Friday, June 14, 2024
spot_img
HomeTravel“พาเที่ยว-พาสาน” สัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ณ เมืองปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์

“พาเที่ยว-พาสาน” สัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ณ เมืองปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์

หลังจากเกิดโรคระบาดโควิด-19 ต่างคนต่างก็ไม่ได้ไปเที่ยวหรือทำคอลัมน์ที่ไหนกันเลย กินระยะเวลาก็เป็นปีๆ เลยก็ว่าได้ พอเหตุการณ์ดีขึ้น คนติดเชื้อก็มีปริมาณลดลง บวกกับประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันกันมากขึ้น ทางรัฐบาลก็มีมาตรการผ่อนคลาย ประชาชนก็สามารถที่จะเดินทางข้ามจังหวัดกันได้ คราวนี้ก็เป็นเวลาที่คนชอบเที่ยวอย่างเราๆ ก็แฮปปี้สิครับ เที่ยวสิรออะไร ว่ามั้ย?

“พาสาน” สัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ณ เมืองปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์

แต่เอ! แล้วจะแพลนไปเที่ยวที่ไหนกันดีนะ ปรึกษาหารือและชักชวนสมัครพักพวกกันได้ ก็เลยตกลงและเขียนโปรแกรมการท่องเที่ยวกัน โน่นเลย! “พาสาน-นครสวรรค์” ก็แล้ว เห็นช่วงนี้กำลังฮิต เป็นแลนด์มาร์ค และเป็นแหล่งเช็คอินชมวิวของเมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อตกลงกันว่าจะเดินทางไปเที่ยวกันที่นี่ การเดินทางก็ได้เริ่มขึ้น โดยตั้งชื่อทริปว่า “เที่ยวข้ามจังหวัด-ค่ำไหนนอนนั่น” 

วันแรกของการเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่ปั๊มน้ำมันแถวๆ เลียบด่วน-รามอินทรา แหม! ก็ต้องเริ่มที่ปั๊มสิ เพราะต้องจัดกาแฟและขนมไง  ขาดได้ที่ไหน อีกอย่างก็ต้องเติมพลังง่นให้กับยานพาหนะคู่การเดินทาง อย่างเจ้า Ford Everest Bi-Turbo อีกด้วย คันนี้ไปไหน ไปกัน เดินทางมาแล้วทั่วประเทศ ถึก ทน สมรรถนะดีเยี่ยม เป็นรถ SUV จากทางค่ายฟอร์ดที่สมบุกสมบัน เหมาะสำหรับเป็นยานพาหนะคู่การเดินทางจริงๆ ชอบบบบบบบ

ได้กาแฟ ขนม และเข้าห้องกันเป็นที่เรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทาง โดยมีเป้าหมายอันดับแรกก็คือ พุทธอุทยานมหาราช วัดวชิระธรรมาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็พากันแวะไหว้พระและถ่ายภาพเช็คอินระหว่างกันสักหน่อย เดินทางถึงมาถึงที่วัดเวลาประมาณบ่ายโมงกว่า ก็ใช้เวลาเดินทางจากปั๊มน้ำมันก็ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ระหว่างการเดินทาง พวกเราสามคนก็คุยกันไป กินขนมและกาแฟกันไป ส่วนผมก็มีหน้าที่บันทึกภาพระหว่างการเดินทางและดูเส้นทางจาก Google Maps ถนัดใคร ถนัดมัน ว่างั้น 5555+

เลี้ยวรถเข้าไปด้านใน ขับเลยไปทางด้านซ้าย แล้วก็ไปจอดอยู่ตรงบริเวณด้นหน้าของป้ายพุทธอุทยานมหาราช วัดวชิระธรรมาราม จอดรถเสร็จก็พากันเดินลัดเลาะออกไปทางด้านสระน้ำเพื่อทำการสร้างภาพกับสถานที่ มองออกไปไกลๆ จะเห็นองค์หลวงปู่ทวดองค์ขนาดใหญ่สีทองเหลืองอร่าม ตั้งโดดเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้อย่างชัดเจน เราสามคนยืนพนมมือไหว้ขอพรจากหลวงปู่ทวด ขอให้ครั้งนี้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย 

จากนั้นก็เดินเข้าไปทางด้านใน เดินผ่าน “ตลาดหลวงปู่ทวด” ที่ชาวบ้านมาตั้งร้านขายของกิน ของที่ระลึกกัน เดินผ่านเลยไปด้านในเพื่อจะไปยืนอยู่ตรงสะพานด้านหน้าองค์หลวงปู่ทวด ตรงบริเวณนี้เราก็ได้ทำการบันทึกภาพเพื่อเป็นที่ระลึกและไหว้หลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไปด้านในใกล้ๆ กับหลวงปู่ทวด เพราะเราต้องออกเดินทางกันต่อ

บริเวณแห่งนี้พวกเราก็เพียงแค่แวะไหว้ขอพรจากท่าน พร้อมกับสร้างภาพเช็คอินเท่านั้น ใช้เวลาน่าจะประมาณครึ่งชั่วโมงก็ออกเดินทางกันต่อ โดยมีจุดหมายปลายทางอีกที่หนึ่งก็คือ ร้านกาแฟทวดพัน จังหวัดชัยนาท 

การเดินทางในครั้งนี้ก็ไม่ได้เร่งรีบอะไรมากๆ ไปเรื่อยๆ ความเร็วของรถก็อยู่ที่ประมาณ 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้นเอง แวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มบ้าง ซื้อกาแฟบ้าง สุดท้ายเดินทางไปร้านกาแฟทวดพันไม่ทัน มืดจนได้ เอาไงหละทีนี้ หาที่พักสิครับรออะไร คืนนี้ก็เลยเลยได้ที่พักแบบชิคๆ กันที่จังหวัดชัยนาท ชื่อ บ้านพักบุหงา

เหตุที่เลือกจะนอนที่ชัยนาทก็เพราะว่า เราอยากไปเดินถ่ายรูปเช็คอินกันที่ โรงพักเก่า 100 ปี สรรพยา ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง ร้านกาแฟทวดพัน เดินทางถึงที่พักเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ

และก่อนจะเข้าที่พักก็ต้องจัดมื้อค่ำกันก่อน ก็ได้ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางนี่แหละ ก็มันจำเป็นนี่หว่า แต่โทษที รสชาติหรือคุณภาพไม่ต้องพูเถึง กินๆ กันไปนะ 5555+

รุ่งเช้าของอีกวันที่อากาศสดชื่นแจ่มใส หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเป็ฯที่เรียบร้อย็พร้อมออกเดินทางไปเที่ยวกันที่ โรงพักเก่า 100 ปี สรรพยา ก่อนขึ้นรถก็เลยขอสร้างภาพกับสถานที่กันนิดนึง จับพิกัดจากที่พักไปยังโรงพักเก่า 100 ปี สรรพยา ระยะทางก็ไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึง

เดินทางถึงที่โรงพัก เวลา 10.25  น. ก็จอดรถที่บริเวณลานปูนด้านหน้าโรงพักเลย ไม่รีรอให้เสียเวลา ก็สร้างภาพกันก่อนเลย กับป้าย “โรงพักเก่า ร.ศ.120” กันก่อนเลย วันนี้รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวกันเลย งงหนักมาก ทั้งๆ ที่เป็นวันเสาร์ แอบเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน

สร้างภาพกับโรงพักเป็นที่ระลึกให้หนำใจแล้วค่อยไปถามชาวบ้านกัน ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็พากันเดินข้ามถนนไปยังร้านค้าที่ขายกาแฟโบราณ เฮ่ย! ชอบมาก อยากกินมานาน กาแฟโบราณ ที่คนโบราณจริงๆ ทำ 5555+

ก่อนจะสั่งกาแฟก็เลยถามชาวบ้านว่า ทำไมวันนี้เงียบจัง เขาบอกว่าเป็นช่วงโรคโควิดระบาด ที่นี่ก็เลยงดกิจกรรม คือประมาณตลาดปิดว่างั้น กระจ่างเลยทีนี้ เราสามคนั่งเครื่องเดื่ม ทั้งกาแฟโบราณแบบร้อนและเย็นดื่มกันพอให้ชื่นใจ นั่งพักสนทนากับชาวบ้านอีกเล็กน้อยก็พากันไปเดินสร้างภาพกันต่อ มีภาพสตรีทอาร์ตหลายภาพเลย วาดดีมาก สวยงาม ก็ใช้ เวลาวร้างภาพอยู่สักพักจนเป็ฯที่พอใจก็พากันออกเดินทางกันต่อ ไปไหนดีหละ ก็ร้านกาแฟทวดพันที่เคยบอกไง แหม! ทำเป็นลืม เอ๊ะ! ว่าใคร 5555+

ระยะทางจากโรงพักสรรพยาไปยังร้านกาแฟทวดพัน ก็แค่ 20 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง ใช้เวลาเดินทางยี่สิบกว่านาทีก็ถึง คือเอาจริงๆ ทำไมถึงต้องไปที่ร้านกาแฟทวดพัน บอกก่อนเลยว่าจะไปแวะเยี่ยมพี่ยุพิน เพราะเราสองคนสนิทสนมกับพี่เขามาก เคยเอารถมาทำคอลัมน์และมารีวิวร้านกาแฟของพี่เขา เลยทำให้เราสนิทกับพี่ยุพิน เดินทางถึงร้านกาแทวดพันเวลาใกล้เที่ยง เลี้ยวรถเข้าไปจอดยังบริเวณด้านในใกล้ๆ กับทางเข้าร้าน ที่นี่บรรยากาศร่มรื่นเอามากๆ มีต้นไม่ใหญ่น้อยปกคลุมเขียวขจีให้ร่มเงา ไม่รู้สึกร้อนกันเลย 

ร้านกาแฟทวดพัน อยู่ที่ชัยนาท ถือเป็นร้านกาแฟที่ก่อตั้งมานาน ตกแต่งประดับร้านและรอบๆ บริเวณด้วยของเก่าๆ วินเทจย้อนยุค ของทั้งหมดพี่ยุพินแกซื้อสะสมเอาไว้ พอทำร้านกาแฟก็เลยเอามาตกแต่ง สวยงามและคลาสสิคเอามากๆ ผมนี่ชอบมากบอกเลย

เมื่อเจอกันต่างก็ดีใจที่ไม่ได้เจอกันนาน เราสามคนใช้เวลาอยู่กับพี่ยุพินเป็นชั่วโมง ก็กินอาหารมื้อเที่ยงและกาแฟกับขนมกันซะที่นี่เลย เล่นเอาอิ่มแปล้ไปตามๆ กัน 

เดินทางออกจากร้านกาแฟทวดพันเวลาบ่ายโมงกว่าๆ เป้าหมายต่อไปก็คือไฮไลท์ของทริปนี้กันหละ นั่นก็คือ “พาสาน นครสวรรค์” จะสวยงามแค่ไหนเดี๋ยวได้รู้กัน แต่มีคนแนะนำว่าให้ไปช่วงเย็นๆ บรรยากาศในช่วงพระอาทิตย์ตกดินจะสวยงามมากๆ

จากร้านกาแฟทวดพันไปยังพาสาน ระยะทางร่วมๆ 80 กิโลเมตร เวลาในการเดินทางก็อยู่ที่ชั่วโมงกว่าๆ คนขับสบายๆ จิ๊บๆ ลองคำนวณเวลาแล้วก็ถึงที่นครสวรรค์แต่หัววัน ถ้าเดินทางไปที่พาสานอากาศคงร้อนแน่ๆ และก็คงจะถ่ายภาพออกมาไม่สวย เราก็เลยตัดสินใจเข้าไปเช็คอินที่พักกันก่อน โดยเลือกที่พักที่ใกล้ๆ กับสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวก็คือ พาสาน ที่พักแห่งนี้เราสองคนเคยมาพักหลายครั้งมาก ชื่อที่พักคือ โรงแรมตามสบาย นครสวรรค์ ใครกำลังมองหาที่พักที่นครสวรรค์ ที่นี่แนะนำเลย ตามสบายแน่ๆ เชื่อผม

เวลานี้อากาศยังค่อนข้างร้อนอยู่มาก พวกเราสามคนเลยใช้เวลาอยู่ที่ห้องพักกันเพื่อรอเวลาแดดร่มลมตก คือก็ประมาณว่าให้อากาศเย็นลงอีกหน่อยคาอยออกเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวคือ พาสาน

เราเดินทางออกจากที่พักเวลาประมาณเกือบๆ สี่โมงเย็น คำนวณระยะทางจากที่พักไปยังสถานที่ที่เราจะไปก็ไม่ไกลมาก เส้นทางจากที่พักไปยังพาสานมีไปได้สองทาง ถ้าไปทางซ้ายก็จะต้องขับเลี้ยวขวาเพื่อ้ามสะพานสะพานเดชาติวงศ์ แล้วก็เลี้ยวขวา ขับตรงไปเรื่อยเพื่อข้ามอีกหนึ่งสะพานนิมานรดี แล้วก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง ขับไปตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่ พาสาน อาคารสัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา หรืออีกหนึ่งเส้นทางคือ ออกจากที่พักก็เลี้ยวขวา ขับไปตามเส้นทางแล้วก็ไปเลี้ยวซ้ายเส้นทางที่จะไปยังสะพาน สะพานดุสิตาภูมิ ขับข้ามสะพานแล้วเลี้ยวรถไปทางด้านซ้าย แล้วก็ขับตรงไปยังพาสานได้เลย

เราเดินทางถึงพาสานเวลาประมาณบ่ายสี่โมงกว่าๆ เส้นทางที่จะไปหลังจากข้ามสะพานมาแล้วค่อนข้างงงนิดหน่อย เหตุเพราะป้ายสถานที่ของพาสานไม่มีให้เห็นเลย อาศัยว่าเชื่อใจ Google Maps นิดหน่อยก็เลยโอเคไป 5555+

ไอความร้อนจากแสงแดดที่ตกมากระทบกับร่างกาย ร้อนสิครับ ปัดโธ่ แต่ก็สู้นะบอกเลย เรื่องเที่ยวสำหรับพวกเรา ลุยอยู่แล้วทุกสภาวะ จอกรถเสร็จก็พากันเดินเข้าไปด้านในสุด มองเห็นอาคารอาคารสัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ีมีชื่อว่า พาสาน ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า เดินผ่านจุดตรวจวัดอุณหภูมิและสแกนจุดเช็คอินที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ เสร็จแล้วก็เดินผ่านเลยเข้าไปทางด้านใน กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณสถานที่ นักท่องเที่ยวมีไม่มากเท่าไหร่ น่าจะมาจากเวลานี้อากาศยังคงร้อนอยู่ 

พอเดินไปถึงจุดที่เหมาะและองค์ประกอบพร้อม สร้างภาพกันก่อนเลย กดชัตตอร์จากกล้องมือถือโดยใช้โหมดถ่ายแบบเซลฟี่ ภาพที่ปรากฎก็จะฉากด้านหลังเป็นพาสาน ส่วนด้านหน้าก็เป็นพวกเราสามคน สบายใจหละ ได้ภาพสำหรับทำการเช็คอินกันแล้วไง 5555+ 

พาสาน อาคารสัญลักษณ์ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของปากน้ำโพ  ตั้งอยู่บริเวณแหลมเกาะยม จุดบรรจบแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์

ชื่อ “พาสาน” มาจากคำว่า “ผสาน” คือ การรวมกัน แต่ “พาสาน” คือ การพาคนเข้าไปสานให้เกิดการผสมผสานกันระหว่าง คน สถานที่ และสภาพแวดล้อม ตัวอาคารสร้างบนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ออกแบบให้มีความโค้งแล้วมาบรรจบกันที่ปลาย เหมือนการรวมตัวกันของแม่น้ำหลักจาก 4 สาย มาประสานกันเป็นสองสายและรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งในช่วงฤดูน้ำหลากส่วนของอาคารที่ยกโค้งจะโผล่พ้นน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือลอดอาคารชมความงามของสถาปัตยกรรมได้ นอกจาก พาสาน จะเป็นจุดชมวิวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังมีสำนักงาน ห้องจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี การท่องเที่ยว ลานประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม รวมไปถึงกิจกรรมแสง สี เสียงแสดงถึงวิถีชีวิตผู้คนกับสายน้ำ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกด้วย นักท่องเที่ยว สามารถนั่งเรือข้ามฟากไปฝั่งพาสาน เพื่อชมพระอาทิตย์ตก สัมผัสความงดงามของต้นน้ำเจ้าพระยา วิถีชีวิตของคนริมนํ้าแห่งปากนํ้าโพ นครสวรรค์

จากบริเวณปากทางเข้า อากาศในเวลานี้ร้อนอบอ้าว ดีที่มีลมเย็นๆ พัดผ่านมาบ้างเป็นครั้งคราว เดินผ่านไปตามทางเดินแล้วเลี้ยวขวา พากันหยุดอยู่ใต้ร่มเงาของตัวอาคารพาสาน ที่บริเวณใต้อาคารจะมีลักษณะสูงโปร่ง รูปทรงโค้งไปทางด้านซ้าย ตรงนี้จะทำเป็นลักษณะเป็นล็อกๆ จะมีการปลูกหญ้าสลับกับทางเดินที่เป็นปูนเพื่อให้คนเดิน 

เราสามคนเลือกที่จะเดินขึ้นยังบริเวณด้านบนสุดของตัวอาคาร ซึ่งทางด้านขวามือจะมีทางเดินลักษณะลาดเอียงที่ปูด้วยไม้ เดินไปก็สร้างภาพกันไป เดินไปไม่กี่อึดใจก็ไปโผล่อยู่ยังบริเวณด้านบน เราสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้รอบบริเวณของจังหวัดนครสวรรค์ อากาศเย็นๆ เริ่มพัดพาเข้ามาแทนที่ ประจวบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในยามกระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ด้านขวามมือจะเห็นตัวอาคารบ้านเรือนของผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มองไปทางด้านทิศตะวันตก แสงสีเหลืองอมส้มๆ กำลังคลืบคลานเข้ามา มองเห็นเรือหาปลาของชาวบ้านแล่นอยู่กลางลำน้ำ แสงระยิบระยับในยามที่ต้องแสงอาทิตย์มันช่างสวยงามจริงๆ

ด้านบนในส่วนของหลังคา วัสดุจะทำด้วยไม้และเหล็กแล้วก็กระจก ดูแล้วโปร่ง โล่ง และไม่อึดอัด เราเดินผ่านตรงกลางขึ้นมายังด้านบน ซึ่งบริเวณซ้ายและขวาก็จะมีทางเดินที่จะข้ามไปยังบริเวณด้านปลายสุด จากนั้นก็จะเดินลอดตัวหลังคาทะลุไปลงด้านในสุด เพื่อไปโผล่ดูวิวพระอาทิตย์ตก ก็ต้องยอมรับคนออกแบบจริงๆ คิดได้และออกแบบมาดีจริงๆ

วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มากนัก เป็นการดีที่จะได้ถ่ายรูปกันแบบสะดวกๆ กันหน่อย ที่บริเวณด้านปลายสุดก็จะมีทางเดินลงไปสู่ยังบริเวณลานกว้างๆ และขั้นบันได ที่ตรงนี้ออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งหรือยืนชื่นชมวิวของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของพระอาทิตย์ในยามอัสดงอีกด้วย

เรานั่งดื่มด่ำชื่นชมบรรยากาศในยามเย็นนานเป็นชั่วโมง แสงสีทองทาทาบไปทั่วบริเวณ สายลมเย็นที่พัดผ่านไอน้ำเข้ามากระทบ มันช่างสดชื่นซะเหลือเกิน นกกาเริ่มจะพานกันบินกลับรัง เรือหาปลาของชาวบ้านก็ได้เวลาล่องกลับเข้าฝั่ง เป็นการบ่งบอกว่า เวลาของวันนี้ใกล้ที่จะสิ้นสุดลงแล้ว นักท่องเที่ยวเริ่มพากันทะยอยเดินทางกลับ ทิ้งไว้เพียงความสวยงามของธรรมชาติที่เราเอากลับไปด้วยไม่ได้ จะทำได้ก็เพียงเก็บแค่ความทรงจำและบันทึกเป็นรูปถ่ายให้เราได้ระลึกถึงเท่านั้นเอง 

 

RELATED ARTICLES
spot_img
spot_img
spot_img

Most Popular