• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • มาสด้าพาเที่ยว “เบตง” กับ กิจกรรม Mazda Sky Active Caravan

มาสด้าพาเที่ยว “เบตง” กับ กิจกรรม Mazda Sky Active Caravan

เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดกิจกรรมที่มีชื่อว่า  Mazda Sky Active Caravan เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมทดสอบรถยนต์นั่งรุ่นล่าสุด New Mazda CX-8 ซึ่งได้ทำการเปิดตัวไปได้ไม่นาน กิจกรรมในครั้งนี้ทางมาสด้าได้พาสื่อมวลชนเดินทางยังภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่กันที่ อำเภอเบตง จ.ยะลา เพื่อไปเดินชมทะเลหมอกกันที่ สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง

ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทาง มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ที่ได้เชิญเว็บไซต์ joinalifethailand.com เข้าร่วมเดินทางและเข้าร่วมทดสอบ New Mazda CX-8 ในครั้งนี้

เช้าของวันที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลาประมาณตีห้ากว่าๆ สื่อมวลชนได้เดินทางไปรวมตัวกันที่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางไปยังสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบ New Mazda CX-8 เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันเสร็จก็พากันเดินไปขึ้นเครื่องบิน ครั้งนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia FD 3102 ใช้เวลาในการเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าก็ถึงสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา จากสนามบินก็ออกเดินทางต่อด้วยรถตู้เพื่อไปยังโชว์รูมมาสด้า ด้วยระยะทาง 16 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 21 นาที่ก็ถึงโชว์รูม 

เดินทางถึงโชว์รูมมาสด้าเวลาแปดโมงกว่าๆ หลังจากนั้นก็พากันเข้าห้องเพื่อรับฟังรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมและข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ Mazda CX-8 ที่จะให้สื่อได้ขับทดสอบในครั้งนี้ โดยมีรุ่นที่แตกต่างกันไป ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล

สำหรับคันของเรานั้นได้ เบอร์ 2 คันสีขาว เป็นรถยนต์ New Mazda CX-8 รุ่น Starter  (รุ่นเริ่มต้น) เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.5 ลิตร (Skyactiv-G 2.5) ให้พละกำลังถึง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 258 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุด 13.2 กม./ลิตร* และในทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีภายใต้ SKYACTIV-Vehicle Dynamics ช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะในทางโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเพิ่มความสุนทรีย์ภายในห้องโดยสารด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode 

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ มีรถยนต์ New Mazda CX-8 ให้สื่อขับทดสอบทั้งหมด 15 คัน 15 เบอร์ สำหรับคันของเราได้เบอร์ 2 คันสีขาว โดยมีสื่อที่นั่งไปทั้งหมด 5 สื่อด้วยกัน 

เมื่อได้เวลาทั้งหมดก็มารวมตัวกันที่ด้านหน้าโชว์รูมเพื่อทำการถ่ายภาพหมู่ หลังจากนั้นก็พากันออกเดินทางเพื่อทำการขับทดสอบ New Mazda CX-8 โดยมีจุดหมายอันดับแรกที่จะไปก็คือ มัสยิดกรือเซะ ซึ่งมีระยะทาง 115 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางร่วมๆ สองชั่วโมง โดยที่คนขับมือแรกจากค่าย D Car Magazine ซึ่งนั่งคู่กับน้าตั๋ม ผมนั่งอยู่แถวที่สองคู่กับคุณจอยณัฐนันท์ จากเพจ เที่ยวฟินกินช้อป ส่วนน้องเปิ้ลนั้นนั่งอยู่เบาะแถวที่สาม

สำหรับรูปลักษณ์ภายอกและภายในของ New Mazda CX-8 เรียบหรู ดูดี ภายในห้องโดยสารถือว่ากว้างขวาง นั่งกันแบบสบายๆ ไม่อึดอัด หันไปถามน้องเปิ้ลที่นั่งอยู่แถวที่สาม น้องบอกว่ามันโอเคมากกว่ารุ่นแรกๆ เยอะเลย อืม! ก็ยังไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ เดี๋ยวเอาไว้ไปลองนั่งดูบ้าง แล้วค่อยมาบอกเล่าอีกทีนะ

เวลาประมาณ 11 โมงกว่าๆ ก็เดินทางถึงมัสยิดกรือเซะ จอดรถเสร็จก็พากันเดินเข้าไปเพื่อชื่นชมความงดงามของมัสยิด อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนเอาเรื่อง แดดเปรี้ยงกันเลยทีเดียว แต่ก็ดีนะ ภาพถ่ายจะได้ออกมาสวยๆ หน่อย ใช้เวลาในการเดินชมพร้อมทั้งถ่ายรูปกันก็นานพอสมควร 

มัสยิดกรือเซะ (มลายู : Masjid Kerisek) หรือ มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีในจังหวัดปัตตานี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง (คำว่า ปิตู แปลว่า ประตู กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง) มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี  

เดินทางออกจากมัสยิดกรือเซะเเวลาใกล้ๆ เที่ยง โดยเดินทางไปยังศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ก็ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 12 นาที่เท่านั้นเอง จอดรถดับเครื่องยนต์เสร็จก็เดินเข้าไปภายใน เวลานี้อากาศก็ยังคงร้อนและฟ้าเปิดเหมือนเดิม แต่ด้วยแรงศรัทธา ความร้อนเลยไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับพวกเราเลย

ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือเป็นที่รู้จักในนาม ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นศาลเจ้าตามคติจีนหนึ่งในสามแห่งของจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานเดชานุชิตในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดปัตตานีและใกล้เคียง ภายในประดิษฐานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (ภาษามลายูปัตตานีว่า โต๊ะแปะกงแมะ หรือโตะกงแมะ) โดยมีตำนานที่ยึดโยงกับสถานที่และโบราณสถานอื่น ๆ ในจังหวัดปัตตานี ใช้เวลาอยู่ที่ศาลเจ้าแม่สักระยะหนึ่งก็พากัออกเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่ภัตตาคารลอนดอน ซึ่งก็อยู่บริเวณใกล้ๆ กับศาลเจ้าแม่ โดยมีระยะทางเพียงแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

เดินทางถึงร้านอาหารเวลาใกล้ๆ เที่ยง ต่างคนต่างก็หิวพอดี มื้อนี้ทางทีมงานมาสด้าเตรียมจัดเมนูเด็ดๆ หลากหลายเมนูมาให้ได้รับประทานกัน เสร็จจากร้านอาหารก็ไปต่อที่ร้านกาแฟ ชื่อ ว่าง ซึ่งร้านก็อยู่ในบริเวณเดียวกันกับร้านอาหารนั่นแหละ นั่งดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟได้สักพักก็พากันออกเดินทางกันต่อ โดยมีจุดปลายทางอยู่ที่ อุโมงค์ปิยะมิตร 

ในช่วงนี้ผมได้เปลี่ยนไปนั่งเบาะแถวที่สาม เวลาก้าวขึ้นไปก็ต้องเลื่อนเบาะแถวที่สองไปข้างหน้า การก้าวขึ้นไปก็ลำบากเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะตัวใหญ่และสูงก็เป็นได้ เข้าไปนั่งได้ที่แล้วก็ต้องเลยว่า  โอเค ไม่อึดอัดเหมือนรุ่นก่อนหน้า แต่ทางที่ดีก็ต้องขยับเบาะนั่งแถวที่สองไปข้างหน้าด้วย เพื่อเป็นการเฉลี่ยซึ่งกันและกัน ขยับพอได้ที่และลงตัวก็โอเคเลย นั่งแบบสบายๆ ระดับของขาหน้าก็ไม่สูงชันจนเกินไป สามารถที่จะนั่งเดินทางกันไปได้แบบยาวๆ ก็ถือว่า ครั้งนี่ทางมาสด้าทำออกมาได้ดีทีเดียว

ระหว่างทางก็มีแวะเข้าห้องน้ำกันที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านธารโต ที่ปั๊มนี้ก็จะมีรูปปั้นไก่เบตง และรูปปั้นของคนป่าซาไก ก็มีสร้างภาพกันนิดหน่อยเพื่อเป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งเราได้มาที่นี่แล้วนะ ใช้เวลาไม่นานก็ออกเดินทางกันต่อไปยังอุโมงค์ปิยะมิตร ระยะทางอยู่ที่ 176 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็ขับและนั่งดูวิวทิวทัศน์ข้างทางกันแบบเพลินๆ เส้นทางคดเคี้ยวเขียวขจีไปด้วยแมกไม้ ดูแล้วสดชื่นดีจริงๆ

เดินทางถึงอุโมงค์ปิยะมิตรเกือบๆ หกโมงเย็น อากาศกำลังเย็นสบาย จอดรถดับเครื่องยนต์เสร็จก็พากันเดินเข้าไปยังบริเวณด้านใน ซึ่งก็ต้องเดินลอดซุ้มขนาดใหญ่ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงบริเวณทางเข้าของอุโมงค์ ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยเปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 . จนถึงเวลา 16.30

การเดินเข้าไปชมภายในอุโมงค์จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางก็จะมีการติดตั้งไฟฟ้าอยู่ตลอดแนวของอุโมงค์ วันนี้อากาศเย็นสบายชุ่มฉ่ำ เดินกันเพลินๆ แต่ก็เหนื่อยเอาเรื่อง เพราะต้องเดินขึ้นเนินเขาไปเรื่อยๆ  บริเวณสองข้างทางเต็มไปด้วยพรรณไม้ใหญ่น้อยนานาชนิด มีลำธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา ก็หยุดแวะสร้างภาพกันเป็นระยะๆ ตอนแรกก็คิดว่าจะเดินไปให้สุดจนถึงด้านในที่เป็นอุโมงค์ แต่ด้วยสังขารที่ไม่เอื้อ ก็เลยหยุดอยู่ที่บริเวณที่มีแผนที่บอกทาง คิดว่าไม่รอดแน่ถ้าเดินให้จบ เลยเปลี่ยนใจเดินย้อนกลับออกมาทางเดิมที่เป็นทางเข้าในตอนแรก อ้าว! ซะยังงั้น 5555+

อุโมงค์ปิยะมิตร เป็นอุโมงค์ประวัติศาสตร์ของการรบของคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้นเมื่อ .. 2519 ตั้งอยู่บ้านปิยะมิตร หมู่ที่ 2 ตำบลตะเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีความยาวของอุโมงค์ประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ก่อนมีทาง ออก 9 ทาง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ทาง อุโมงค์ปิยะมิตรจะเข้าทางเดียวกับบ่อน้ำร้อนเบตงและน้ำตกอินทสร อยู่เลยบ่อน้ำร้อนอีก 3 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ที่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรืออดีตกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) สร้างขึ้นเป็นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เขต 2 เมื่อปี พ.. 2519 เพื่อใช้หลบหลีกการโจมตีทางอากาศและใช้เป็นสถานที่สะสมเสบียงอีกด้วย 

การสร้างใช้กำลังคน 40 – 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา และใช้เวลาเพียง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ อุโมงค์มีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือ 6 ทาง ภายในมีสถานีวิทยุของ จคม. ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง มีซอกมีมุมให้เลี้ยวลัดเลาะ ด้านบนเป็นป่ารกมีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม ยากแก่การค้นหาและถูกค้นพบโดยทหารฝ่ายรัฐบาล ข้อมูลคร่าวๆ ก็จะประมาณนี้

จากอุโมงค์ปิยะมิตรก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ แหม! มากับมาสด้าทริปนี้ ไม่ใช่แค่ขับทดสอบรถอย่างเดียวนะ มาสด้าจัดทริปเที่ยวให้กันแบบอิ่มๆ จุกๆ กันด้วย งั้นก่อนจะเข้าไปยังที่พัก ทางทีมงานมาสด้าเลยพาไปแวะสร้างภาพเช็คอินกันที่ด่านเบตง ระยะทางก็แค่ 25 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง เดินทางไปถึงก็เป็นเวลาโพล้เพล้พอดี สร้างภาพออกมากำลังสวยเลย เพราะแสงกำลังได้ที่ ก็อยู่สร้างภาพกันที่ด่านร่วมๆ ชั่วโมงก็พากันเดินทางต่อไปยังโรงแรมแมนดาริน ระยะทางแค่ 7 กิโลกว่าๆ เอง

ด่านเบตง เป็นเขตแดนที่กั้นระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ประชาชนของทั้งสองประเทศจะใช้เป็นช่องทางร่วมกันไปมาหาสู่และค้าขายระหว่างกันและกัน ที่นี่ถือเป็นจุดสิ้นสุดของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า ใต้สุดสยาม ใครที่มาเที่ยงเบตงแนะนำให้แวะมาเยี่ยมชมและสร้างภาพเช็คอิน เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงเบตง ว่ามั้ย?

เดินทางออกจากด่านเบตงก็หกโมงเย็นกว่าๆ คราวนี้ก็ได้เวลาเดินทางไปยังที่พักในตัวอำเภอเบตง คืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรมแมนดาริน เพราะพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะต้องออกเดินทางไปที่สกายวอล์คอัยเยอร์เวง ก่อนเข้าที่พักทางทีมงานก็พาขับรถเที่ยวที่อำเภอเบตงกันก่อน ขับผ่านหอนาฬิกาและตู้ไปรษณีย์ที่สูดที่สุดในประเทศไทย แล้วก็พาไปขับลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ที่มีความยาวถึง 273 เมตร ถือเป็นอุโมงค์ที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย เวลาประมาณหนึ่งทุ่มก็พากันเดินทางเข้าไปที่พักยังโรงแรมแมนดาริน

โรงแรมแมนการิน เบตง ถือเป็นโรงแรมที่มีชื่อและเก่าแก่ของเบตงเลยก็ว่าได้ ใครที่ไปเที่ยวเบตงแนะนำให้ไปพักที่นี่เลย เพราะเป็นโรงแรมที่ถือว่าได้มาตรฐานของคำว่าโรงแรมจริงๆ โรงแรมห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของตัวเบตงไม่มากนัก สามารถเดินจากโรงแรมไปเที่ยวได้เลย ไม่ว่าจะเป็น อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ หอนาฬกา ตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย รวมไปถึงร้านอาหารและของกินในยามค่ำคืน

มื้อค่ำทางมาสด้าเลยพาพวกเราไปรับประทานอาหารใกล้ๆ กับโรงแรม ชื่อว่าร้านต้าเหยิน(กิตติ)  เพราะทางมาสด้าต้องการที่จะให้พวกเราได้กินไก่เบตง ซึ่งถือเป็นเมนูเด็ดและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเบตง นอกจากเมนูไก่เบตงแล้ว ทางมาสด้ายังจัดเมนูมาให้รับประทานกันอีกหลากหลายรายการ มื้อนี้เลยทำเอาพวกเราอิ่มและแน่นท้องไปตามๆ กัน

ออกจากร้านอาหารก็พากันแวะเดินเล่นสร้างภาพกับาสถานที่สำคัญๆ ไม่ว่าะเป็น ตู้ไปรษณีย์ หอนาฬิกา แล้วก็เดินเลยขึ้นไปเดินชมและถ่ารูปกันอีก ที่ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ก่อนเดินกลับเข้าที่พักพวกเราก็อดไม่ได้ที่จะแวะซื้อโรตีร้านดังกลับเข้าไปกินกันอีกด้วย  ค่ำคืนนี้ก็เป็นอันจบกิจกรรมสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวและขับทดสอบ New Mazda CX-8 รอเพียงรุ่งเช้าของอีกวันที่จะต้องออกเดินทางไปเที่ยวยังสกายวอล์คอัยเยอร์เวง

—————————————————————

[รุ่งเช้าของอีกวัน ที่ เบตง]

และแล้วก็ถึงวันและเวลาสำคัญ นั่นก็คือ การเดินทางไปชมสกายวอล์คอัยเยอร์เวง แต่ทริปของมาสด้าไม่เน้นมาดูทะเลหมอกนะ ทริปนี้ก็เลยสบายๆ กันหน่อย ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด อย่างนี้สิชอบบบบบ เพราะเอาเข้าจริงๆ วันไหนที่จะมีทะเลหมอก ตื่นสายก็ไปทันเห็นหมอกได้เหมือนกัน อันนี้ทางมาสด้าศึกษาหาข้อมูลมาแล้วด้วย เยี่ยมเลย

ออกเดินทางออกจากโรงแรมที่พักเวลาประมาณแปดโมงเช้านิดๆ ขับผ่านหอนาฬิกาและตู้ไปรษณีย์ ขับตรงไปตามถนนมุ่งหน้าสู่สกายวอล์คอัยเยอร์เวง แต่ก่อนที่จะเดินทางไปยังเป้าหมาย ทางมาสด้าก็เลยพาทั้งคณะแวะถ่ายรูปเช็คอินกันที่แลนด์มาร์คของเบตงอีกที่หนึ่ง นั่นก็คือ OK Betong [โอเค เบตง] ซึ่งสถานที่ก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก สร้างภาพเช็คอินกันพอได้ที่ก็พากันออกเดินทางกันต่อ คราวนี้ขับยาวๆ กันไปเลย ด้วยระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง เส้นทางที่ขับผ่านก็คดโค้งไปมา ถนนหนทางของที่นี่ถือว่าดีเอามากๆ มันจึงเหมาะกับการขับทดสอบสมรรถนะของ New Mazda CX-8 จริงๆ การจึดเกาะถนนในช่วงเข้าโค้งถือว่าทำได้ดี เกาะหนึบ ไม่มีแกว่งให้เห็น ในช่วงเวลาประมาณเก้าโมงกว่าๆ ทั้งคณะก็เดินทางถึงลานจอกรถของสกายวอล์คอัยเยอร์เวง

สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังสกายวอล์คอัยเยอร์เวงนั้น ยานพาหนะทุกคันจะต้องไปจอดที่ลานจอดของที่นี่เท่านั้น เสร็จก็ต้องนั่งรถสองแถว หรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซต์เพื่อขึ้นไปยังบริเวณด้านบนที่เป็นสกายวอล์ค พวกเราเลือกที่จะนั่งรถสองแถวเพราะเป็นกรุ๊ปใหญ่ ใช้เวลาไม่นานมากรถสองแถวก็พาเราไปส่งอยู่ยังบริเวณด้านบนที่เป็นสกายวอล์คอัยเยอร์เวง

ลงรถสองแถวเสร็จก็เดินเข้าไปยังบริเวณด้านใน ซึ่งุกคนก็จะต้องใส่รองเท้าที่เป็นถุงพลาสติกสำหรับเดินทบนสกายวอ์ค เพื่อป้องกันกระจกของสกายวอล์คเป็นรอย มองดูเท้าของทุกคนที่ใส่ สีเขียวสดใสเด่นกว่าคนเสียอีก  5555+

เวลาประมาณเก้าโมงกว่าๆ เมฆปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สำหรับวันนี้ไม่มีทะเลหมอกให้พวกเราได้ชื่นชมกันเลย ก็บอกแล้วว่า ถ้าวันไหนมีมันก็คือมี จะเวลาเช้าหรือสายๆ มันก็มี แต่วันนี้มันไม่มีก็ไม่เป็นไร ขึ้นไปเดินชมวิวถ่ายรูปกันก็ได้ ไหนๆ ก็มากันแล้ว ว่ามั้ย?

สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง มีความโดดเด่นในเรื่องของการชมทะเละหมอกในยามเช้าๆ ไปพร้อมๆ กับชมพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อรับแสงแรกยามรุ่งอรุณ เป็นภาพและบรรยากาศที่สวยงามเอามากๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนและคนในพื้นที่อีกด้วย

สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 90 ล้านบาท เป็นอาคารโครงสร้างเหล็ก มีความสูงถึง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และมีลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุอีกด้วย

วันนี้อากาศโดยรวมถือว่าโอเคมาก การเดินชมวิวบนสกายวอล์คเป็นไปด้วยความราบรื่น พวกเราขึ้นไปชั้นบนสุดด้วยลิฟท์ แล้วก็เดินชมวิวพร้อมกับถ่ายรูปไล่ลงมาเรื่อยๆ มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างขวาง มีภูเขาสลับซับซ้อนเขียวขจีและสวยงามมาก หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปยังสกายวอล์ค เดินไปจนถึงบริเวณที่เป็นกระจก ตรงนี้ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยทีเดียว ที่ตรงนี้พวกเราต่างสนุกสนานกับการถ่ายรูปสร้างภาพกันเยอะเลย บางคนก็กลัวความสูงจนไม่กล้าเดินออกไปที่ริมของสกายวอล์ค มองเห็นอาการของคนที่กลัวแล้วน่าเห็นใจ ขานี่สั่นกันเลยทีเดียว ใช้เวลาอยู่ที่บริเวณนี้ค่อนข้างนานพอสมควร จนกระทั่งได้เวลา ทางทีมงานเลยเรียกพวกเราให้เดินลงไปยังบริเวณด้านล่างเพื่อที่จะได้ออกเดินทางกันต่อ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ วัดช้างให้ ระยะทาง 108 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเท่านั้น

จากสกายวอล์คอัยเยอร์เวงมุ่งหน้าไปยังวัดช้างให้ คราวนี้ก็ได้เวลาเปลี่ยนคนขับ เป็นคุณจอยณะนันท์ จากเพจ เที่ยวฟินกินช้อป โดยมีผมนั่งประกบอยู่ข้างๆ เพื่อทำการบันทึกภาพ สำหรับที่นั่งด้านหน้านั้นถือว่ากว้างขวาง ไม่อึดอัด ขายาวๆ แบบผมสามารถที่จะยืดและดเหยียดได้กันแบบสบายๆ ผมว่า New Mazda CX-8 ทำออกมาดูดี วัสดุและงานละเอียดมากๆ บอกเลย อุปกรณ์การใช้งานก็ให้กันมาแบบจัดเต็ม ซื้อมาแล้วไม่ต้องไม่เสริมเติมแต่งกันอีก จบในครั้งเดียวเลย เชื่อสิ

เดินทางถึงวัดช้างให้เวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ ของวัน วัดช้างให้จะอยู่ติดกับรางรถไฟ จอดรถเสร็จก็ต้องเดินข้ามรางรถไฟเพื่อเข้าไปยังบริเวณวัด ถ่ายรูปเพลินๆ รถไฟก็ผ่านมาพอดี รอะไรกันหละ ก็พากันสร้างภาพกับขบวนรถไฟสิครับ หลังจากนั้นก็พากันเดินเข้าเพื่อสักการะองค์หลวงปู่ทวดที่บริเวณด้านใน 

ใช้เวลาอยู่ที่วัดช้างให้ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง เสร็จแล้วก็พากันออกเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกันที่ร้านสี่กั๊ก ครั้งนี้ก็เปลี่ยนคนขับจากค่าย D Car Magazine ใช้เวลาในการเดินทางไปยังร้านอาหารแค่ 15 นาที ระยะทางแค่ 14 กิโลเมตรเท่านั้นเอง มื้อเที่ยงทางมาสด้าจัดเมนูอาหารมาให้พวกเรากันแบบหลากลาย อิ่มกันแบบจุกๆ กันเลยทีเดียว

เสร็จจากร้านอาหารก็ออกเดินทางกันต่อ คราวนี้ก็เป็นเป้าหมายสุดท้ายของทริป นั่นก็คือ โชว์รูมมาสด้า ชูเกียรติยนต์ โดยมีระยทางอยู่ที่ 102 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงนิดๆ ก็เล่นทำเอาคนที่นั่งไปในคันเดียวกันมีหลับกันหลายคน คันของพวกเราเดินทางถึงโชว์รูมมาสด้าเวลาสี่โมงเย็นกว่าๆ จอดรถด้านหน้าโชว์รูมเสร็จ ก็ลงไปขึ้นรถตู้ที่จอดรอพวกเราอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินทางไปยังสนามบินหาดใหญ่เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ เป็นอันเสร็จภารกิจของกิจกรรมการขับทดสอบ New Mazda CX-8 ในครั้งนี้ 

ขอขอบคุณอีกครั้งกับ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ที่ได้เชิญเว็บไซต์ joinalifethailand.com เข้าร่วมเดินทางและเข้าร่วมทดสอบ New Mazda CX-8 ในครั้งนี้

Previous «
Next »