• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • พาเที่ยววิหารเซียน กับมิตซูบิชิ แอททราจ…ก้าวที่เหนือใคร

พาเที่ยววิหารเซียน กับมิตซูบิชิ แอททราจ…ก้าวที่เหนือใคร

    เสียงเพลงที่เปิดจากเครื่องเล่นไอแพ็ด แล้วต่อผ่านสาย ยู เอส บี ผ่านไปยังเครื่องเสียงของรถมิตซูบิชิ แอททราจ ได้สร้างบรรยากาศสำหรับการเดินทางได้เป็นอย่างดี สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เราได้ยานพาหนะคู่ใจอย่างรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ที่เพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 22 กม./ลิตร  จึงมั่นใจในเรื่องของการประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี

  

    มิตซูบิชิ แอททราจ เป็นรถอีโค คาร์ รุ่นที่ 2 ที่มีความคล่องตัวในการขับขี่เป็นอย่างมาก ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และรถคันนี้ยังได้มีการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อย่างเช่น ปุ่มสตาร์ทรถ  และกระจกพับได้อัตโนมัติ ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่า รถของคุณได้ทำการล็อคอย่างเรียบร้อยแล้ว ระบบนำทาง หรือ Navigator ที่ติดมากับรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ คันนี้ เหมาะสำหรับนักเดินทางท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะใช้งานง่ายจริงๆ ผมพิมพ์คำว่า “พัทยา” ในช่องคำว่า “จุดหมายปลายทาง” โปรแกรมนำทางก็ค้นหาได้อย่างรวดเร็วทันใจ สำหรับการไปพัทยาในครั้งนี้เป้าหมายของการท่องเที่ยวก็คือ วิหารเซียน (อเนกกุศลศาลา) พัทยา ชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งรวมงานศิลปะไทยจีนชั้นสูงที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย
    ความเร็วของรถที่ขับขี่ระหว่างการเดินทางอยู่ที่ 80-100 กม./ชั่วโมงตลอดช่วง เพื่อเป็นการขับขี่ในรูปแบบของการประหยัดพลังงาน โดยจะสังเกตเห็นตัวหนังสือสีเขียวคำว่า “ECO” ที่หน้าปัดอยู่ตลอดเวลา และระหว่างการเดินทางไปพัทยา พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะแวะปั๊มเพื่อทำธุระส่วนตัว พร้อมกับการได้จิบกาแฟเข้มๆ ซักแก้ว เพื่อเป็นการเพิ่มความสดชื่นและสร้างบรรยากาศ ให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้อีกด้วย
    เวลา 4 โมงเย็น รถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ก็เลี้ยวเข้าไปจอดสงบนิ่งตรงทางเข้าด้านหน้าของโรงแรม ทูน โฮเตล พัทยา ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้  และในค่ำคืนนี้  จึงเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนแบบสบายๆ เพื่อเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้สำหรับการเดินทางไปชมสถานที่อันสำคัญของพัทยานั่นก็คือ วิหารเซียน ในรุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้กันต่อไป

    เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ดังขึ้นในรุ่งเช้าของวันใหม่ วันนี้แล้วที่พวกเราจะได้ไปเที่ยวชม “วิหารเซียน” กัน หลังจากที่รับประทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะออกเดินทางกัน

  

    
    ปุ่มสตาร์ทรถถูกกดใช้งานอีกครั้ง รถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณโรงแรมทูน โฮเต็ล แล้วขับเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสายหลักของพัทยาสายสอง ระบบนำทาง (Navigator) ของรถถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง ในครั้งนี้เราเพียงพิมพ์คำว่า “วิหารเซียน” ในช่องค้นหาสถานที่ เพียงไม่กี่วินาที สถานที่ที่เราต้องการก็ปรากฏขึ้นอย่างง่ายดาย ถือว่าสะดวกเอามากๆ หลังจากนั้นการเดินทางไปเที่ยว “วิหารเซียน” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

    วันนี้ท้องฟ้าไม่ค่อยแจ่มใสเท่าไรนัก เนื่องจากตอนเช้าได้มีฝนตกลงมา อากาศโดยรวมของวันนี้เลยไม่ร้อนมากนัก เมื่อขับรถมาได้ซักพักใหญ่ๆ ผมก็หันไปบอกคนขับให้เลี้ยวขวา เพื่ออ้อมวงเวียนไปทางถนนพัทยา-นาเกลือ ตามพิกัดของระบบนำทาง ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอของรถ การจราจรบนท้องถนนในวันนี้ถือว่าคล่องตัวพอสมควร จึงไม่ทำให้เสียเวลามากนักสำหรับการเดินทาง จวบจนเมื่อถึงเวลาบ่าย 2 โมง รถก็เคลื่อนผ่านทางด้านหน้าของ วิหารเซียน ตรงเข้าไปจอดยังสถานที่จอดรถทันที

 

    หลังจากเครื่องยนต์ดับสนิทและทำการล็อครถเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็พากันเดินไปยังสถานที่ขายตั๋วที่อยู่ถัดไปทางด้านซ้ายของที่จอดรถเล็กน้อย สำหรับราคาบัตรเข้าชมภายในวิหารเซียน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คิดราคาเดียวคือ 50 บาท เท่านั้น

  

    วิหารเซียน หรือ อเนกกุศลศาลา เป็นวิหารขนาดใหญ่ เป็นศิลปะแบบจีน มี 3 ชั้น เป็นแหล่ง รวบรวมศิลปกรรม ไทย-จีน บริเวณด้านนอก จะเป็นที่จัดแสดง แปดเซียนข้ามทะเล พอเดินผ่านประตูเข้าไปด้านในของชั้นล่าง จะมีรูปปั้นศิลปะจีนต่างๆ มากมาย อย่างเช่น เจ้าแม่กวนอิม ไซอิ๋ว เปาบุ้นจิ้น พระพุทธรูป สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ รูปปั้นจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ รวมไปถึงมีรูปปั้นอื่นๆ อีกมากมาย จัดวางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ 

  

  

    พวกเราใช้เวลาในการเดินชมพร้อมๆ กับบันทึกภาพในบริเวณชั้นล่างนี้ก็เกือบๆ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินขึ้นไปบริเวณชั้นสอง ซึ่งมีรูปปั้นมวยจีนของวัดเส้าหลินจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ โดยมีลักษณะของการรำมวยแตกต่างกันไปอย่างสวยงาม 

  

     วิหารเซียน ก่อตั้งโดยนายสง่า กุลกอบเกียรติ พร้อมด้วยคณะและญาติมิตร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาติจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมงคลวโรกาสที่ทรงเจริญพระชมน์พรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปีพุทธศักราช 2530 โดย นายสง่า ได้รับพระราชทานที่ดินในบริเวณโครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และทรงพระราชทานฤกษ์ในการก่อสร้างเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2531 และพระราชทานนามอาคารนี้ว่า ” อเนกกุศลศาลา        

    ท้องฟ้าของวันนี้เหมือนไม่ค่อยเป็นใจเท่าไรนัก บางครั้งก็สว่าง บางครั้งก็มืดครึ้ม พวกเราใช้เวลาเดินเที่ยวชมอยู่ที่วิหารเซียนนานพอสมควร จึงคิดว่าจะขับรถไปเที่ยวต่อยังบริเวณใกล้ๆ นั่นก็คือ เขาชีจรรย์ และไร่องุ่นซิลเวอร์เลค เพื่อไปเที่ยวและบันทึกภาพกัน

    รถเคลื่อนตัวออกจากวิหารเซียน โดยขับมุ่งหน้าไปทางด้านขวา ซึ่งมองเห็นเขาชีจรรย์ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างชัดเจน  พอรถเคลื่อนผ่านบริเวณทางขึ้นของเขาชีจรรย์ ผมเห็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็พากันเดินขึ้นไปยังบริเวณด้านในที่เป็นภูเขา และที่ภูเขานี้จะมีรูปแกะสลักในลักษณะพระพุทธฉายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปแบบประทับนั่งปางมารวิชัยเลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา มีความสูงถึง 109 เมตร  

  

    หลังจากลงไปเก็บภาพบรรยากาศบริเวณเขาชีจรรย์เรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็ขับรถมุ่งหน้าเลยไปยังไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ซึ่งอยู่ถัดไปเพียงเล็กน้อย

            ในขณะที่รถขับผ่านไร่องุ่น ทางด้านขวามือที่ติดกับแนวเขตรั้ว จะมองเห็นมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่และมีสะพานปูนพาดผ่าน ด้านขวาของสะพานเล็กน้อย จะมองเห็นกังหันลมอยู่ไกลๆ ซึ่งรูปแบบก็จะเหมือนกับประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งโดดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้บันทึกภาพเป็นที่ระลึกกัน 

  

    หลังจากที่ขับรถเที่ยวชมและถ่ายภาพกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับโรงแรมที่พักกัน พวกเราสองคนตกลงกันว่า วันพรุ่งนี้ก่อนกลับกรุงเทพ จะแวะเที่ยวและถ่ายรูปกันที่สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของพัทยาอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ มิโมซ่า (Mimoza) การท่องเที่ยวภายในวันนี้ ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าบางครั้งอากาศอาจจะไม่เป็นใจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทาง และสำหรับค่ำคืนนี้ คงจะต้องพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เที่ยวที่โมมิ
ซ่าอีกที่หนึ่งก่อนกลับกรุงเทพฯ
   
รุ่งเช้าของอีกวัน หลังจากเช็คเอาท์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพกัน แต่คงยังเหลือที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องไปแวะเยี่ยมชมกันนั่นก็คือ มิโมซ่า นั่นเอง ระบบนำทางของรถถูกกำหนดขึ้นครั้ง โดยมีเป้าหมายก็อยู่ที่ “มิโมซ่า” หลังจากที่ตั้งพิกัดที่จะไปเรียบร้อยแล้ว รถมิตซูบิชิ แอททราจ ก็เคลื่อนตัวออกจากโรงแรมทันที สำหรับช่วงเช้าของวันนี้ อากาศโดยรวมค่อนข้างจะเย็น อันเนื่องมาจากฝนได้ตกลงมาตั้งแต่เช้ามืด ก็เลยคิดกันว่าถ้าเป็นอย่างนี้ คงจะถ่ายรูปกันลำบากแน่ๆ แต่เมื่อรถวิ่งมาได้ซักพักท้องฟ้าก็เริ่มแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้พวกเราใจชื้นขึ้นมาทันที ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงที่หมายในเวลา 10.45 น.
      มิโมซ่า พัทยา (Mimosa Pattaya) เป็นสถานท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยา บรรยากาศสไตล์ ชิล ชิล สถานที่แห่งนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะแวะเที่ยวชมและถ่ายรูปกัน เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก มิโมซ่าตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน โดยจะเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 23.00 น. 

  

     จวบจนเมื่อถึงเวลา 12.25 น. หลังจากที่ได้ลงไปเดินเที่ยวชมและถ่ายภาพกับสถานที่แห่งนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะต้องซื้อของที่ระลึกของสถานที่แห่งนี้กลับไปด้วยเช่นกัน

    ฝนทิ้งเม็ดโปรยปรายลงอีกครั้ง การเดินทางกลับกรุงเทพครั้งนี้จึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพวกเรามากนัก เพราะได้ยานพาหนะคู่ใจอย่างรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ที่มีสมรรถนะรอบด้าน รวมไปถึงในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการประหยัดพลังงาน โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 22 กม./ลิตร และที่สำคัญสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ก็คือ ระบบนำทาง (Navigator) ที่สามารถตอบโจทย์ให้กับการเดินทางในเรื่องของการค้นหาสถานที่ได้อย่างง่ายดาย รถมิตซูบิชิ แอททราจ จึงถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานทั้งในเมืองและเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ไกลๆ ซึ่งสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ สมแล้วกับสโลแกนที่ว่า “มิตซูบิชิ แอททราจ ก้าวที่เหนือใคร” 

ขอขอบคุณ  : – บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
Tune Hotel Pattya

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *