• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • บินลัดฟ้าพาไปเที่ยว…”เกาะสมุย”

บินลัดฟ้าพาไปเที่ยว…”เกาะสมุย”

    “ที่สมุยมันมีอะไร ที่ทำให้คุณนั้นต้องอยากไป ที่ทำให้คุณนั้นต้องติดใจ มาชวนผม” “Do you want to know bout’ paradise? this time is really hard to find. Sunshine is brighting all the time at Koh Samui” ครั้งแรกที่ได้ยินเพลงนี้ มันทำให้ผมอยากไปเที่ยวที่เกาะนี้เลย ด้วยเนื้อหา ท่วงทำนองและจังหวะของแนวดนตรี มันสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อฟังเพลงจบใจก็อยากจะบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเดี๋ยวนั้นเลย บอกตรงๆ

    หลายเดือนผ่านไปโอกาสนั้นก็มาถึงแบบที่ไม่ทันตั้งตัว อันสืบเนื่องมาจากสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส ได้จัดงานขอบคุณสื่อมวลชนขึ้นมา ผมก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับ Gift Voucher เป็นตั๋วเครื่องบินพร้อมกับที่พัก 2 คืน 3 วัน อ้าวซะงั้น!! โป๊ะเชะเลยงานนี้ สิ่งที่เคยฝันไว้เมื่อครั้งที่ได้ฟังเพลง “เกาะสมุย” จะเป็นจริงแล้วครั้งนี้ ดีใจมากและมากกกก…บอกเลย

    เมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ก็จัดการทำเรื่องจองตั๋วเครื่องบินกับบางกอก แอร์เวย์ส โดยกำหนดวันเวลาในการเดินทาง เอาหละคราวนี้ เราสองคนก็จะได้บินไปเที่ยวเกาะสมุยอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว

       

    เช้าวันรุ่งขึ้นของการเดินทาง เราเรียกบริการแท็กซี่มิเตอร์จากบ้านเพื่อตรงไปไปสนามบินสุวรรณภูมิทันที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีก็ถึงสนามบิน ลงจากแท็กซี่พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมไปเที่ยวมากมาย หลังจากยกกระเป๋าไปวางเรียงอยู่บนรถเข็นเสร็จเรียบร้อย เราสองคนจะเดินเข้าไปสู่ยังบริเวณภายในสนามบินทันที

       

    ระหว่างทางเดินก็อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกเรื่องราวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งไปหยุดอยู่หน้าเคาว์เตอร์ของสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส์เพื่อทำการเช็คอินและโหลดกระเป๋าเดินทาง โหลดกระเป๋าพร้อมกับรับตั๋วเสร็จก็ถึงเวลาที่สำคัญ นั่นก็คือ การไปนั่งใช้บริการ Boutique Lounge ของบางกอก แอร์เวย์ส เพราะสถานที่แห่งนี้ถือเป็นไฮไลท์ที่สำคัญของสายการบินนี้เลยทีเดียว ขนมที่ขึ้นชื่ออันดับต้นๆ และจะขาดไม่ได้ก็คือ ข้าวต้มมัด รวมไปถึงของกินอีกอีกหลายสิ่งอย่างที่มีเอาไว้คอยบริการลูกค้าอย่างครบครัน สถานที่ก็ดูโอ่อ่ากว้างขวาง และที่สำคัญสำหรับนักโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ที่นี่ยังมีบริการไวไฟฟรีให้อีกด้วย

              

    เราสองคนใช้เวลาอยู่ที่ Boutique Lounge น่าจะประมาณชั่วโมงกว่าๆ เสียงของพนักงานก็ประกาศบอกให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังเกาะสมุยขึ้นเครื่องได้แล้ว เราสองคนไม่รอช้า รีบหยิบกระเป็าสะพายและเป้ใส่ของเดินออกจาก Boutique Lounge เพื่อไปรอยังประตูทางที่จะเดินไปขึ้นเครื่องในทันที

       

    ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงเกาะสมุยก็ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ และในระหว่างที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน ต้องบอกเลยว่าอาหารที่เสิร์ฟโดยสายการบิน บางกอก แอร์เวย์ส์ ถือว่าโอเคเลย เราสองคนเลยจัดซะอิ่มพอดีๆ และระหว่างที่เครื่องบินยู่เหนือท้องฟ้า การถ่ายรูปเพื่อเก็บบันทึกเรื่องราวก็ยังคงดำเนินต่อไปอยู่เรื่อยๆ จวบจนได้ยินเสียงของเจ้าหน้าประกาศให้ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการลงจอดที่เกาะสมุย

    ในขณะนี้เครื่องได้ลดระดับเพดานการบินเพื่อที่จะลงจอดยังสนามบินแล้ว มองออกไปที่ช่องหน้าต่างของเครื่องบิน น้ำทะเลสีเขียวครามตัดกับขอบฟ้าและเห็นเด่นชัดสวยงาม ไม่นานนักสิ่งที่มองเห็นถัดไปก็คือพื้นที่ของเกาะสมุย ที่เต็มไปด้วยความสดชื่นเขียวขจีของแมกไม้และต้นมะพร้าวที่ปลูกอยู่บนเกาะเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่

       

    หลังจากที่เครื่องจอดสนิท ผู้โดยสารทั้งหมดก็พากันทะยอยลงจากเครื่องเพื่อไปขึ้นรถรับส่งที่ทางสายการบินจัดให้ ขับออกจากบริเวณที่เครื่องบินลงจอด มุ่งหน้าไปยังตัวอาคาร ในขณะที่นั่งอยู่บนรถ ผมมองกว่ดสายตาไปทั่วทั้งบริเวณของสนามบิน รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และสวยงามของสถานที่จริงๆ การตกแต่งบริเวณต้องยอมรับเลยว่า บางกอก แอร์เวย์สทำได้ดีจริงๆ

       

    ใช้เวลาเพียงแค่สิบนาที รถที่เรานั่งก็เลี้ยวเข้าไปจอดเทียบยังบริเวณทางเข้าตัวอาคาร ผู้โดยสารส่วนมากเดินลับหายไปตั้งนานแล้ว ยังคงเหลือเพียงแค่เราสองคน ที่ยังคงเสียเวลาเล็กน้อยไปกับการถ่ายภาพ เพื่อบันทึกเรื่องราวของการเดินทางอยู่ตลอดเวลา

       

    หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็ออกเดินทางไปยังจุดนัดพบที่ได้นัดเอาไว้กับทางโรงแรม เดินผ่านช่องทางเดินไปไกลพอสมควร เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา จวบจนไปถึงยังบริเวณจุดนัดพบ กวาดสายตาไปยังผู้คนที่ยืนเรียงรายอยู่ที่บริเวณนั้นเพื่อมองหาเจ้าหน้าที่ที่มารับ เพื่อมองหาชื่อของเราสองคน เพียงแค่เสี้ยววินาที เจ้าหน้าที่ที่รออยู่ก่อนแล้วก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมกับขอตัวไปขับรถมาจอดเทียบท่าใกล้กับที่เรายืนรออยู่ หลังนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกจากบริเวณของสนามบิน โดยขับมุ่งหน้าไปยังโรงแรมสมุย ปาล์มบีชในทันที

       

    จากสนามบินถึงโรงแรมที่พักที่บ่อผุด ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 45 นาทีก็ถึงที่หมาย ในมาสมุยในครั้งนี้เราได้พักที่โรงแรมสมุย ปาล์มบีช รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมที่ทางสายการบินเลือกให้ หลังจากทำการเช็คอินเรียบร้อยแล้ว พนักงานของทางโรงแรมก็พาเราเดินไปยังห้องพักซึ่งเป็นอาคารถัดไป ภายในบริเวณของโรงแรมจะถูกตกแต่งไปด้วยต้นไม้ที่เขียวขจี

    รูปแบบของตัวโรงแรมจะตกแต่งในลักษณะคล้ายๆ ศิลปะของทางภาคเหนือ ประตูทางเข้าห้องจะมีการประดับคกแต่งด้วยภาพจิตกรรมไทยที่งดงามอ่อนช้อย ให้ความรู้สึกเป็นมิตรคล้ายๆ กับกำลังเชื้อเชิญให้แขกผู้มาพักได้เข้าไปสู่บริเวณภายในห้องพัก

       

    ภายในห้องถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายแลดูคลาสสิคดี เราสองคนไม่ยอมให้เสียเวลา การเช็คกับสถานที่ที่มาพักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย หลายๆ ภาพถูกบันทึกด้วยกล้องโกโปรคู่ใจ เราเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อเก็บภาพด้านนอก ซึ่งสามารถมองเห็นสระน้ำสีฟ้าครามที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา

       

    ทางด้านขวา มีสะพานข้ามสองฟากฝั่งของโรงแรมเพื่อความสะดวกของแขกผู้มาพัก เวลานี้ แสงแดดเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงเย็นของวัน เวลายังคงเหลือ และเราก็คงไม่ยอมให้มันผ่านไปแม้แต่เศษเสี้ยวนาทีเป็นแน่แท้ “ถนนคนเดินบ่อผุด” คือเป้าหมายสำหรับเราในขณะนี้ และมันก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากเท่าไรนัก

       

    เรานั่งรถสองแถวรับจ้างออกจากบริเวณโรงแรมเพื่อไปยังถนนคนเดินทันที “ถึงแล้วครับ เดี๋ยวพี่ลงเดินเข้าไปด้าในเลย ตรงนี้แหละครับ ถนนคนเดินบ้อผุด” เสียงของคนขับรถพูดผ่านช่องตรงกลางบอกเราในทันที่ที่รถจอดสนิท

    วันนี้ถนนคนเดินแลดูบรรยากาศเงียบๆ ไม่พลุกพล่าน ในใจก็ยังคงนึกว่า มันจะมีของที่เราคิดไว้หรือเปล่า เราสองคนเดินผ่านเข้าไปด้านในที่เป็นถนนแคบๆ มีร้านรวงวางของขายอยู่สองฟากของทางเดิน สำหรับของที่วางขายที่นี่ก็ดูแล้วก็คล้ายๆ ตลาดนัดทั่วไป มันแตกต่างกับถนนคนเดินที่เชียงใหม่อย่างชัดเจน และที่เห็นจนชินตาก็น่าจะเป็นของกิน ซึ่งมีขายกันอยู่เป็นระยะๆ

       

    ตลอดเส้นทางของถนน เดินไปสุดของหัวมุมถนนซึ่งเป็นสามแยกที่อยู่ติดกับชายหาด เราสองคนตัดสินใจเลี้ยวไปเดินทางด้านขวามือก่อน ผู้คนเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติปะปนกัน แต่ส่วนมากที่เห็นจะเป็นพวกฝรั่งมากกว่า เสียงตะโกนเรียกลูกค้าให้เข้าไปนั่งรับประทานอาหารก็ยังคงได้ยินอยู่ตลอดเวลา

    แสงอาทิตย์เลือนลับหายไปนานมากแล้ว ในขณะเดียวกันแสงของไฟที่ส่องสว่างในแต่ละร้านค้าเริ่มเปิดให้เห็น แสงนวลๆ สีส้มๆ สลับกับแสงสีขาว แลดูสวยงามในขณะที่บันทึกภาพ เราสองคนใช้เวลาเดินเล่นอยู่ที่ถนนคนเดินประมาณเกือบๆ สองชั่วโมงเห็นจะได้ ความมืดในเวลาเริ่มเข้ามาปกคลุมแทนที่

       

    ในขณะที่กำลังเดินกลับที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก พลันเม็ดฝนเล็กๆ ก็ร่วงหล่นโปรยปรายขึ้นมาทันที เราสองคนไม่รอช้า รีบเดินออกจากถนนคนเดินอย่างเร่งรีบเพื่อกลับที่พักในทันที ใช้เวลาเดินทางถึงที่พักเพียงแค่ 30 นาทีก็ถึง ด้วยสภาพที่เปียกชื้นทั้งสองคนเลยทีเดียว การพักผ่อนสำหรับค่ำคืนนี้ ณ เวลานี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พักผ่อนเพื่อเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้สำหรับการตระเวนเที่ยวในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นกันต่อไป โดยมีเป้าหมายสำหรับการตระเวนพาเที่ยวในทริปนี้ นั่นก็คือ “หินตา หินยาย” โดยมีน้องที่อาศัยอยู่บนเกาะสมุยแห่งนี้เป็นไกด์พาเราไปทัวร์รอบเกาะในครั้งนี้ด้วย

    แสงที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาทางระเบียงด้านนอกทพาดผ่านเข้ามายังบริเวณภายในห้องในรุ่งเช้าของวันใหม่ วันนี้แล้ว เราจะได้ไปทัวร์รอบเกาะสมุยกันแล้ว หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง ในครั้งนี้ เราได้ทำการเช่ารถเพื่อการทัวร์รอบเกาะโดยเฉพาะ โดยที่เราได้นัดกับน้องที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ให้เราที่ห้างบิ้กซี

       

    “สวัสดีค่ะพี่” เสียงของน้องปุ๋ยที่จะทำหน้าที่เป็นไกด์ให้เราทักทายทันทีที่เจอหน้ากัน “สวัสดีจร้า” เราทักกลับไปพร้อมๆ กัน สีหน้าเปื้อนยิ้มทั้งสามคนแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้นมาทันที ขอบอกว่า เราไม่ได้เจอกันมานานมากเลย ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสที่ดีมากเลย ที่นอกจากจะได้พบเจอกันแล้ว น้องก็ยังใจดีอาสาเป็นไกด์พาเราไปตระเวนเที่ยวรอบเกาะอีกด้วย

    หลังจากทักทายกันเสร็จ เราสามคนก็พร้อมที่จะออกไปตะลอนทัวร์รอบเกาะกันแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักก็คือ หินตา หินยายนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่สำคัญและเป็นไฮไลท์ของเกาะสมุยเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่า ถ้าใครมาเที่ยวเกาะสมุยแล้ว ไม่ได้ไปแวะเที่ยวหรือเช็คอินที่หินตา หินยายแล้ว ต้องถือว่า มาไม่ถึงเกาะสมุยอย่างแน่นอน เชื่อสิ

    ใช้เวลาเดินทางออกจากบิ้กซีไม่นานนัก รถก็เลี้ยวผ่านเข้าไปยังสถานที่ของหินตา หินยาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราได้ทำการปักหมุดเอาไว้ในวันนี้ ในวันนี้ ผู้คนมีไม่มากนัก น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและสะดวกสำหรับในการบันทึกภาพอย่างแน่นอน เราเดินผ้านร้านค้าบริเวณทางเข้าด้านหน้า เอกลักษณ์ที่เห็นเด่นชัดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวก็คงจะเป็นแผ่นโปสการ์ดภาพถ่ายของหินตาหินยาย ตั้งขายอยู่ทางด้านหน้าของร้านอย่างเห็นได้ชัด

    ภาพแรกของประตูทางเข้าถูกบันทึกขึ้นในทันที เราสามคนเดินผ่านประตูเข้าไปยังบริเวณด้านในที่เป็นสถานมี่ตั้งของหินตาหินยายที่อยู่ติดกับทะเล ภายในบริเวณแลดูสะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ใหญ่หน้อยปกคลุมให้ร่มเงาอยู่บ้าง พอเดินพ้นผ้านต้นไม้ก็จะพบกับโขดหินก้อนใหญ่เรียงรายสลับกันไปมา แสงแดดในเวลานี้ส่องสว่างให้เห็นเด่นชัด

              

    มวลอากาศร้อนๆ พัดมาสัมผัสกับผิวกาย เหงื่อเป็นเม็ดๆ เริ่มมีให้เห็น แต่นั่นคงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเราอย่างแน่นอน เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการถ่ายภาพเสียอีก ทางด้านซ้ายส่วนที่อยู่ติดกับทะเลจะเป็นหินยาย เป็นหินที่เกิดจากธรรมชาติที่สรรสร้างขึ้นมาอย่างบังเอิญ รูปลักษณ์แลดูแล้วคล้ายๆ กับอวัยวะเพศของผู้หญิง

    เหลือบมองไปทางด้านขวามือ จะมองเห็นแท่งหินขนาดพอประมาณตั้งอยู่นั่นก็คือ หินตา โดยมีลักษณะคล้ายๆ กับอวัยวะเพศของผู้ชาย เป็นหินที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา ผ่านกาลเวลา ผ่านการกัดเซาะของฝนและแสงแดด ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์และบังเอิญโดยแท้ ที่ธรรมชาติได้ทำการแต่งแต้มสรรสร้างให้ดป็นเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นไฮไลท์ที่สำคัญของเกาะสมุยเลยทีเดียว ที่ใครๆ ได้มาที่เกาะแห่งนี้แล้ว ถ้าไม่ได้มาแวะเที่ยวที่หินตาหินยาย ก็ถือว่ามาไม้ถึงเกาะสมุยอย่างแน่นอน

       

    หลังจากถ่ายภาพที่บริเวณหินยายจนเป็นที่พอใจแล้ว ผมก็เดินแยกตัวเพื่อไปถ่ายภาพยังหินตา อากาศในเวลานี้ร้อนมากๆ จนเพื่อนร่วมเดินทางต้องขอตัวเดินไปรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ก่อน ยังคงปล่อยให้ผมเดินไปเพื่อถ่ายภาพของหินตาคนเดียว เดินลัดเลาะเรียบบันไดเพื่อไปยังเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้า การบันทึกภาพและชื่นชมทั่วทั้งบริเวณยังคงใช้เวลา แสงแดดที่ผ่านมาประทะจนน้ำในกายเริ่มผุดขึ้นมาให้เห็น ร้อนจนถึงขั้นไอแพดที่ใช้เพื่อบันทึกภาพดับไปถึงสองสามครั้งเลยก็ว่าได้ แท่งหินที่เรียกว่าหินตาเวลานี้ช่างเปลี่ยนไปจากเมื่อสมัยก่อนเล็กน้อย เพียงเพราะว่าผ่านกาลเวลา ผ้านการกัดเซาะของน้ำฝน จากที่เคยเห็นส่วนปลายที่แลดูจากสมัยก่อน เดี๋ยวนี้มันได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อบันทึกภาพจนเป็นที่พอใจแล้ว เราสามคนก็ได้เวลาเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่อื่นอีกต่อไป

       

    รถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณหินตาหินยายทันที และก่อนที่จะไปเที่ยวยังที่อื่นต่อไป น้องที่เป็นไกด์เลยพาไปแวะกินขนมจีนของที่นี่ซะเลย เพราะนี่ห็เป็นเวลาที่กองทัพต้องเดินด้วยท้องเหมือนกัน หลังจากรับประทานขนมจีนกันเรียบร้อยแล้ว การเดินทางไปเที่ยวยังวัดพระใหญ่จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของทริปนี้เหมือนกัน ระหว่างการเดินทางก็ต้องขับผ่านบริเวณหน้าทอน ก็อดไม่ได้ที่จะต้องแวะเก็บภาพที่บริเวณชายหาดหน้าทอน ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญและเป็นท่าเทียบเรือเฟอร์รี่อีกด้วย

       

    ใช้เวลาเดินทางไม่นานมากนักรถก็เคลื่อนตัวเข้าไปจอดยังบริเวณภายในของวัด แสงแดดเวลานี้เริ่มอ่อนกำลังลง ไม่ร้อนอีกแล้ว การเดินขึ้นไปเยี่ยมชมพระใญ่ด้านบนก็ได้เริ่มขึ้น หลังจากถ่ายภาพบริเวณด้านหน้าของทางขึ้นแล้ว ผมก็เดินแยกตัวเพื่อขึ้นไปยังด้านบน ยังคงปล่อยให้อีกสองคนนั่งรอยู่ด้านล่าง

       

    ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดการบันทึกภาพก็มีอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่งก้าวขึ้นไปสู่ยังลานกว้างๆ ด้านบน เงยหน้าขึ้นยังท้องฟ้า พระองค์ใหญ่มหึมาตั้งตระหง่านอยู่อย่างสง่างาม สีทองขององค์พระและดูแล้วให้ความรู้สึกมีมนต์ขลังมาก ด้วยองค์พระที่มีขนาดใหญ่โต เลยถูกขนานนามว่า “พระใหญ่” ส่วนด้านล่างองค์พระจะมีที่สำหรับให้นักท่องเที่ยว ได้จุดธูปเทียนพร้อมถวายดอกไม้เพื่อสักการะบูชา

       

    แสงแดดไม่มีให้เห็นแล้วในเวลานี้ อากาศเย็นๆ เริ่มพัดผ่านเข้ามาแทนที่ ผู้คนที่อยู่ด้านบนมีไม่มากนัก บ้างก็สาละวนกับการถ่ายรูป บ้างก็จุดธูปเทียนเพื่อบูชาสักการะองค์พระ ผมเดินอ้อมผ่านกลุ่มคนที่กำลังบันทึกภาพยังบริเวณด้านหน้าองค์พระ การบันทึกภาพก่อนที่จะเดินกลับลงไปยังด้านล่างก็ยังคงมีขึ้น เดินลงไปทีละขั้น ทีละก้าว ช่องทางเดินทางด้านขวาก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินขึ้นไปอยู่บ้าง

    “เดี๋ยวเราไปนั่งชิล ชิลกันดีกว่านะ” เสียงของไกด์นำทางเอ่ยขึ้นมา ณ เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการไปนั่งพักผ่อนกัน ในเมื่อความคิดเห็นตรงกันก็ไม่รอช้า เป้าหม่ยต่อไปสำหรับเราสามคนก็คือ การได้ไปนั่งชมบรรยากาศชิล ชิล เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินกันอีกด้วย

              

    นั่งชมบรรยากาศยามที่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างเพลินๆ จวบจนแสงสีทองเลือนลับหายไป ความมืดมิดของยามราตรีเริ่มคลืบคลานเข้ามาแทนที่ แสงไฟของเรือหาปลามองเห็นอยู่ไกลลิบๆ ณ เวลานี้คงจะได้เวลาต้องเดินทางกลับที่พักกันแล้ว การท่องเที่ยววันนี้ก็ได้สิ้นสุดลง คงเหลือเอาไว้แต่ความทรงจำและสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน พรุ่งนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันต่อไป

    สำหรับการมาเที่ยวที่เกาะสมุยในครั้งนี้ ในความรูสึกส่วนตัว ผมว่าสมุย ณ เวลานี้ เวลาที่ผ่านมาเกือบสามสิบปี เกาะสมุยเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเอามากๆ ความเจริญย่างกรายเข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์ มีโรงแรม ร้านอาหารมากมาย รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าอย่างกรุงเทพฯ ก็มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป การใช้ชีวิตของผู้คนที่เกาะแห่งนี้จึงแลดูไม่แตกต่างจากเมืองที่เจริญหลายๆ ที่มากนัก จนแทบแยกไม่ออกเลยว่า เราอยู่ที่เกาะสมุยหรือที่กรุงเทพฯ กันแน่

    อย่างไรก็แล้วแต่ในความรู้สึกของผมที่ได้มาสัมผัส อย่างเนื้อหาของเพลงที่ว่า “ที่สมุยมันมีอะไร ที่ทำให้คุณนั้นต้องอยากไป ที่ทำให้คุณนั้นต้องติดใจ มาชวนผม” มันก็ยังคงมีอะไร อะไรให้เราได้มาค้นหาและท่องเที่ยวกันอยู่เหมือนเช่นเคย ถึงแม้ว่าบางสิ่ง บางอย่างจะแปรเปลี่ยนไปบ้างแล้วก็ตาม

ข อ ข อ บ คุ ณ : สายการบิน Bangkok Airways
ที่ทำให้เราได้รับโชคและได้มีโอกาสบินลัดฟ้ามาเที่ยวเกาะสมุยในครั้งนี้

ข อ ข อ บ คุ ณ : น้องปุ๋ย Graphic Designer – Siam Map Co., Ltd. – Publishers
ที่ทำหน้าที่ไกด์ผู้น่ารัก พาเราสองคนไปตระเวนทัวร์รอบเกาะสมุย

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *