• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • พาเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทริป “ห่างไกล แต่ไม่ห่างเหิน”

พาเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทริป “ห่างไกล แต่ไม่ห่างเหิน”

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางรายการที่นี่สุขภาพดี จากสถานีเสียงสามยอด, สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทยจีน, กอ.รมน., CPRAM และทาง ททท. สำนักงานนราธิวาส ได้ร่วมมือกันจัดทริปพาคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเติมพลังบวกให้กับสังคม ภายใต้ชื่อทริปห่างไกล แต่ไม่ห่างเหินเพื่อเป็นการส่งเสริมทางด้านการท่องเที่ยว ให้สื่อมวลชนนำมาเผยแพร่ให้กับสาธารณชนและนักท่องเที่ยวได้รับรู้ เป็นการบอกกล่าวเล่าขานว่า ณ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ งามๆ อีกมากมาย รอการมาเยือนและค้นพบจากนักนักท่องเที่ยว และเป็นการย้ำเตือนว่า สามชายแดนภาคใต้ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิดกัน

[ วั น เ เ ร ก ข อ ง ก า ร เ ดิ น ท า ง ]

ช่วงเช้าตรู่เวลาหกโมงเช้า ทางทีมงานและคณะสื่อมวลชนทั้งหมดก็ได้รวมตัวกันที่สนามบินดอนเมือง เพื่อร่วมเดินทางไปจังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยบินไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ ก่อนที่รถตู้จะนำทั้งคณะเดินทางต่อไปยังสถาที่ต่างๆ การเดินทางในครั้งก็มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักร่วมเดินทาง 

 เครื่องบินจากสายการบินนกแอร์พาทั้งคณะเดินทางถึงสนามบินหาดใหญ่ช่วงเวลาประมาณสิบโมง โดยมี พ.. ชลัช(เสธ.โทน) ศรีวิเชียร จาก กอ.รมน. มาคอยต้อนรับอยู่ที่สนามบิน หลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน สถานที่ที่เดินทางไปมอบของในช่วงเช้าวันนี้ ก็คือ วัดหาดใหญ่ใน (วัดมหัตตมังคลาราม) ในครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาส ถึง 2 รูป คือ พระครูบัณฑิตธรรมลังการ เจ้าอาวาสวัดยางทอง เจ้าคณะอำเภอสะเดา จ.สงขลา และ พระครูมงคลถาวรกิจ เจ้าอาวาสวัดหาดใหญ่ใน (วัดมหัตตมังคลาราม) อำเภอหาดใหญ่ 

เสร็จแล้วก็เดินทางไปมอบขนมและน้ำจาก CPram ที่วัดโคกสมานคุณ โดยมี คุณพิพัฒน์ เสนาพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการโรงเรียนสมานคุณวิทยาทน เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยทีมนักกีฬาโรงเรียนให้การต้อนรับ และก่อนออกเดินทางก็แวะชมความสวยงามของวัดโคกสมานคุณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กันอีกเล็กน้อย

 วัดโคกสมานคุณ  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ  วัดเก่าแก่ของเมืองหาดใหญ่ที่ก่อตั้งมาเกือบ  100  ปี  ตั้งอยู่บนถนนโชคสมาน  (ด้านหลังบ้านพักตำรวจ)  โดยเมื่อ  พ.ศ. 2520  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ได้เสด็จยกช่อฟ้าพระอุโบสถ  และพระราชทานราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อบำรุงวัด  ด้วยเหตุนี้วัดโคกสมานคุณจึงกลายเป็นพระอารามหลวง  เป็นศาสนสถานที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวหาดใหญ่  ภายในวัดประกอบไปด้วยพระอุโบสถ  กุฏิสงฆ์  หอสมุด  และพระอารามที่มีความวิจิตรงดงาม // พิกัด : วัดโคกสมานคุณ https://maps.app.goo.gl/erPVSipGgiPssRYF9

เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ก็ออกเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อแรกของวันกันที่ ร้าน Ikhwan ก็ต้องบอกเลยว่าถ้าใครได้มาลองชิมรสชาติอาหารของร้านนี้ หลายคนต้องต้แงติดใจ โดยเฉพาะเมนูไก่แซ่บ ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อร่อยจริงบอกเลย อร่อยจนลืมไก่ทอดของร่านดังไปเลย โอ! ร้านไก่ทอดเคอะไรนะ 5555+

นอกจากนั้นยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ได้ลองรสชาติ ประมาณว่าอธิบายกันวันเดียวไม่น่าจะหมด ผัดไทยก็อร่อย พิซ่ารสชาติก็โดน ไหนจะโรตีอีก ตามติดมาด้วย ชาชัก ที่มีรสชาติและกลิ่นหอมชื่นใจ เข้มข้น หอม หวาน มัน เอาเป็นว่าถ้ามาหาดใหญ่ แนะนำให้แวะมาลองร้านนี้เลย รับรองไม่ผิดหวัง ที่สำคัญ ราคาไม่แพงอีกด้วย อันนี้สิชอบ

ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 . ถึงเวลา 21.30 . // พิกัดร้าน : Ikhwan Fried Chicken (IFC HATYAI) https://maps.app.goo.gl/pnVpXr7LscRVw1rq5

เดินทางออกจากร้านอาหาร Ikwan .สงขลา เที่ยงกว่าๆ เพื่อเดินทางต่อไปยัง จ. ปัตตานี ระหว่างการเดินทางฝนก็ตกตลอดเวลา การเดินทางก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่สามารถทำความเร็วได้เท่าที่ควร เดินทางถึงที่พักช่วงเวลาประมาณห้าโมงเย็น โดนพักกันที่โรงแรม CS Pattani  เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของจังหวัด โอ่อ่า หรูหรา และคลาสสิค ใครกำลังมองหาที่พักที่ปัตตานี้ ที่นี่แนะนำเลย // พิกัด : https://goo.gl/maps/B4mJhafVCumU7P4e6

จากโรงแรมที่พักช่วงเวลาประมาณหกโมงแก่ๆ ก็พากันเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านขุนพิทักษ์รายา อายุกว่า 105 ปี “ เยือนวิถีถิ่นคนปัตตานี สัมผัสวิถี ศรัทธา กือดาจีนนอ ชุมชนหัวตลาดปัตตานี  ริมแม่น้ำปัตาตานี ศูนย์รวมความเจริญต้นรัตนโกสินทร์ เดินเพลินๆ ชมงานศิลปะกราฟฟิตี้ริมทางสวยๆ

ไฮไลท์ที่ต้องเช็คอิน ฟินไปกับงานสถาปัตยกรรมบ้านเรือนแถวจีนสองฝั่งถนนอาเนาะรู โดยเฉพาะที่ พิพิธภัณฑ์ขุนพิทักษ์รายา ที่เปิดให้เยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ เผยให้เห็นความเป็นมาและมากด้วประวัติศาสตร์ เรื่องราวที่น่าสนใจ โดยมี คุณรดา จิรานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดปัตตานี และ คุณอรรถพร อารีหทัยรัตน์  มัคคุเทศน์ ปัตตานี บ้านขุนพิทักษ์รายา บรรยายให้ความรู้อย่างละเอียด บ้านขุนพิทักษ์รายา เป็นบ้านอาคารเก่าแก่เรือนแถว 2 ชั้น อายุกว่า 105 ปี // พิกัด : บ้านขุนพิทักษ์รายา https://maps.app.goo.gl/tw5tobeSkZ7n8qiJ6

ออกจาก บ้านขุนพิทักษ์รายา” ก็เดินข้ามฟากถนนท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เพื่อไปเยี่ยมชม “บ้านเลขที่ 5 กือดาจีนอ” ตั้งอยู่ที่ถนนอาเนาะรู ตำบล อาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี เมืองปัตตานีถือเป็นศูนย์บริการวิชาการและการเรียนรู้ปัตตานีศึกษา เพื่อขยายฐานการบริการของมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของมหาวิทยาลัย เป็นศูนย์บริการสารสนเทศของมหาวิทยาลัยให้แก่บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเยี่ยมชมและเรียนรู้ถึงวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนในจังหวัดปัตตานี รวมทั้งเป็นพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายย่านเศรษฐกิสร้างสรรค์จังหวัดปัตตานี // พิกัด : บ้านเลขที่ 5 กือดาจีนอ (PSU Pattani @ China Town) https://maps.app.goo.gl/sfEjaDFxRZzyE8FV7

ออกจาก “บ้านเลขที่ 5 กือดาจีนอ” เวลาประมาณเกือบห้าโมงเย็น ทั้งคณะก็ได้เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำกันที่ ชาชิม-มิ Chim-mi 2 ซึ่งมีระยะทางเเกือบ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงห้านาทีก็ถึงร้านอาหาร

รับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำปัตตานี มองเห็นเรือกอแระอยู่อีกฝั่งของร้านอาหาร อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอดเวลา ไม่นานพระพิรุณก็หล่นร่วงโปรยปรายลงมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง เมนูที่เสิร์ฟมาทั้งหมดก็หน้าตาดูดี รสชาติถือว่าโอเคเลย รอจนฝนซาเม็ดก็พากันเดินทางออกจากร้านอาหาร มุ่งหน้าสู่ที่พักเพื่อทำการพักผ่อน เป็นอันเสร็จสิ้นกิจกรรมของวันแรก

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวปัตตานี ต้องการที่จะไปรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศชิลล์ๆ ริ่มฝั่งแม่น้ำปัตตานี ที่นี่แนะนำเลย // พิกัด : https://goo.gl/maps/hZAsf9ozqCJX2KHb6

………………….@………………….

[ รุ่ ง เ ช้ า ข อ ง อี ก วั น ] 

ทั้งคณะก็พากันออกเดินทางจากที่พักเพื่อไปรับประทานอาหารเช้าร่วมกันกันที่ร้าน “พี่อูม ข้าวผัดปู” ระยะทางก็ไม่ไกลมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 1 นาที่ก็ถึง ครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองเมนู ข้าวผัดปู บอกเลยว่า อลังการงานสร้างมาก เครื่องจัดมาให้แบบเต็มๆ ชนิดที่ว่าต้องร้อง ว้าวกันเลยทีเดียว

 

ร้านนี้ไม่มีต้องเมนูมากมาย แต่ละเมนูที่ยกมาเสิร์ฟ บอกเลยว่า อิ่มแน่นท้องแน่ๆ เชื่อผม เจ้าของร้าน คือ คุณหนึ่งฤทัย  อับดุลบุตร (หรือที่เราเรียกว่า พี่อูม) เป็นเชื้อสายของพระพิพิธภักดี เจ้าเมืองยะหริ่ง ที่มีบทบาททางการเมืองการปกครองของปัตตานี มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเจ้าเมืองยะหริ่ง ปัจจุบันมีอยู่ถึง 4 สาขา  ในเมืองปัตตานีมี 3 สาขา  และในสงขลา 1 สาขา ไปเที่ยวที่ปัตตานี อย่าลืมแวะไปรับประทานกันได้ รับรองไม่ผิดหวัง ร้านตกแต่งหรูหรา สะอาดสะอ้าน แถมราคายังไม่แพงอีกด้วย // พิกัด : พี่อูมข้าวผัดปู สาขา3 ออมทอง https://maps.app.goo.gl/kHBnV2mrarojLino7

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

จากร้านอาหาร “พี่อูม ข้าวผัดปู” เวลาประมาณสิบโมงเช้า มุ่งหน้าไปยัง “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” เพื่อกราบไหว้สักการะเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต

ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือเป็นที่รู้จักในนาม ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นศาลเจ้าตามคติจีนหนึ่งในสามแห่งของจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานเดชานุชิตในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดปัตตานีและใกล้เคียง ภายในประดิษฐานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (ภาษามลายูปัตตานีว่า โต๊ะแปะกงแมะ หรือโตะกงแมะ) โดยมีตำนานที่ยึดโยงกับสถานที่และโบราณสถานอื่น ๆ ในจังหวัดปัตตานี // พิกัด : ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว https://maps.app.goo.gl/WAXNvuKrSmNU4ENC6

มัสยิดกรือเซะ

ออกจาก “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ก็เดินทางไปชมมัสยิดกรือเซะ ฝนก็ยังคงตกปรอยๆ ตลอดการเดินทาง เดินทางภึงมัสยิดเวลาประมาณห้าโมงเช้า กำลังจะเดินทางเข้าไปบันทึกภาพ ฝนก็ตกกระหน่ำลงมา วิ่งหนีฝนขึ้นรถเกทอบไม่ทัน วันนี้ก็เลยได้ภาะมัสยอดกรือเซะน้อยมาก

มัสยิดกรือเซะ (มลายู : Masjid Kerisek) หรือ มัสยิดสุลต่านมูซัฟฟาร์ชาห์ เป็นมัสยิดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีในจังหวัดปัตตานี สันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ชื่อนี้เรียกตามรูปทรงของประตูมัสยิด ซึ่งมีลักษณะเป็นวงโค้งแหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันออกกลาง (คำว่า ปิตู แปลว่า ประตู กรือบัน แปลว่า ช่องประตูที่มีรูปโค้ง) มัสยิดกรือเซะ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี //  พิกัด : มัสยิดกรือเซะ https://maps.app.goo.gl/f4MBeZvQWxAYgW5x7

มัสยิดกลางปัตตานี

หนีฝนวิ่งขึ้นรถตู้กันได้ ก็ออกเดินทางไปยัง มัสยิดกลางปัตตานี โดยมีระยะทางเพียงแค่ 8.3 กิโลเมตร ใช้เวาเดินทางแค่ 10 นาทีนิด โดยวิ่งไปจาม ถ.รามโกมุท ฝนก็ยังคงตกปรอยๆ อยู่ตลอดเวลา

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เป็นมัสยิดที่ตั้งอยู่ใน ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีความโดดเด่น และยังเป็นศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลามในภาคใต้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง พิกัด : มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี https://maps.app.goo.gl/2kr58UHQBsg1yw6m6

เรือนมัสยา

ใช้เวลาเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับมัสยิดกลางปัตตานีร่วมๆ ชั่วโมง เวลาในขณะนี้ก็ใกล้เที่ยง ก็ได้เวลาอาหารมื้อกลางวันกันพอดี เป้าหมายต่อไปก็คงหนีไม่พ้นร้านอาหาร ชื่อ เรือนมัสยา จ.ปัตตานี

เรือนมัสยา เป็นร้านอาหารชื่อดังที่เอาไว้รับรองแขกบ้านแขกเมืองผู้ใหญ่ระดับประเทศ เปิดให้ลองอาหารพื้นบ้านจากแหล่งชื่อดังที่รวบรวมมาจากชุมชน เช่น ไก่กอและ  สะเต๊ะเนื้อ-ไก่ หรือ มะตะบะ นุ่มๆ  หอมชวนกินเสิร์ฟพร้อมอาจาด หรือ ลอเย๊าะ สลัดแขก ที่มีเส้นหมี่ขาว ไข่ต้ม ผักสด ราดน้ำจิ้ม และอีกหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดของเรือนมัสยา ที่ปรุงโดย คุณแม่นารีนาถ มั่นใจเกษตรและคุณบินยามิน เจ๊ะสะแม ให้การต้อนรับ ปิดท้ายด้วยขนมหวานหากินยากเช่น ตูบะซูตง ขนมโบราณพื้นบ้านทำจากหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว เคี่ยวตาลโตนด ที่สำคัญนอกจากจะประสานความอร่อยกับชุมชนต่างๆแล้วเรือนมัสยา ยังเปิดสอนทำอาหารให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย 

น้ำพุร้อนเบตง

 จากเรือนมัสยา ปัตตานี พวกเราก็ออกเดินทางข้ามจังหวัดไปเที่ยวที่ น้ำพุร้อนเบตง จ.ยะลา ทริปนี้ก็เดินทางวนๆเวียนๆ กันอยู่แค่สามจังหวัดนี่แหละ เางถึงน้ำพุร้อนเบตงเวลาประมาณห้าโมงเย็น เวลานี้ไม่มีมีเม็ดฝนร่วงหล่นลงมาแล้ว น้ำพุร้อนเบตงอยู่ติดกับถนนใหญ่ สถานที่กว้างขวาง ไปถึงก็มองเห็นนักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวลงไปแช่ในน้ำอุ่นกันอย่างสบายใจ

น้ำพุร้อนเบตง จ.ยะลา ถือเป็นไฮไลท์ของจังหวัดยะลา เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใน ตำบลตะเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 80 องศาที่บริเวณของน้ำเดือด สามารถต้มไข่ไก่ได้จนสุกภายใน 7 นาที โดยมีพื้นที่รอบๆ จะมีความสวยงามอย่างมาก เพราะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนจริงๆ

ในปัจจุบัน ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลาได้ร่วมมือกับภาคเอกชน ทำให้บ่อน้ำร้อนเบตง กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดยะลา ซึ่งภายในก็จะมีสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับเก็บน้ำจากน้ำพุร้อน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้อาบและแช่เท้าเล่นกันเพลินๆ โดยในแต่ละโซนของพื้นที่มีการออกแบบเป็นอย่างดี ทั้งบ่อน้ำร้อนบ่อใหญ่ และบ่อแช่น้ำร้อนใหม่ มีอาคารธาราบำบัด ไปจนถึงที่พัก 

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมีที่พักให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้นอนพักค้างคืน ภายในห้องพักมีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน // พิกัด : น้ำพุร้อนเบตง https://maps.app.goo.gl/LUFHBbZHMmmq5WgX8

เดินทางจากน้ำพุร้อนเบตง จ.ยะลา ก็มาเช็คอินสร้างภาพกับสถานที่แลนด์มาร์ค ก็คือ ป้าย “OK Betong” ใครมาที่เบตงแล้วไม่แวะมาเช็คอินสร้างภาพกันที่นี่ พลาดนะ บอกเลย เดี๋ยวกลับบ้านไปแล้ว มีคนถามจะอายเขา น่านปะไร

ป้าย OK Betong โอเค เบตง ถือเป็นจุดเช็คอินแรกที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้มาแวะเช็คอินสร้างภาพกันก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” สำหรับบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก บอกให้ใครๆได้รู้ว่าเรามาถึงเบตงแล้วนะ สถานที่ตั้ง ทางเข้าตัวเมืองเบตง เส้นทางสาย 410 ถนนสายหลักในการเข้า-ออกตัวเมืองเบตง // พิกัด : OK Betong https://maps.app.goo.gl/qhzgWKggrH9pkJVd8

เวลานี้ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว อากาศเย็นชุ่มฉ่ำเพราะได้ไอความเย็นจากทั้งฝน และความชุ่มชื้นจากธรรมชาติ เป้าหมายต่อไปก็ต้องไม่พ้นไปแวะสร้างภาพเช็คอินกันที่ ตัวเมืองเบตง ซึ่งมีสถานที่สวยๆ งามๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วงเวียนหอนาฬิกา ตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในประเทศ หรืออุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

วงเวียนหอนาฬิกา

 เดินทางถึงตัวเมืองเบตงเวลาประมาณหกโมงครึ่ง เวลานี้กำลังสวยเลย เดี๋ยวจะได้สร้างภาพกับแสงทไวไลท์ จอกรถเสร็จก็เดินมุ่งหน้าสู่วงเวียนหอนาฬิกาและตู้ไปรษณีย์ วันนี้นักท่องเที่ยวบางตา จะมีก็นกนางแอ่นนี่แหละที่บินร่อนไปรอนมาส่งเสียงร้องกันเจี๊ยวจ้าวดังไปทั่วบริเวณ

 ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ติดกับวงเวียนหอนาฬิกา ซึ่งตั้งอยู่ใจอยู่กลางเมืองเบตง หอนาฬิกาสร้างด้วยหินอ่อนจากจังหวัดยะลา บริเวณนี้จะมีนกนางแอ่นนับพันตัวบินไปบินมาและมาเกาะสายไฟบริเวณหอนาฬิกาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะมีในช่วงเดือนกันยายนถึงมีนาคมเท่านัเน เนื่องจากนกนางแอ่นเหล่านี้จะบินหนีความหนาวเย็นมาจากไซบีเรีย เพื่อมาพักอาศัยอยู่ชั่วขณะที่เมืองเบตง

ตู้ไปรษณีย์ตั้งอยู่ที่มุมถนนสุขยางค์ บริเวณสี่แยกหอนาฬิกาตั้งแต่ปี 2482 เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีเส้นรอบวงของตัวตู้ประมาณ 140 ซม. ตู้มีความสูงถึง 290 ซม. นับจากฐานขึ้นไป รวมความสูงทั้งหมดประมาณ 320 ซม. อายุร่วม 80 ปี

นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาที่นี่ ก็คงไม่พลาดที่จะแวะถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึกกัน ถ้าไม่ได้ถ่ายรูปกับตู้ไปรษณีย์ หรือหอนาฬิกา และอุโมงค์ เดี๋ยวคนเบตงก็จะหาว่ามาไม่ถึง อ้าว! พวกเราจะพลาดกันได้ไงหละ สร้างภาพกันสิรออะไร // พิกัด : ตู้ไปรษณีย์ และหอนาฬิกา https://maps.app.goo.gl/mnJ2TqYmeHiVZvij9

 จากบริเวณหอนาฬิกาและตู้ไปรษณีย์ก็พากันเดินย้อนขึ้นไปสร้างภาพกับอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งตอนนี้กำลังปิดปรับปรุงอยู่ แต่พวกเราก็สามารถสร้างภาพกันที่บริเวณด้านหน้าทางเข้า ประจวบกับได้สีน้ำเงินของท้องฟ้าในช่วงทไวไลท์ด้วย ภาพที่ออกมามันสวยงามจริงๆ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีความยาวถึง 273 เมตร 

 จากบริเวณอุโมงค์ พวกเราก็ไปสร้างภาพกันต่อที่รูปปั้นไก่เบตง และป้าย “เบตง ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” ที่อยู่ใกล้ๆ กัน

รูปปั้นไก่เบตง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเบตง เนื่องจากไก่สายพันธุ์นี้มีเฉพาะที่อำเภอเบตงเท่านั้น  และในช่วงต้นเดือนเมษายน ทางอำเภอเบตงจะมีการจัดงานเทศกาลไก่เบตงขึ้นเป็นประจำทุกปี และยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

รูปปั้นไก่เบตง ตั้งอยู่ใกล้กับป้าย “เบตง ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน” ข้างๆ กับป้ายทางด้านขวามือยังมีรูปั้นของ ตูน บอดี้สแลม ที่ปั้นด้วยลุงไข่ หรือ บังฟา  และบังฟาก็ยังได้สร้างสรรค์ผลงานสตรีทอาร์ตที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มีวาดภาพของตูน บอดี้สแลม เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี โครงการ ก้าวคนละก้าว เส้นทาง เบตง – แม่สาย โดยวาดที่ผนังอาคารแบดมินตันหลังเก่า ซึ่งทางด้านซ้ายมือคืออุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ สำหรับอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ถือเป็นอุโมงค์ทางลอดรถยนต์ที่มีความยาวที่สุดของไทย ถึง 273 เมตร // พิกัด : https://goo.gl/maps/SKEtp6mPBZHKay249

ไก่สับเบตง
ผักผักน้ำ

อีกหนึ่งเมนูที่ไม่เคยกิน และน่าจะมีเฉพาะที่เบตงเท่านั้น นั่นก็คือ”ผัดผักน้ำ” ผักน้ำ แปลก ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยกินด้วย อร่อยครับ รสชาติดี อาจจะมีกลิ่นของผักเล็กน้อย ถือเป็นเอกลักษณ์ของผักชนิดนี้เลยทีเดียว

“ผักน้ำ” (Water Cress) เป็นพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นที่ปลูกอยู่ในอำเภอเบตงกันมาช้านาน  ผักน้ำมีถิ่นกำเนิดที่ปลูกกันแถบประเทศฝรั่งเศสแล้วก็นำมาปลูกในประเทศจีน  ประเทศไทยได้นำเข้ามาปลูกแถบภาคเหนือและภาคใต้ด้วยการนำเข้ามาปลูกโดยชาวจีนอพยพ

นอกจากนั้นก็ยังมีอีกสองเมนู คือ ปลากระพงลุยสวน และเมนูแกงเหลืองกุ้งยอดมะพร้าวอ่อน ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน คือ เฉาก๊วย โอ๊ย! อิ่มมากกกก // พิกัด : ครัวต่วนเบตง https://maps.app.goo.gl/MA3PKTCQeWsyLLMy8

โรงน้ำชา

อิ่มจากอาหารคาวก็ไปนั่งจิบชาและกาแฟโบราณ กันที่ “โรงน้ำชา” ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก น้ำชาที่ร้านนี้รสชาติดีเลย บรรยากาศภายในร้านก็ตกแต่งออกมาสวยงาม มีรูปเขียนขนาดใหญ่แขวนอยู่ที่ผนังของร้าน แสงไปที่ใช่ส่องรูปวาดออกส้มๆ นวลๆ ที่นี่เราเลยสร้างภาพกันเพลินเลย 

ร้านตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวงเวียนหอนาฬิกาและตู้ไปรษณีย์ยักษ์เบตง และก็อยู่ใกล้ๆ กับอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์อีกด้วย ยิ่งเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้หรือเรียกว่าช่วงทไวไลท์ จะถ่ายภาพออกมาสวยงามมาก กำลังถ่ายภาพเพลินๆ อยู่ ก็ต้องระวังนกนางแอ่นทิ้งบอมบ์ลงมาใส่ เพราะที่นี่มีนกนางแอ่นจำนวนมากมาย ซึ่งบินหนีหนาวจากไซบีเรีย จะมีแค่เดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายนเท่านั้น บินส่งเสียงร้องกันเจี๊ยวจ๊าวกันเลยทีเดียว ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ มีโอกาสก็อย่าพลาดเดินทางไปท่องเที่ยวกันได้ สวยและคลาสสิคจริงๆ บอกเลย // พิกัด : โรงน้ำชา https://maps.app.goo.gl/TXKdiTD4dqK5Bnn27

วันนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกับกิจกรรมท่องเที่ยวและแวะชิมอาหารอร่อยๆ ฝนตกบ้าง หยุดบ้าง เดินทางใกล้บ้าง ไกลบ้าง แต่ก็ถือว่าสนุกสนานกันดี ทั้งอิ่มกับความสุขที่ได้สร้างภาพกับสถานที่สวยๆ งามๆ และอิ่มกับอาหารการกินที่หลากหลาย อร่อยและอิ่มมากๆ บอกเลย

 ………………….@………………….

[ รุ่ ง เ ช้ า ข อ ง อี ก วั น ]

วันนี้พวกเราต้องตื่นกันแต่เช้ามืด เวลาตีสี่กว่าๆ ก็ลงมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ของโรงแรม ภารกิจในเช้านี้ก็คือ เดินทางไปชมทะเลหมอกกันที่ สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง เบตง สาเหตุที่ต้องตื่นกันเช้ามากๆ เพราะต้องใช้เวลาในการเดิทาวไปยังสกายวอล์ค ซึ่งมีระยะทางที่ไกลเอามากๆ เดินทางผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยว ผ่านหุบเขาที่มีเส้นทางที่ลาดชัน บางช่วงก็จะมีเส้นทางที่โค้งหักศอก คนขับรถต้องมีความชำนาญเอามากๆ คนที่เมารถอาจจะสุ่มเสียงกับการอ้วก มีพวกเราในกลุ่มก็เกิดอาการให้เห็น ก็มีจอดรถเป็นระยะๆ เพื่อลงมาสูดอากาศ 

พวกเราเดินทางไปถึงบริเวณด้านล่างของทางขึ้นสกายวอล์ค อากาศยังมืดอยู่ ฝนก็ยังคงตกอยู่ตลอดเวลา ก็ยังคิดอยู่ว่า เช้านี้จะมีทะเลหมอกให้เราได้ยลโฉมหรือเปล่า ที่บริเวณนี้ รถของนักท่องเที่ยวทุกคันจะต้องเอาไว้ แล้วก็ต้องนั่งรถสองแถวขึ้นไปอีกหนึ่งช่วง หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวก็ต้องนั่งรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปอีกจนถึงสกายวอล์ค เอาเรื่องเหมือนกัน นี่ถ้าคนใจไม่รักการท่องเที่ยวจริง ผมว่ามีถอดใจ แถมฝนก็ยังตกอีกเสียด้วยสิ พวกเราเดินทางไปถึงยังสกายวอล์คเวลาประมาณหกโมงเช้า ฝนก็ยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่องๆ ก็ยังคิดว่า แล้วแบบนี้เราจะถ่ายทำรายการและสร้างภาพกันยังไงนะ แต่ก็มาคิดว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว อุปสรรคเพียงแค่ฝน มันก็ไม่ทำให้เราถอดใจได้ง่ายๆ หรอก 

นักท่องเที่ยวก็มีจำนวนพอสมควร พอพวกเราขึ้นไปถึงสกายวอล์ค จะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนก็นั่งรถกลับลงไปยังด้านล่าง คือประมาณว่า ไม่เอาแล้ว ฝนก็ตก เปียกก็เปียก กลับดีกว่า แต่สำหรับพวกเราก็ตอบว่า “ไม่กลับ” และ “ไม่ถอดใจง่ายๆ หรอก” 

สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแลนด์มาร์คที่โด่งดังและมีชื่อเสียงแห่งใหม่ของ อ.เบตง จ.ยะลา จุดเด่นหรือไฮไลท์ของสกายวอล์ค ก็คือ จุดชมวิวที่เป็นระเบียงยื่นออกไป มีความยาวถึง 63 เมตร ด้านปลายสุดจะเป็นรูปเป็นวงกลมที่พื้นป็นกระจกใส หนา และแข็งแรง สามารถมองทะลุลงไปเห็นวิวด้านล่างได้

สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง มีความโดดเด่นในเรื่องของการชมทะเละหมอกในยามเช้าๆ ไปพร้อมไป กับชมพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อรับแสงแรกยามรุ่งอรุณ เป็นภาพและบรรยากาศที่สวยงามเอามากๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนและคนในพื้นที่อีกด้วย

สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 90 ล้านบาท เป็นอาคารโครงสร้างเหล็ก มีความสูงถึง 45 เมตร มีบันไดให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปชมวิว และมีลิฟต์ให้บริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุอีกด้วย วันนี้ถือว่าโชคไม่ดีเอาเสียเลย ฝนตกตลอดเวลา ตอนไปถึงก็ยังตกอยู่ ยังคิดว่าจะได้เห็นทะเลหมอกกันหรือเปล่า ภาพถ่ายก็อยากได้ ฝนก็ยังมาตกอีก ไหนๆ ก็มาแล้วก็เลยลุยกันไปเลย เปียกปอนกันถ้วนหน้านเลยงานนี้

พอสักพักฝนเริ่มซาเม็ด ทะเลหมอกก็เริ่มมีให้เห็น นักท่องเที่ยวดีใจกันยกใหญ่เลย รีบกดชัตเตอร์สรัางภาพกันแบบไม่รีรอแล้ว ถึงแม้จะมีไม่มาก และก็มีแค่ช่วงสั้นๆ แต่เราก็สามารถเก็บภาพทะเลหมอกกันได้บ้าง ถือเป็นความประทับใจครั้งหนึ่งของชีวิต ว่าเราก็ได้มาเที่ยวที่นี่กันแล้วนะ “สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง” ครั้งหน้าคิดว่าต้องมาซ่อมกันใหม่อีกครั้งแน่นอนนนน  // พิกัด : สกายวอล์ค อัยเยอร์เวง https://maps.app.goo.gl/wgcBnnMk7QeyKjMZ7

สะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย

ออกจากสกายวอล์คอัยเยอร์เวงก็เดินทางกลับ ระหว่างทางก็ได้พากันจอดรถแวะสร้างภาพและชมวิวทิวทัศน์กันที่ สะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย ซึ่งกรมทางหลวงได้จัดสร้างสะพานข้ามเขื่อนบางลาง บริเวณบ้านคอกช้างกับบ้านกระป๋อง ต.แม่หวาด อ.ธารโต เพื่อตัดส่วนคดเคี้ยว สามารถย่นระยะทางมากกว่า 15 กิโลเมตร ถนนสาย 410 ยะลา – เบตง เดิมมีเส้นทางระหว่างภูเขาที่มีความคดเคี้ยว ทำให้การสัญจรเป็นด้วยความล้าช้าและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ทางราชการต้องดำเนินการสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 สายยะลา-เบตง สะพานสะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย ถือเป็นอีกหนึ่งสะพานที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม นักท่องเที่ยวส่วนมากเลยไม่พลาดที่จะจอดรถเพื่อถ่ายรูปกับวิวสวยๆ กัน // พิกัด : สะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย https://maps.app.goo.gl/gK7SL82oa1Y4gz9a6

จากสะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย ก็เดินทางกันต่อไปรับประทานอาหารกันที่ร้าน Hasanah Restaurant จ.ยะลา ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็รับประทามื้อเที่ยงร่วมกันที่ร้านนี้ เมนูอาหารหน้าตาและรสชาติถือว่าโอเค อิ่มหนำสำราญกันแล้วก็อกเดินทางไปเยี่ยมชมโบราณสถาน ที่ เมืองโบราณยะรัง ความสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักร “ลังกาสุกะ”

เมืองโบราณยะรัง เป็นเมืองที่มีความเจริญในช่วงปี พ.ศ. 700 – 1400 ทิศเหนือติดต่อเมืองสงขลา และพัทลุง ทิศใต้แผ่ไปจนสุดแหลมมลายู ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกจรดชายฝั่งทะเลทั้งสองฝั่ง มีซากโบราณสถานและโบราณวัตถุสมัยศรีวิชัยและทวราวดี

เมืองโบราณยะรัง

เมืองโบราณยะรัง เป็นชุมชนที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเป็นอย่างมาก สันนิษฐานว่าอาจมีความสัมพันธ์กับอาณาจักร “ลังกาสุกะ” ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดอาณาจักรหนึ่งบนคาบสมุทรมลายู มีหลักฐานอยู่ในเอกสารจีน อาหรับ ชวา และมลายู ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 และสันนิษฐานว่าน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน และอาจมีอิทธิพลคลุมไปถึงรัฐไทรบุรี ของสหพันธรัฐมาเลเซียด้วย 

อีกทั้งจะต้องเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ตั้งอยู่ใกล้ทะเล และเป็นดินแดนที่มีความมั่นคง มีบทบาททางการเมือง ทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับดินแดนใกล้เคียงอยู่เสมอและได้ทำการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 // พิกัด : เมืองโบราณยะรัง https://maps.app.goo.gl/ekJA8Sb3wgnKjUzq6

ร้าน Zu Uan
ร้าน Zu Uan
ร้าน Zu Uan

การเดินทางไปเที่ยวที่สกายวอล์ค อัยเอร์เวง พวกเราต้องเจอกับอุปสรรคก็คือ ฝน เปียกปอนกันทุกคนอย่างถ้วนหน้า เวลายังไม่มืด ก็ยังไปได้อีกหลายที่ แต่ด้วยร่างกายที่เปียกชุ่มก็ต้องพากันเดินทางไปยังที่พักเพื่ออาบน้ำสระผมและเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อน ออกจากที่พักก็ออกเดินทางไปที่ร้าน Zu Uan ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายขายผ้าคลุม หรือ ฮิญาบ 

ร้านขนมหวาน
ร้านขนมหวาน
ร้านขนมหวาน
ดินเนอร์ที่บ้านลูกเหรียง
ดินเนอร์ที่บ้านลูกเหรียง
ดินเนอร์ที่บ้านลูกเหรียง

หลังจากนั้นก็พากันเดินทางไปรับประทานของหวานกันต่อยังร้านขนมที่อยู่ใกล้ๆ กับร้านขายผ้าคลุม แล้วก็ไปจบมื้อค่ำด้วยการดินเนอร์ร่วมกันที่ บ้านลูกเหรียง เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอันชื่นมื่นและเปี่ยมสุข ทั้งอิ่ม ทั้งสนุก ครบรสชาติเลยวันนี้ ได้นอนหลับโดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับกันหละ เพราะเพลียและเหนื่อยซะเหลือเกิน

………………….@………………….

[ เ ช้ า ข อ ง อี ก วั น   ที่   ย ะ ล า ]

วันนี้ถือเป็นวันที่สำคัญอีกหนึ่งวัน นั่นก็คือ การเดินทางไปมอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ให้กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ อสม. 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาผดุงประชายะลา

พล..เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผบ.ทบ. และนายกสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทยจีน ผนึกกำลังสู่ภัยโควิด ร่วมส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ให้กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ อสม. 3 จังหวัดชายแดนใต้

.อ ชลัช   ศรีวิเชียร ผู้นำโครงการ “ห่างไกล แต่ไม่เหินห่าง” ร่วมเติมพลังบวกให้กับสังคม พร้อมส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ณ สวรรค์แดนใต้ สุดแดนสยาม โดยมีสื่อมวลชนจากส่วนกลางเข้าร่วมกิจกรรม เป็นการร่วมมือร่วมใจกันทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม พร้อมกันนั้น สื่อมวลชนยังได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมไปถึงร้านอาหาร ร้านกาแฟ  ฯลฯ  ถือเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยในการโปรโมทย์ทางการท่องเที่ยวของ 3 จังหวัดชายแดนใต้

งานนี้ก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น รายการที่นี่สุขภาพดี จากสถานีเสียงสามยอดสมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทยจีนกอ.รมน.,  CPRAM, และจาก ทททสำนักงานนราธิวาส

 เสร็จจากกิจกรรมการมอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ให้กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ อสม. 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาผดุงประชายะลา พวกเราก็ได้ออกเดินทางไปยังสนามบินหาดใหญ่ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ​ ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนี้ กับทริปที่มีชื่อว่า ห่างไกล แต่ไม่ห่างเหินถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทางด้านการท่องเที่ยวของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ให้ชาวคณะสื่อมวลชนได้ลงพื้นที่เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์จริง และก็จะได้นำมาเผยแพร่ให้กับสาธารณชนและนักท่องเที่ยวได้รับรู้ เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งจังหวัดสงขลา, ยะลา และ ปัตตานี ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ งามๆ อีกมากมาย ที่ยังรอการมาเยือนและค้นหาจากนักนักท่องเที่ยว รวมไปถึงร้านค้า ร้านอาหารที่อร่อยอีกมากมาย และที่สำคัญ เป็นการนำเสนอที่สื่อถึงว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด

อย่าลืมเดินทางไปค้นหาและสัมผัสด้วยตัวของคุณเอง แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่ผมกล่าวมา มันไม่ได้เกินเลยจริงๆ  เชื่อสิ รออะไรก็ไปสิครับ

………………….@………………….

Previous «
Next »

Recent Posts