• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • พาขึ้นเหนือเที่ยว “ผาช่อ” ความสวยงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง

พาขึ้นเหนือเที่ยว “ผาช่อ” ความสวยงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง

    เป็นอีกครั้งที่ได้เดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ เมืองที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดจังหวัดหนึ่งเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่นักท่องนิยมไปกัน ทริปนี้เราสองคนได้มีภารกิจที่จะต้องขึ้นเหนือไปทำงาน โดยมีเวลาอยู่ประมาณสองอาทิตย์ได้ ระหว่างเดินทางก็ถ่ายรูปเช็คอินอัปโหลดขึ้นเฟสบุ้คอยู่ตลอดเวลา จนมีน้องที่รู้จักกันมาคอมเม้นต์ตอบและบอกว่า “พี่สองคนอย่าลืมไแวะเที่ยวที่ผาช่อกันนะ มันสวยมาก” เพียงแค่นั้นแหละ ปลายนิ้วก็จิ้มสัมผัสหน้าจอไอแพดเพื่อค้นหาจากอาจาร์กูเกิ้ลกันเดี๋ยวนั้นเลย เราวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวกันในช่วงบ่ายๆ ของวัน เพราะระยะทางจากเชียงใหม่ถึงผาช่อประมาณเกือบ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเกือบๆ สองชั่วโมงได้

       

    เป้าหมายการเดินทางถูกกำหนดขึ้นในทันทีที่ร้านกาแฟ “อิงชล ชมดอย” หลังจากจิบกาแฟรสโปรดคละเคล้าบรรยากาศชิลชิลเรียบร้อยแล้ว การเดินทางไปยังผาช่อก็ได้เริ่มต้นขึ้น แสงแดดเวลานี้ค่อนข้างแรงพอสมควร แต่มันคงไม่ดเป็นอุปสรรคเลยสำหรับการท่องเที่ยวของเราสองคน ขับรถไปเพลินๆ จีพีเอสจากกูเกิ้ลแม็บก็ชี้บอกตำแหน่งทางเข้าผาช่อให้เห็น หลังจากกลับรถแล้วก็เลี้ยวเข้าไปตามทางเป็นถนนเล็กๆ ที่พอรถวิ่งสวนกันได้ ขับผ่านหมู่บ้านโค้งซ้ายเลี้ยวขวาลัดเลาะไปตามเส้นทาง จนกระทั่งเห็นป้ายชี้บอกทางไปยังผาช่อ ขับต่อไปยังถนนที่เป็นทางลูกรังอีกซักพักก็เจอกับป้อมที่มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่

       

    “ผาช่อไปทางนี้ใช่มั้ยครับ?” เราเอ่ยถามเจ้าหน้าที่หลังจากจ่ายเงินค่าเข้าเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกพวกเราว่า ให้เข้าไปทางซ้ายมือนี้แล้วตรงไปตามถนนเล็กๆ ก็จะเจอป้ายบอกทางไปผาช่ออยู่เป็นช่วงๆ เราสองคนก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังทางที่เจ้าหน้าที่บอกทันที ขับผ่านทางเล็กๆ ที่เป็นลูกรังที่สองข้างทางที่เป็นป่าไม้ ในใจก็ยังลุ้นอยู่ว่าจะถึงเมื่อไหร่

       

    แสงแดดอ่อนๆ ในเวลาบ่ายสี่โมงกว่าๆ ที่เล็ดลอดเป็นลำผ่านกิ่งไม้ในยามนี้สวยงามมากๆ จนกระทั่งขับรถมาถึงทางโค้งที่มีป้ายบอกทางไปผาช่อปักอยู่ทางด้านซ้าย ผมบอกให้คนขับจอดรถเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปบันทึกเรื่องราวของการเดินทาง ถ่ายรูปเสร็จก็นั่งรถขับไปทางด้านขวาซึ่งป้ายบอกระยะทางว่ายังคงเหลืออีก 3 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงผาช่อ สองข้างทางก็ยังคงมีต้นไม้ใหญ่น้อยปกคลุมอยู่ตลอดช่วงของการเดินทาง จนกระทั่งขับมาถึงทางสามแยกก็เจอกับป้ายบอกทางไปยังผาช่ออีก เราขับรถเลยขึ้นไปทางด้านขวามือก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดยังบริเวณที่จอดรถใกล้ๆ กับห้องน้ำ

       

    ที่บริเวณนี้จะเป็นลานกว้างๆ ทางซ้ายมือจะมีศาลาเอนกประสงค์ตั้งอยู่เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพัก หลังจากจอดรถเรียบร้อย เราสองคนก็เดินเข้าไปยังบริเวณศาลาทันที ที่บริเวณนี้จะเป็นจุดที่สูงสุด เราสามารถที่จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่มีอะไรมาบดบังเลย เดินลัดเลาะไปทางด้านขวาจะมีมุมที่เป็นม้านั่ง เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งชมวิวและพักเหนื่อย

       

    บริเวณนี้จะมองเห็นหุบเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของผาช่อเหมือนกัน เดินย้อนกลับมาบริเวณจุดชมวิว หันไปถามเจ้าหน้าที่ถึงทางลงไปยังผาช่อว่าไปทางไหน เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าจะลงไปทางนี้ ขากลับก็จะต้องเสียเวลาเดินย้อนขึ้นมาอีกครั้งเพื่อมาเอารถ มันจะเหนื่อยเปล่าๆ ทางที่ดีควรจะขับรถลงไปจอดทางด้านล่างที่เป็นทางสามแยกแล้วเลี้ยวขวา ตรงนั้นก็เป็นทางเข้าไปยังผาช่อเหมือนกัน

    ไม่รอให้เสียเวลาไปมากกว่านี้แล้ว เพราะเวลานี้ก็เกือบห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว เดี๋ยวแสงหมดจะถ่ายรูปไม่สวย เราสองคนรีบเดินขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วก็ขับออกไปจอดยังบริเวณที่ว่านั้นทันที จอดรถดับเครื่องยนต์พร้อมกับจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการบันทึกภาพ เดินไปตามทางที่มีป้ายบอกทางไปผาช่อเพียงแค่ 400 เมตร

       

    เดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินแม่น้ำในช่วงแรกๆ ที่นี่จะเป็นทางที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้เดินนวดฝ่าเท้ากัน เป็นการทำสปาเท้าไปในตัว พอเดินผ่านช่วงนี้ไปอีกเล็กน้อยก็จะเป็นทางที่คดเคี้ยวโค้งไปมาคล้ายๆ กับทางน้ำไหลผ่าน บางช่วงก็กว้างบ้าง แคบบ้างแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ แสงแดดยามนี้ไม่มีให้เราได้มองเห็นเลย เพราะว่าทั่วบริเวณที่เราเดินผ่าน จะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้อย่างหน่าแน่น

       

    การหยุดถ่ายรูปของเราสองคนก็เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ก็ยังคงแอบลุ้นอยู่ว่า ที่ผาช่อนี้จะสวยเหมือนที่มีคนเคยบอกมาหรือเปล่า? เดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ จนเหงื่อในกายซึมออกมาให้เห็นก็มาถึงทางที่จะขึ้นไปยังเนิน

       

    ทางด้านขวามือจะมีบันไดให้เราเดินขึ้นไป เดินมาเหนื่อยๆ แล้วต้องเดินขึ้นบันไดอีก โอ! พระเจ้า ทำไมเป็นแบบนี้ แกล้งแอบอุทานเล่นๆ อยู่ในใจ ระหว่างบันไดที่เดินขึ้นก็จะเจอกับป้ายที่เขียว่า “ม่อนลองแฮง” ซึ่งเป็นภาษาเหนือ แปลว่า “เนินลองแรง” หรือ “เนินประลองกำลัง”

       

    หลังจากผ่าน “ม่องลองแฮง” มาได้แล้วก็จะถึงยอดเนินที่ทางด้านซ้ายจะมีศาลาที่มีไว้ให้นักท่องได้นั่งพัก เดินตรงไปทางด้านขวามือก็จะพบกับทางลงที่จะไปชมยังผาช่อ หยุดพักหายเหนื่อยกันได้ที่แล้ว เวลาที่จะเดินลงไปชมความสวยงามของผาช่อที่รอเราอยู่ยังเบื้องล่างก็เริ่มขึ้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จ เราสองคนก็เดินลงไปตามทางที่เป็นบันไดซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ ค่อยๆ ก้าวทีละขั้น ที่ละขั้นด้วยความระมัดระวัง

       

    พอเดินลงไปถึงจุดกึ่งกลาง ทางด้านซ้ายก็จะมองเห็นหน้าผาที่ยืนตั้งตระหง่านอย่างสวยงาม มองดูแล้วจะมีความแตกต่างจากหน้าผาทั่วๆ ไป จากด้านล่าง เมื่อเรามองไต่ขึ้นไปถึงยอดของหน้าผาด้านบน จะเห็นเป็นช่อๆ ที่เว้นจังหวะเป็นระยะๆ อย่างสวยงามและน่าอัศจรรย์ เวลานี้ไม่มีแสงแดดให้เห็นแล้ว มีก็แต่แสงที่เปล่งประกายความสวยงามของผาช่อเท่านั้นที่สะท้อนให้เราได้ชื่นชม การถ่ายภาพในบริเวณจึงดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบมากนัก หลายๆ มุมของสถานที่ถูกบันทึกอย่างต่อเนื่อง และที่บริเวณด้านบนของยอดผาช่อ จะมีผึ้งหลวงมาอาศัยทำรังอยู่เฉกเช่นเดียวกัน

       

    ผาช่อ ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยหล่อในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วาง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกิดจากการกัดเซาะของลมฝนจนทำให้แผ่นดินที่เชื่อกันว่าเมื่อหลายร้อยปี หรือพันปีก่อนบริเวณแห่งนี้เคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง ซึ่งสังเกตได้จากก้อนกรวดหินกลมมนกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อดินจำนวนมาก

    จนกระทั่งแม่น้ำปิงได้เปลี่ยนสายย้ายทิศไหลผ่านไปที่อื่น บริเวณนี้ก็ได้ถูกยกตัวเป็นเนินเขาสูง ตะกอนแม่น้ำปิงก่อตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ผ่านกาลเวลาและถูกกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่างแปลกตา ผาช่อมีลาดลายที่สวยงามขนาดใหญ่ โดยมีความสูงราว 30 เมตร

       

    ใช้เวลาชื่นชมความงดงามของผาช่ออยู่เกือบๆ ชั่วโมงก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกลับ ความเงียบสงบเริ่มเข้ามาแทนที่ แสงแดดไม่มีให้เห็นนานแล้ว ผู้คนที่มาเที่ยวบางส่วนก็เริ่มพากันทะยอยเดินทางกลับ และบางกลุ่มก็เพิ่งเดินทางมาถึงเช่นกัน

       

    หลังจากเดินออกมาจากบริเวณจุดถ่ายภาพตรงหน้าผาแล้ว เราก็เดินย้อนกลับมาบริเวณทางเดิมตรงจุดกึ่งกลาง ซึ่งทางด้านซ้ายจะมีป้าย “ทางออก” ให้เราเดินกลับออกไป ซึ่งเป็นคนละทางกัน บริเวณทางเดินส่วนนี้จะค่อนข้างแคบและตดเคี้ยวกว่าทางเข้า บางช่วงเราจะถึงกับต้องเอียงทำตัวแบนๆ เพื่อให้ผ่านช่องทางเดินไปให้ได้ ระหว่างทางเดินก็จะมีป้ายที่เขียนว่า “ฮ่อมกองกีด” ปักอยู่ ซึ่งแปลว่า “ทางที่เป็นซอยแคบๆ” เป็นทางเดินที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำที่ไหลเป็นทางนั่นเอง

       

    เดินตามทางที่เรียกว่า “ฮ่อมกองกีด” แบบชนิดที่ต้องระมัดระวังตัวมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงทางสามแยกที่ใกล้กับทางขึ้นบันไดทางขึ้นเนิน “ม่อนลองแฮง” เราเดินหันหลังให้กับทางเดิมเพื่อตรงไปยังที่จอดรถด้านนอก ผ่านเส้นทางที่แคบๆ อยู่ตลอดช่วงเหมือนเช่นเดิม

       

    จนกระทั่งเหลือบไปเห็นรถของเราที่จอดอยู่บริเวณที่จอดรถด้านนอก อาการเหน็ดเหนื่อยก็พลันหายไปในทันที ทั่วทั้งบริเวณโดยรอบบรรยากกาศโดยรวมเริ่มเข้าสู่ความเงียบสงบ หลังจากเก็บกล้องพร้อมด้วยสัมภาระบางส่วนเรียบร้อยแล้ว การเดินทางกลับจึงได้เริ่มต้นขึ้น

    สำหรับในการเดินทางกลับ เราเลือกที่จะใช้อีกเส้นทางใหม่ด้วยการขับรถเลี้ยวซ้ายขึ้นบทางที่เป็นเนิน ซึ่งทางด้านซ้ายจะเป็นจุดที่เราแวะในครั้งแรกที่มีศาลา ขับตรงไปตามทางเรื่อยๆ ก็จะเจอกับทางเข้าของอุทยานแม่วาง หลังจากขับไปตามทางอีกซักระยะหนึ่งก็จะไปโผล่ออกที่ถนนใหญ่ ที่ทางเข้ามีป้ายเขียนทางเข้าวัดหนองหอยใหม่

       

    ณ เวลานี้ บรรยากาศในช่วงที่แสงสุดท้ายได้คืบคลานมาเยี่ยมเยือน เบื้องหลังที่อาจจะเป็นอดีตสำหรับเราในเวลานี้มันยังคงสร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางท่องเที่ยวอย่างเราๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นความงดงามที่เราได้ไปสัมผัสแบบสดๆ ร้อนๆ จากคำบอกเล่าของคนที่ได้แนะนำ มันช่างงดงามมากกว่าเป็นหลายสิบเท่าเลยจริงๆ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันอาจจะเหน็ดเหนื่อยจนใครบางคนถึงขั้นเกือบจะถอดใจไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อไปถึงจุดหมายแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยที่ว่ามา มันก็ได้มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง และนี่แหละคือความรู้สึกที่อยากบอกต่อและถ่ายทอดเรื่องราวให้ได้รู้ว่า ที่ “ผ่าช่อ” มันงดงามมากกว่าที่เราเคยได้ยินมาจริงๆ บอกเลย

[พิกัดทางไปผาช่อ]

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *