• Homepage
  • >
  • Reviews
  • >
  • พักผ่อนนอนเล่นชิลล์ๆ ที่… “เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้”

พักผ่อนนอนเล่นชิลล์ๆ ที่… “เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้”

    เมื่อเอ่ยถึงที่พักที่มีชื่อว่า “เลอ จา แดง” หลายๆ คนก็อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อและคงคิดว่ามันคงเป็นที่พักที่อยู่ต่างประเทศประมาณนั้น แต่ถ้าพูดชื่อเต็มของสถานที่แห่งนี้ว่า “เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้” เท่านั่นแหละ เอ๊ะ! แม่โจ้นี่มันที่เชียงใหม่นี่นา ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปลองติดตามกันดูว่าที่พักแห่งนี้ จะความแตกต่างหรือน่าไปนอนเล่นพักผ่อนันแค่ไหน ตามสิครับ รออะไร

    “เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้” ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เกือบๆ 30 กิโลเมตร และอยู่ใกล้ๆ กลับมหาวิทยาลัยแม่โจ้เพียงแค่สองกิโลกว่าๆ เท่านั้นเอง ถนนหนทางที่มุ่งหน้าสู่ที่พักแห่งนี้ถือว่าสะดวกสบาย โดยสามารถขับรถเข้าไปได้ทั้งสองทางแล้วแต่จะเลือก เราเลือกที่จะขับเลยไปทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้แล้วเลี้ยวซ้าย ขับลัดเลาะไปตามถนนลาดยางที่มีสองเลน ขับผ่านวัดแล้วก็ไปโผล่เลียบลำคลองเล็กๆ จากนั้นก็ขับเลี้ยวซ้ายไปเรื่อยๆ จนกะทั้งไปเจอกับที่พักหลังคาทรงอหลมสีส้มตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ทางฝั่งขวามือ ขับเลยไปจนเจอกับสะพานก็ขับรถเลี้ยวขวาเข้าไปจอดยังภายในบริเวณที่พัก

    ด้วยรูปทรงที่แปลกตาและไม่เหมือนกับที่พักทั่วๆ ไปที่พวกเราเคยพักมา มันเลยทำให้พวกเราถึงกับตกตะลึงและคาดไม่ถึงว่าจะมีที่พักที่เมื่อดูจากภายนิกแล้วเหมือนกับบ้านใหญ่ๆ หลังหนึ่ง รูปทรงของสถาปัตยกรรมได้แนวความคิดมาจากหมู่บ้านชาวอังกฤษผสมกับทางฝั่งเยอรมันนี รั้วประตูทางเข้าสีเขียวหวานๆ มันช่างดึงดูดและเหมือนกับเชื้อเชิญให้แขกผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

       

    จอดรถเสร็จก็พากันลากกระเป๋าเดินทางและสัมภาระเดินเข้าไปยังด้านในทันที ผมเดินตามหลังเพราะมัวแแต่เก็บภาพรอบๆ บริเวณ ทางด้านซ้ายที่เลยถัดไปจากบริเวณจอดรถ จะมีสวนหย่อมขนาดย่อมๆ ที่มีศาลาสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง มีทางเข้าทั้งหม้สีทางด้วยกัน ทั้งสี่มุมจะปลูกไม้ดอกหลากหลายชนิดสลับกัยเพื่อความสวยงาม

       

    เสียงแว่วๆ ของพี่ต๋อยซึ่งเป็นเจ้าของพูดทักทายกับพวกเราอยู่ตรงบริเวณประตูทางเข้า ผมรีบเดินตามไปสมทบ เดินผ่านซุ้มหลังคาทางเข้าที่มีต้นเฟิร์นห้อยระย้าลงมาอย่างสวยงาม ผมเอ่ยคำทักทายและกล่าสวัสดีพี่ต๋อยเป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะพากันเดินไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารซึ่งอยู่ชั้นล่าง พูดคุยทักทายกันต่ออีกไม่นาน พี่ต๋อยก็เดินเข้าไปยกอาหารจากในครัวมาเสิร์ฟให้กับเราสามคนได้รับปะทานกัน

       

    หลังจากรับประทานอาหารเสร็จผมก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ บริเวณซะเลย ที่พักที่นี่จะถูกตกแต่งด้วยของเก่าสไตล์วินเทจเรโทร มีมากมายหลายอย่างจริงๆ ของทุกชิ้นมาจากต่างประเทศทั้งหมด ทุกๆ ชิ้นถูกจัดวางได้อย่างลงตัวและเป็นหมวดหมู่ บางมุมก็จะมีรูปของพี่ต๋อยและแฟนใส่อยู่ภายในกรอบเก่าๆ คลาสสิควางอยู่ด้วย

       

    สำหรับที่พักแห่งนี้จะมีอยู่เพียงแค่สองชั้นเท่านั้น โดยแยกกันระหว่างชั้นล่างซึ่งเป็นที่รับประทานอาหาร และชั้นบนคือชั้นที่สอง จะเป็นในส่วนของห้องพัก บรรยากาศของที่พักแห่งนี้จะเน้นแบบกันเอง โดยให้มีความรู้สึกเหมือนว่าเรามาพักอยู่ที่บ้านของเราเองประมาณนั้น ทางด้านซ้ายของที่รับประทานอาหารจะเป็นห้องทำกับข้าวและห้องน้ำ ส่วนทางด้านขวามือจะเป็นห้องรองรับลูกค้า

       

    ภายในห้องจะถูกตกแต่งด้วยของเก่าวินเทจเช่นเดียวกัน มีเปียนโนเก่าๆ ที่ยังคงใช้งานได้วางอยู่ทางด้านซ้ายมือติดกับผนังห้อง ห้องนี้จะเป็นห้องกระจกหลังคาทรงสูง ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายจริงๆ ลูกค้าสามารถที่จะสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มมานั่งชิลล์ๆ ได้เลย

       

    จากทางด้านล่าง คราวนี้ก็ได้เวลาที่จะขึ้นไปสำรวจยังบริเวณห้องพักด้านบน ก้าวเดินขึ้นบันไดเก้าขั้นแล้วก็เจอกับชานพัก ผนังปูทางด้านซ้ายมือก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดไปทางด้านขวา จะถูกตกแต่งด้วยของสะสมต่างๆ มากมาย โดยได้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่เช่นเดียวกัน

       

    พอก้าวพ้นบันได้ขึ้นไปถึงชั้นสองก็จะมีทางเดินไปจนสุดทาง ทางฝั่งขวามมือก็จะถูกทำเป็นห้องพักให้กับลูกค้าซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสี่ห้องเท่านั้นเอง ในแต่ละห้องก็จะทำเป็นสองชั้น ภายในบริเวณห้องมีเนื้อที่กว้างขวางมากๆ ข้างล่างจะมีทั้งเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตรงมุมนั่งเล่นเมื่อเงยหน้าขึ้นไปจะเจอกับโคมไฟระย้าลงมาสวยงาม เราสามารถมองเห็นรั้วระเบียงของชั้นบนได้เหมือนกัน

       

    ถัดจากเตียงนอนเลยออกไปทางด้านในสุดจะมีประตูออกไปดูวิวทิวทัศน์ตรงระเบียงด้านนอก ส่วนทางด้านขวามือจะทำเป็นห้องน้ำ และทางด้านซ้ายมือจะมีบันไดที่ขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง ผนังห้องก็จะถูกประดับตกแต่งไปด้วยรูปภาพเก่าๆ โคมไฟและเชิงเทียน

       

    ด้านบนชั้นสองก็จะลักษณะแตกต่างกันออกไปในละห้อง มีการจัดวางเตียงนอนและสิ่งของเครื่องใช้ให้ลงตัวในแต่ละห้อง บางห้องก็จะมีเก้าอี้โซฟาให้ลูกค้าได้นั่งพักผ่อนนอนเล่นกัน โคมไฟบริเวณหัวเตียงแทบทุกห้อง จะเป็นของเก่าวินเทจแทบทั้งสิ้น

       

    สำหรับโทนสีในแต่ละห้องก็จะถูกทำให้แตกต่างกันออกไป บางห้องก็จะออกโทนฟ้าอ่อนๆ บางห้องก็จะเป็นสีโอโรสหวาน สร้างความรู้สึกอบอุ่นในยามที่พักผ่อนได้เป็นอย่างดี

       

    เมื่อเดินไปจนสุดทางเดินแล้วจะเจอกับโต๊ะพร้อมเก้าอี้สองตัว เปิดประตูเข้าไปทางขวามือก็จะเจอกับระเบียงสำหรับยืนชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม มีเก้าอี้โซฟาให้นั่งเล่นเพลินๆ อยู่สามตัว มุมนี้ถือว่าได้บรรยากาศสุดๆ ในยามเช้าหรือยามเย็น ผู้ที่มาพักสามารถที่จะยืนชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างชิลล์ๆ เลยทีเดียว มองผ่านทุ่งนาข้าวเขียวขจีเลยออกไปไกลๆ จะมองเห็นทิวเขาเรียงรายสลับกันไปมาเช่นกัน

    “เลอ จา แดง” นอกจากจะมีบริการห้องพักแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารและเครื่องดื่มเอาไว้คอยบริการให้กับลูกค้าอีกด้วย อาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดจะถูกปรุงแต่งด้วยเชฟที่มากด้วยประสบการณ์ จึงมั่นใจได้ทุกๆ เมนูที่สั่ง ลูกค้าจะต้องประทับใจในรสชาติและความสวยงามอย่างแน่นอน

              

    นอกจากที่พักและอาหารที่เลิศรสแล้ว ที่นี่ยังมุมให้ลูกค้าได้เดินเล่นถ่ายรูปกันอย่างจุใจ ยิ่งในยามหน้าหนาวมาเยือนด้วยแล้ว บรรยากาศของที่พักแห่งนี้จะสวยงามและสร้างความประทับให้กับแขกผู้มาเยือนได้อย่างที่ยากจะลืมกันเลยทีเดียว

    สนใจติดต่อขอจองห้องพักได้ที่เบอร์โทร. 081-420-5413 เฟสบุ้คแฟนเพจ : Le Jardin de Maejo

 

เชฟของ “เลอ จา แดง”

พิกัด : เลอ จา แดง เดอ แม่โจ้

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *