• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ล่องเรือพาไปเที่ยว “แพ 500 ไร่” อีกหนึ่งบรรยากาศชิลล์ๆ ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน

ล่องเรือพาไปเที่ยว “แพ 500 ไร่” อีกหนึ่งบรรยากาศชิลล์ๆ ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน

 

    หลังจากเดินทางท่องเที่ยวบนบกมาก็มากมายหลายที่ ในคอลัมน์ Travel Trip ครั้งนี้ เราจะพาไปล่องเรือเที่ยวทางน้ำกันบ้าง ทริปนี้ผู้เขียนเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสถานที่แห่งนี้มานาน ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวต่างก็ต้องการที่จะไปสัมผัสกันซักครั้งหนึ่ง และที่นี่ก็คือ “แพ 500 ไร่” ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือที่เรียกกันว่า “เขื่อนเชี่ยวหลาน” นั่นเอง

       

    เราเดินทางถึงสำนักงานของแพ 500 ไร่ในเวลาประมาณเก้าโมงเช้า ที่นี่จะมีขนมและกาแฟเอาไว้คอยบริการลูกค้าอย่างพร้อมสรรพ เราสามคนไปถึงก่อนเวลาที่นัดหมายกันเล็กน้อย สำหรับทริปล่องเรือในครั้งนี้ คณะเราจะมีประมาณเกือบสิบคนได้ แต่พวกเราก็ต้องรอสมาชิกคนอื่นๆ ที่กำลังเดินทางมาสมทบกันก่อน นั่งกินกาแฟและขนมรออยู่ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง สมาชิกที่ร่วมทริปที่เหลือก็เดินทางมาถึง

       

    พอได้เวลาการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น รถตู้ของแพ 500 ไร่ก็เคลื่อนตัวออกจากสำนักงาน แล้วก็ขับพาพวกเรามุ่งหน้าไปเที่ยวและถ่ายภาพกันที่สันเขื่อนรัชชประภา อากาศวันนี้ดูอึมครึมน่าดู ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมค่อนข้างมาก เราภาวนาขออย่าให้ฝนตกลงมาเลย เพราะจะทำให้บรรยากาศของการท่องเที่ยวในวันนี้มันไม่สนุก จริงๆ นะ

       

    ที่บริเวณสันเขื่อนรัชชประภา พวกเราก็ได้ใช้เวลาบันทึกภาพและชื่นชมรอบๆ บริเวณอยู่เพียงครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังบริเวณท่าเรือเพื่อจะพาพวกเรานั่งเรือไปยังแพ 500 ไร่ ใช้เวลาเดินทางจากสันเขื่อนรัชชประภาประมาณครึ่งชั่วโมง ขับผ่านสองข้างทางที่ร่มรื่นเขียวชอุ่มที่เป็นธรรมชาติ นั่งรถไปก็สนทนาทำความรู้จักกันไปด้วย ต่างคนต่างก็ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามว่ามาจากที่ไหนกันบ้าง นั่งดูวิวนอกหน้าต่างกันเพลินๆ ได้ไม่นาน รถตู้ก็พาเราไปถึงบริเวณท่าเรือเมื่อเวลาประมาณสิบโมงกว่าๆ 

    วันนี้นักท่องเที่ยวมีไม่ค่อยมากนัก จะเห็นมีชาวต่างชาติบ้างก็เล็กน้อย อากาศก็ยังคงอึมครึมเหมือนว่าฝนกำลังจะตก ทำให้ใจคอไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ แต่ก็ยังแอบภาวนาว่าขออย่าให้ตกลงมเลย มิฉะนั้นแล้วการเดินทางท่องเที่ยวในวันนี้คงต้องมีอุปสรรคอย่างแน่นอน เข้าห้องน้ำห้องท่ากันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาไปลงเรือ แสงแดดก็ไม่มีทีท่าจะโชว์ตัวให้เราได้เห็น

  ก้าวเดินตามกันไปที่บริเวณท่าเรือ ผมเดินตามอยู่หลังสุดเพื่อทำการบันทึกภาพเล่าเรือง เสียงเครื่องยนต์และผู้คนดังโหวกเหวกไปทั่ว ผมก้าวลงเรือเป็นสุดท้ายของทีม หลังจากนั้นเครื่องยนต์ก็ถูกสตาร์ทขึ้นเพื่อเตรียมพร้อม ขยับร่างกายเพื่อนั่งให้เข้าที่เข้าทาง ไม่นานนักเรือก็แล่นออกจากท่าอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเพิ่มความเร็วขึ้นตามลำดับ หันหัวเรือมุ่งหน้าสู่บริเวณกลางเขื่อนรัชชประภา

       

    เรือเคลื่อนตัวออกมาได้ซักระยะ การทำหน้าที่บันทึกภาพก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง อากาศเย็นๆ ที่พัดพาเอาความชุ่มชื้นของไอน้ำผัดผ่านให้สดชื่น ละอองน้ำกระเซ็นฟูฟ่องอยู่ข้างกาบเรืออยู่เป็นระยะๆ ความรู้สึกในเวลานี้มันช่างอิสระอย่างบอกไม่ถูก มองดูรอบๆ บริเวณจะเห็นภูเขาสลับซับซ้อนเรียงรายอย่างสวยงาม โอ้ว! นี่แหละใช่เลย แบบนี้เลยที่ชอบ ไม่คิดเลยว่า ที่ประเทศไทยจะมีสิ่งสวยงามแบบนี้อีกมากมายที่เรายังไม่ได้ไปสัมผัส  เพียงแค่คำบอกเล่าก็ยังไม่เท่ากับที่เรามาเจอด้วยตัวของเราเอง

       

    บันทึกภาพอยู่เพลินๆ หยดฝนเม็ดเล็กๆ ก็หล่นลงมาถูกบริเวณแขน แต่การบันทึกภาพก็ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเราได้เตรียมกล้องที่ใส่เคสกันน้ำเอาไว้แล้ว แหม! ระดับมืออาชีพจะพลาดได้ไง พอฝนเริ่มซาก็หยิบกล้องอีกตัวหนึ่งขึ้นมาบันทึกภาพสลับกันไปมา ใช้เวลาประมาณเกือบยี่สิบนาที เรือลำของพวกเราก็เคลื่อนตัวอ้อมไปทางด้านซ้าย เพื่อที่จะพาพวกเราไปแวะจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ เรือค่อยๆ ลดความเร็วลงอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง เสียงของนักท่องเที่ยวจากเรือลำอื่นดังขึ้นมาให้ได้ยิน มองไปตามต้นทางของเสียงก็เห็นนักท่องเที่ยวกำลังลงเล่นน้ำอยู่ข้างๆ เรือ ผมหันกลับมาทำหน้าที่บันทึกภาพในบริเวณที่เราหยุด ไกด์ของแพ 500 ไร่ หันมาบอกพวกเราและชี้ให้เห็น 

       

      “โน่นไงทางด้านซ้ายจะมีรูปคล้ายๆ อินเดียแดง” ไกด์หันมาบอกพวกเราในทีม พวกเราหันตามไปทางที่ไกด์บอกพร้อมกับันทึกภาพ เรือเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ จนพ้นตำแหน่งที่มองเห็นอินเดียแดง บางคนก็ถ่ายทันบ้าง ไม่ทันบ้าง และสำหรับบางคนก็ถึงกับดูไม่ออกเลยว่าเป็นรูปอินเดียแดง แต่ก็ถือว่าสนุกสนานกันไปแบบฮาๆ หยุดถ่ายภาพและชื่นชมธรรมชาติได้ไม่นาน เรือก็พาพวกเรามุ่งหน้าตรงไปยังที่พักของแพ 500 ไร่ 

เรือยังคงขับผ่านท้องน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลของเขื่อนเชี่ยวหลาน บริเวณรอบๆ จะมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนอย่างสวยงาม ละอองน้ำที่สาดกระเซ็นอยู่เป็นระยะๆ บวกกับคลื่นลมของมวลอากาศเย็นๆ พัดผ่านมาประทะให้เรารู้สึกสดชื่นอยู่ตลอดการเดินทาง สมาชิกที่อยู่บนเรือต่างก็พูดคุยสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

       

    เรือแหวกว่ายสายน้ำจนมองเห็นเป็นเส้นสายสวยงาม มองไปไกลๆ จนสุดสายตาก็เริ่มที่จะมองเห็นที่พักของแพ 500 ไร่ “อ้าว! ใกล้จะถึงแล้วนี่หว่า” ผมแอบอุทานคนเดียวอยู่ในใจ   คนอื่นก็เริ่มที่จะมองเห็นเช่นเดียวกันเรือแหวกว่ายผ่านสายน้ำได้ไม่นาน เรือลำที่พวกเรานั่งก็ค่อยๆ ลดความเร็วลงอย่างช้าๆ อย่างช้าๆ ผมลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบันทึกภาพทันที จวบจนกระทั่งเรือค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปเทียบท่าอย่าช้าๆ จนกระทั่งจอดสนิทพร้อมกับดับเครื่องยนต์ลง

         

    “ระวังครับ ระวัง” เสียงของพนักงานพูดบอกให้พวกเราระวังตัวในขณะที่กำลังก้าวขึ้นจากเรือ พวกเราก้าวขึ้นจากเรือแล้วก็พากันเดินเข้าไปยังด้านใน ไกด์พาพวกเราเดินไปนั่งยังโต๊ะที่จัดเตรียมเอาไว้ บริเวณภายในจะถูกจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มเอาไว้ต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง “เดี๋ยวพวกเราทานข้าวกันก่อนที่จะเข้าห้องพักนะคะ” เสียงของไกด์นำทางบอกให้พวกเราได้รับรู้

       

    พวกเรารับประทานอาหารมื้อเที่ยงและเดินชมบริเวณรอบๆ ของแพพอได้ย่อยอาหาร อยู่ๆ  ฝนก็ทิ้งเม็ดลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เราสองคนวิ่งหลบเข้าไปในชายคาของแพ มีสมาชิกบางส่วนได้เดินฝ่าสายฝนลากกระเป๋าเดินทางตรงเข้าไปยังห้องพักแบบเปียกๆ กันเลยทีเดียว สำหรับเราสามคนถือโอกาสนั่งเล่นหลบฝนพร้อมกับชื่นชมบรรยากาศรอบๆ บริเวณกันต่อ เส้นสายของเม็ดฝนที่ทิ้งตัวหล่นลงมากระทบกับผิวน้ำ ภาพที่เห็นตรงเบื้องหน้ามันสวยงามและเสริมสร้างบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

         

    ฝนยังคงทิ้งเม็ดโปรยปรายอยู่บางๆ พวกเราเดินฝ่าสายฝนอ้มไปทางด้านขวามือของห้องพัก พอไขกุญแจห้องพักแลเปิดประตูเข้าไป ทางด้านขวามือก็จะเป็นห้องน้ำ ใกล้ๆ กันจะมีบันไดสำหรับปีนขึ้นไปยังห้องพักด้านบน อันนี้เท่ไม่เบา ชอบเลย 

       

       

    จากประตู พอเดินตรงเข้าไปยังด้านใน จะมีห้องนอนที่มีเตียงนอนขนาดหกฟุตที่ปูด้วยผ้าขาว ด้านซ้ายมือจะมีเก้าอี้โซฟาวางให้นั่งเล่นชิลล์ๆ เปิดประตูทางด้านในสุดออกจะมีระเบียงยื่นออกไปสู่แมน้ำ ในขณะที่ยืนอยู่ด้านนอกบริเวณระเบียง หันมองไปทางด้านขวามือ จะเห็นที่พักเป็นหลังๆ เรียงรายอยู่ติดกันเป็นระยะๆ ทางด้านหน้าของระเบียง จะมีแพที่ทำจากไม้ไผ่ลอยู่บนผิวน้ำตลอดแนวของที่พัก มีเรือคายัคหลากสีสันจอดเกยหัวเรือพาดอยู่อย่างสวยงาม จนต้องเดินกลับไปหยิบเอากล้องออกมาถ่ายรูป เวลานี้แดดร่มลมตก ไม่รอช้า พวกเราองคนรีบจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า พายเรือคายัคเล่นกันสิครับ รออะไร ก่อนลงเรือก็ขอสร้างภาพเป็นที่ระลึกกันอีกซักหน่อยนึง (กลัวไม่มีภาพว่างั้น)

       

      การล่องเรือคายัคในครั้งนี้ อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ก็นี่เลย กล้องโกโปรติดเคสกันน้ำ เอาไว้ไปถ่ายภาพมุมกว้างกัน ขยับท่าทางให้เข้าที จัดวางตำแหน่งการนั่งว่าใครจะนั่งตรงไหน เสร็จแล้วก็ได้เวลาออกไปสำรวจพื้นน้ำกัน เรือคายัคค่อยๆ ขยับเขยื้อนออกจากท่าอย่างช้าๆ เฉไปเฉมาจนกว่าจะเข้าที่เข้าทาง (มือใหม่หัดพาย) พายออกมาได้ซักระยะก็ได้เวลาบันทึกภาพกัน หันกลับไปมองในขณะที่เรือล่อลลอยอยู่ด้านนอก มองเห็นแพที่พักพร้อมกับเรือคายัคเรียงรายอยู่อย่างสวยงาม แบ็คกราวนด์ด้านหลังเป็นภูเขาที่เขียวขจี มันช่างเป็นภาพที่สวยงามจริงๆ

       

    เราสองคนพายเรือคายัคเพื่อชมบริเวณรอบๆ พร้อมกับบันทึกภาพไปด้วย หลังจากนั้นก็จะพายไปยังบริเวณทางด้านซ้ายที่มองเห็นพงหญ้าเขียวๆ อยู่ไกลๆ มองดูผิวน้ำในขณะที่เรือเคลื่อนตัวไปยังจุดหมาย จะมองน้ำใสๆ สีเขียวมรกต เอื้อมมือไปตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา น้ำใสและสะอาดมากๆ

       

    ใช้เวลาไม่นานมาก เราสองคนก็พาเรือคายัคมาถึงจุดหมายที่วางเอาไว้ มองเห็นพงหญ้าสีเขียวขจีชูใบอยู่เหนือผิวน้ำ “เราพายแหวกเข้าไปเลย สวยดี” เราพายเรือฝ่าเข้าไปตรงกลางของพงหญ้าอย่างช้าๆ กล้องในมือถูกหยิบขึ้นมาบันทึกภาพอีกแล้ว นั่นปะไร พายเรือคายัคลัดเลาะไปเรื่อยๆ พร้อมกับบันทึกภาพจนเป็นที่พอใจ คราวนี้ก็ได้เวลาพายเรือเพื่อกลับไปยังที่พัก

       

    ลมเย็นๆ พัดผ่านมาเป็นระยะๆ ในขณะที่พายเรือกลับ ถ้ามองมุมภาพจากท้องฟ้า จะเห็นเรือคายัคสีส้มและเราสองคนยังคงพายเรืออยู่กลางลำน้ำของเขื่อนอย่างชัดเจน พายเรือกันไปพร้อมๆ กับชื่นชมบริเวณโดยรอบ คราวนี้การพายเรือเริ่มเป็นมืออาชีพมากขึ้น ไม่เฉไป เฉมาอีกแล้ว มองกลับยังที่พักที่อยู่ไกลๆ นักท่องเที่ยวบางส่วนก็เริ่มที่จะออกมาพายเรือคายัคเล่นกัน เราสองคนพายเรืออ้อมไปเข้าที่พักทางด้านขวามือ แล่นผ่านบริเวณสำหรับเช็คอิน ผ่านสระน้ำแล้วก็เลี้ยวเข้าทางด้านขวามืออีกทีก็ถึงที่พัก

       

    คลื่นน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกๆ ในขณะที่เราสองคนพายเรือคายัคเข้าหาฝั่งที่พัก จอดเรือเสร็จก็ก้าวลงจากเรือด้วยความระมัดระวัง ลุกขึ้นยืนพร้อมกับสูดอากาศเข้าเต็มปอด อุทานเบาๆ ด้วยความสะใจในความสุขที่ได้รับในครั้งนี้ สุดดยอดมากๆ รู้สึกดีๆ มีความสุขและอิสระก็ครั้งนี้แหละ บอกเลย 

       

      เดินเข้าห้องพักเพื่อไปทำการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว ทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เพื่อเตียมพร้อมกับการชื่นชมบรรยากาศชิลล์ๆ ในยามเย็น เวลานี้ก็ปาไปเกือบหกโมงเย็นแล้ว อากาศในยามนี้มันช่างเหมาะกับการนั่งจิบเบียร์ริมระเบียงกันจริงๆ พวกเราจัดแจงยกโซฟาที่ตั้งอยู่ภายในห้อง เอามันออกไปตั้งด้านอกพร้อมกับโต๊ะตรงกลาง อุปกรณ์ฟังเพลงและลำโพงบลูทูธถูกเปิดใช้งานทันทีเพื่อรองรับอารมณ์ในยามนี้ เบียร์พร้อม คนพร้อม เพลงพร้อม และบรรยากาศก็พร้อม กำลังจะนั่งลงเพื่อจิบเบียร์ท่ามกลางบรรยากาศในยามสิ้นแสงสุดท้าย  ไม่ทันได้หย่อนก้นลงถึงพื้นโซฟา แม่เจ้า! ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมาตอนนี้ซะงั้น อะไรวะ มันเหมือนแกล้งกันนี่หว่า? เฮ่อ! เซ็งเลยงานนี้ เก็บของสิครับรออะไรเดี๋ยวก็เปียกหรอก ไม่ชิลล์ก็ได้วะ

    เก็บของเสร็จก็ไปนั่งจิบเบียร์เซ็งๆ อยู่ภายในห้องพัก เม็ดฝนพร่างพรูลงมาอย่างไม่ขาดสายเหมือนแกล้ง เฮ่ย! บันทึกภาพสิครับช่วงนี้ แสงทไวไลท์มาเยือนแล้ว ถ่ายภาพตอนฝนตกปรอยๆ นี่แหละ หลังจากนั้นการบันทึกภาพก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ ก็ยังดีที่ทันได้ภาพ เฮ่อ! เกือบพลาดไปแล้วดีนะที่ได้ตั้งหนึ่งภาพ สบายใจไป

    หลังจากนั่งดื่มเบียร์จนกระทั่งฝนเริ่มซาเม็ดก็ได้เวลาไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกัน จนกระทั่งอิ่มได้ที่ก็เดินกลับห้องพักเพื่อทิ้งตัวเอนกายลงนอนพักผ่อน ท่ามกลางบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยความมืดมิด มีเสียงของจั๊กจั่นเรไรคอยขับกล่อมให้ฟังอยู่ตลอดทั้งคืน รอเพียงรุ่งเช้าของวันใหม่ก็จะได้เวลาเดินทางกลับขึ้นฝั่งกันต่อไป

    “เฮ้ย! เช้าแล้วนี่หว่า เดี๋ยวออกไปถ่ายภาพเก็บบรรยากาศในยามเช้าดีกว่า” แสงที่เล็ดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามายังห้องนอนมันทำให้ต้องลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปแหวกผ้าม่านเพื่อมองออกไปยังด้านนอก ภาพที่เห็นมันช่างสวยงามได้บรรยากาศเอามากๆ หมอกบางๆ ถูกปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ มองเห็นภูเขาที่ซ้อนกันอยู่ไกลๆ ภาพทั้งหมดก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อบันทึกภาพเช่นกัน จำได้ว่ากดชัตเตอร์ไปก็เกือบสิบภาพจนเป็นที่พอใจ 

       

       

      เช้าวันนั้น หลังจากอาบน้ำอาบท่าพร้อมกับรับประทานอาหารเช้ากันแล้ว เวลาเดินทางกลับก็ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงสายๆ ของวัน ท้องฟ้าแลดูสดใสพร้อมกับมีเมฆปกคลุมบางๆ เสียงเครื่องยนต์ดังคำรามขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าได้เวลาขึ้นเรือแล้ว พวกเราพากันก้าวขึ้นเรือด้วยความระมัดระวัง หลังจากนั้นเรือก็เคลื่อนตัวออกจากท่า หันหัวเรือและเร่งเครื่องไปในทิศทางที่จะกลับเข้าฝั่งทันที 

       

    ในช่วงเดินทางกลับ ไกด์ก็ได้พาพวกเราล่องเรือชมบรรยากาศกันต่ออีก ทริปถือว่าคุ้มค่าจริงๆ เรือแล่นออกมาได้ครึ่งทาง ฝนก็เทลงมาแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ทุกคนรีบหยิบเสื้อกันฝนมาสวมใส่จนมองดูหน้าตาแปลกไปจากเดิมเยอะเลย

    เรือเคลื่อนตัวทวนกระแสน้ำท่ามกลางบรรยากาศอันสดชื่นของเม็ดฝน ผ่านบริเวณสองฟากฝั่งของทิวเขาที่สลับซับซ้อนอันสวยงาม การบันทึกภาพก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ จนกรัะทั่งเริ่มมองเห็นฝั่งของท่าเรืออยู่ไกลๆ ฝนเริ่มซาเม็ดลงในขณะที่เรือเริ่มแล่นเข้าหาฝั่ง พวกเราทั้งหมดต่างก็เตรียมพร้อม บางคนก็เริ่มที่จะถอดเสื้อกันฝนออก ได้ยินเสียงของผู้คนที่อยู่บนฝั่งดังขึ้นเรื่อยๆ เรือเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งพร้อมกับลดความเร็วลงอย่างช้าจนกระทั่งจอดเทียบท่า

       

    “เฮ่อ! ถึงซะที” ผมแอบอุทานในใจเบาๆ จะได้เดินทางกลับเสียที ความสุขที่ได้ล่องเรือไปเที่ยวที่แพห้าร้อยไร่กางเขื่อนเชี่ยวหลาน มันช่างมีความสุขซะเหลือ ความสุขที่ไม่คิดว่าจะได้มากกว่าที่เราได้คิดกันไว้เสียอีก ได้พบกับประสบการณ์บางช่วงบางตอน ได้พายเรือคายัค ได้ถ่ายภาพ ได้ลงเล่นน้ำท่ามกลางบรรยากาศอันสดชื่นสวยงาม ที่สำคัญ สงบ อิสระและเป็นส่วนตัวเอามากๆ จนมาคิดว่า หนึ่งวันกับการพักหนึ่งคืนสำหรับที่นี่ มันอาจจะน้อยเกินไป อย่างน้อยก็ต้องซักสองคืนถึงจะเพียงพอกับการดื่มด่ำบรรยากาศ ชอบครับ ชอบมาก 

    สนใจที่จะเดินทางไปเที่ยวแพ 500 ไร่ นี่เลยเบอร์โทร 077-953-013 หรือคลิกเว็บไซต์ www.500rai.com ลองติดต่อกันดู หรือถ้าไม่อยากไปกับแพ 500 ไร่ ก็ลองหาแพอื่นก็ได้นะครับ

.

 

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *