามือ ทางด้านซ้ายเมื่อมองลงไปก็แอบเสียวอยู่เหมือนกัน ทางที่เดินไปสู่ยังสะพานด้านบนค่อนข้างจะแข็งแรง ด้านซ้ายของทางเดินจะมีรั้วกั้นอยู่อย่างแข็งแรง บางครั้งที่เดินไปก็จะมีเถาวัลย์ห้อยทิ้งตัวลงมาขวางทางเดิน นักท่องเที่ยวก็จะต้องก้มและย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อที่จะเดินลอดผ่านเข้าไป

       

    หันกลับไปมองทางด้านหลัง นักท่องเที่ยวบางส่วนก็กำลังทะยอยเดินตามกันมาเหมือนกัน เสียงของลมหายใจที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าทำให้เราได้ยินอย่างชัดเจน เหงื่อในกายซึมออกมาอย่างไม้รู้ตัว แต่มันก็ไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อยสำหรับการมาเที่ยวในครั้งนี้ แหงนมองขึ้นไป สะพานที่เห็นมันอยู่ไม่ไกลแล้ว ขยับขาก้าวเท้าเดินต่อไปยังจุดหมาย การบันทึกภาพเพื่อเล่าเรื่องราวก็ยังคงทำต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

       

    เดินไปเรื่อยๆ จนสุดแนวสะพานของทางเดิน ทางที่ขึ้นไปทางบริเวณด้านบนจะค่อนข้างชัน แต่ก็เพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้นเอง มือซ้ายเอื้อมไปจับแนวของรั้วอย่างเหนียวแน่นก่อนที่จะโน้มตัวเพื่อพยุงกายขึ้นไป ขาทั้งซ้ายและขวาก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอเบาๆ ในขณพที่โน้มตัวขึ้นไปดังขึ้นเป็นจังหวะ จวบจนก้าวพ้นผ่านแนวทางเดินจนกระทั่งไปยืนหยุดอยู่ด้านบน ความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้นเมื่อซักครู่ก็ได้จางหายไปในทันทีถึงจุดหมาย

       

    ภาพถ่ายถูกบันทึกขึ้นทันทีกับป้ายที่เขียนว่า “รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 500 กิโลกรัม” หลังจากนั้นภาพต่อไปอีกหลายๆ ภาพก็ตามมาติดๆ อย่างต่อเนื่อง เราเดินอย่างช้าๆ เพื่ออกไปยืนบริเวณตรงกลางสะพาน ไกลออกไปลิบๆ ทางด้านซ้ายมือ จะมองเห็นจุดที่เราไปหยุดยืนถ่ายรูปกับป้าย “ออบหลวง”

       

    ทางด้านล่างเมื่อชะโงกหน้าลงไปแบบเสียวๆ จะเห็นสายน้ำที่กำลังไหลอย่างเชี่ยวกราก มีโขดหินใหญ่น้อยวางเรียงรายสลับกันไปมา เสียงของสายน้ำที่ไหลกระทบกับโขดหินแทบจะได้ยินน้อยมาก เพียงเพราะว่าจุดที่เรายืนอยู่บนสะพานมีความสูงมากพอสมควร ทุกย่างก้าวที่เดินบนสะพานแห่งนี้ มันรู้สึกได้ถึงความ ข็งแรงและปลอดภัย เพราะด้วยโครงสร้างที่เห็น มันได้สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี บันทึกภาพบริเวณสะพานจนเป็นที่พอใจแล้ว เราสองคนก็เดินไปอีกด้านของปลายสะพาน

       

    เมื่อก้าวเดินลงไปจะเป็นลานกว้างๆ เดินตรงเข้าไปด้านในสุดจะมีป้ายปักอยู่ ทางด้านซ้ายจะมีทางเดินขึ้นไปเยี่ยมชมจุดชมวิวดอยผาช้าง, ภาพเขียนสีโบราณ และหลุมฝังศพมนุษย์โบราณ ซึ่งระยะทางที่เดินไปชมก็ไม่ไกลมากนัก เดินถ่ายรูปทั่วทั้งบริเวณได้ซักพักใหญ่ๆ ก็ได้เวลาเดินทางกลับลงไปยังด้านล่าง

       

    แสงแดดเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงเวลาของบ่ายแก่ๆ ของวัน แต่การที่ได้ขึ้นมายังสะพานแห่งนี้ ถือว่าเป็นความท้าทายความกล้าสำหรับเราเป็นอย่างสูง ได้คิด ได้ทำ ได้ใช้ความกล้าแบะบ้าบิ่น กล้าที่จะท่องเที่ยวไปในทถกๆ ที่ที่แม้บางครั้ง บางสถานที่ มันอาจจะลำบากยากเย็นซักเพียงใด ก็เพียงเพราะด้วยเหตุผลที่ว่า “ที่ไหนใครว่าสวย ที่ไหนใครว่าดี เราสองคนจะไปตามล่าสร้างภาพเล่าเรื่องมาให้ชมกัน” บอกเลย

       

    สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติออบหลวงนั้น คนไทย ผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 40 บาท และเด็กจะอยู่ที่ 20 บาท ส่วนชาวต่างชาติผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

    นอกจากนั้น ทางอุทยานแห่งชาติออบหลวงยังมีบริการบ้านพัก, สถานที่กางเต็นท์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีเต็นท์ให้นักท่องเที่ยวได้เช่าพร้อมเครื่องนอนในอัตราคืนละ 50 บาท นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 053-229-272 หรือสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 02-562-0760 หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่เว็ปไซต์ http://www.dnp.go.th

[พิกัดจีพีเอส : อุทยานแห่งชาติออบหลวง จ.เชียงใหม่]

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *