• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • นั่งรถอีแต้กพาไปเที่ยว “ละลุ…ดินแดนมหัศจรรย์แห่งสระแก้ว”

นั่งรถอีแต้กพาไปเที่ยว “ละลุ…ดินแดนมหัศจรรย์แห่งสระแก้ว”

   

    ทิ้งช่วงไปพอสมควรสำหรับคอลัมน์พาไปเที่ยวแบบไลฟ์สไตล์ ครั้งนี้เลยได้เวลาพอเหมาะพอดีที่จะได้พาไปในรูปแบบที่พวกเราถนัด เที่ยวในแบบออกแนวกึ่งๆ แอ็ดเวนเจอร์หน่อยๆ ด้วยการนั่งรถอีแต้กเข้าไปชมดินแดนมหัศจรรย์ นั่นก็คือ “ละลุ” ตามไปเที่ยวด้วยกันเลยครับ

    ทริปนี้พวกเราเดินทางไปเที่ยวด้วยกันทั้งหมดสี่คน โดยเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณเวลาบ่ายโมงกว่าๆ ก็คาดการณ์ว่าจะไปถึงสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเรียกว่า “ละลุ” ก็น่าจะประมาณซักห้าโมงเย็น ก็คงน่าจะไปทันแสงเพื่อถ่ายรูปสร้างภาพกันพอดี

       

    การเดินทางในครั้งนี้ เราก็ยังคงต้องอาศัยการนำทางด้วย Google Map เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะถือว่าสะดวกและค่อนข้างแม่นยำ การจราจรในวันนี้ก็มีหนาแน่นบางในบางช่วง จะไปติดอยู่ก็ที่จังหวัดฉะเชิงเทราน่าจะประมาณเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ เล่นทำเอาพวกเราทั้งสี่คนเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ เอ้ย!! ไม่ใช่สิ เกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาทันที ก็เป็นเพราะว่าเวลาที่เสียไป อาจจะเป็นการลดทอนเวลาที่จะไปถึงสถานที่เที่ยวน้อยลงไปอีก เครียดกันถ้วนหน้าเลยสิครับงานนี้

       

    หลังจากผ่านช่วงที่การจราจรติดผ่านพ้นไปได้ คราวนี้ก็ขับรถยาวไปแบบไม่ต้องกังวลกันเลย ความเร็วที่ใช้ก็แล้วแต่ช่วงและจังหวะ มีแวะพักบ้างเพื่อเข้าห้องน้ำกันที่ปั๊มน้ำมันพร้อมกับเปลี่ยนคนขับ สำหรับผู้เขียนก็สบายหน่อยไม่ต้องขับ ก็นั่งทำหน้าที่เปิดเพลงบ้าง ดูเส้นทางบ้างก็ว่ากันไป นั่งเพลินๆ ก็แอบได้ยินเสียงกรนเบาๆ มาจากเบาะด้านหลัง อ้าว! ผู้โดยสารด้านหลังพากันชิงหลับไปซะแล้ว ยังคงปล่อยให้เราสองคนที่อยู่ด้านหน้าทำหน้าที่กันต่อไป

       

    จนกระทั่งขับผ่านเข้าสู่ตัวจังหวัดสระแก้วเวลาประมาณบ่ายสามโมงแก่ๆ ใจคอก็เริ่มไม่ค่อยจะดีกัน แอบหวั่นใจกันเล็กน้อยว่าจะทันแสงเพื่อถ่ายรูปกันหรือเปล่า? แต่ก็คงได้แต่แอบลุ้นๆ เหมือนกันว่าคงจะทัน อากาศภายนอกตัวรถในเวลานี้ค่อนข้างร้อนพอสมควร สองข้างทางก็ดูโล่งๆ มองเห็นแต่ผืนนาไร่ของชาวบ้าน บางครั้งก็เห็นมีควันไปพวยพุ่งอยู่ข้างทาง ก็คงเป็นชาวบ้านที่จุดเผาหญ้าก็อาจจะเป็นได้

       

    ขับรถไปได้อีกซักพักใหญ่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นป้าย “ละลุ” ระยะทางคงเหลืออีก 33 กิโลเมตรก็จะถึง พวกเราใจชื้นและมีกำลังใจขึ้นมาทันที เหลือบไปดูเวลาที่หน้าปัทม์รถยนต์ เวลาอยู่ที่ 17.05 น. แสงแดดเริ่มอ่อนกำลังลง รถยนต์ที่วิ่งสวนทางมาก็มีไม่มากเท่าไหร่ ถนนหนทางก็สะดวกสบาย จนกระทั่งขับไปถึงบริเวณสามแยกที่มีป้ายสังกะสีขนาดใหญ่ รถชะลอตัวเพื่อให้ผมบันทึกภาพ เพ่งพินิจมองป้ายอย่างตั้งอกตั้งใจ เฮ้ย!! ป้ายละลุนี่หว่า? โธ่!! นึกว่าเขียนว่าอะไร เกือบจะอ่านกันไม่ออกซะแล้ว

       

    ป้าย “ละลุ” ถูกเขียนทับลงไปบนป้ายของทางวัดที่เหมือนว่าไม่ได้ใช้แล้ว มันเลยเกิดการทับซ้อนเหลื่อมล้ำกัน ทำให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมารวมไปถึงนักท่องเที่ยวเกือบจะอ่านแทบไม่ออก เอ่อ!! พี่ครับ มันจะอาร์ตไปมั้ย

    จากสามแยกที่มีป้าย “ละลุ” เราขับไปทางซ้ายมือเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยว จนกระทั่งขับไปเจอกับถนนเส้นหลักที่จะเลี้ยวเข้าไปยังหมู่บ้าน ดวงอาทิตย์เริ่มจะลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ใจคอพวกเราทั้งสี่คนก็เริ่มจะไม่สู้ดีนัก ทางด้านซ้ายมือจะมองเห็นภูเขาขนาดใหญ่ ซึ่งในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ลูกลมๆ กำลังจะแตะสันเขาอยู่แล้ว คนขับของเราก็ทำการเร่งเครื่องยนต์ขึ้นตามลำดับเพื่อจะทำเวลา

    ขับไปได้ซักพักก็ต้องชะลอตัวลงอย่างกระทันหัน รถอีแต้กของชาวบ้านกำลังขับกินลมชมวิวอย่างช้าๆ เสียงเครื่องยนต์จากรถดัง แต้กๆ แต้กๆ แต้กๆ อยู่ตลอด จะแซงก็แซงไม่ได้เพราะเป็นทางโค้งและแคบๆ เวลาก็เหลือน้อยลงไปทุกที ทุกที หันไปดูดวงอาทิตย์เมื่อซักครู่ ตอนนี้ก็เกือบแตะๆ สันเขาอยู่แล้ว

       

    เสียงพวกเราทั้งสี่คนพูดแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ขึ้นมาแบบเกิดอาการลุ้นๆ กัน ผมก็เลยตะโกนระบายออกมาว่า “ขับเร็วๆ สิคร้าบ พวกเราจะไม่ทันดวงอาทิตย์” เฮ่อ!! เพลียและลุ้นจริงๆ พอได้จังหวะแซงได้เท่านั้นแหละโล่งอกขึ้นมาทันที รีบสิครับงานนี้ อีกไม่กี่กิโลเมตรแล้วก็ะถึจุดหมายตามที่ Google Map บอกเอาไว้ ขับรถผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านจนทะลุเลยไปยังลานจอดรถกว้างๆ ที่มีศาลา มองผ่านกระจกออกไปก็เห็นผู้ชายสองคนนั่งอยู่ภายใน ข้างๆ กันมีรถอีแต้กจอดสงบนิ่งอยู่อีกหนึ่งคัน

    ไม่รอให้เสียเวลา รีบเดินตรงปรี่ไปที่ลุงพร้อมเอ่ยถามขึ้นมาอย่างร้อนรน “หมดเวลายังครับลุง” พอลุงตอบกลับมาว่ายังได้เท่านั้นแหละ พวกเราทั้งสี่คนถอนหายใจโล่งอกขึ้นมาทันที

    “เดี๋ยวจอดรถทิ้งไว้ที่นี่แหละครับ แล้วก็นั่งรถอีแต้กเข้าไปกัน เสียค่าบริการแค่สองร้อยบาทเท่านั้นเอง” เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็กระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนรถอีแต้กแบบอย่างรวดเร็ว ส่วนลุงแกก็เดินไปสตาร์ทเครื่องยนต์ที่อยู่ทางด้านหน้า

       

    เสียงเครื่องยนต์ของรถอีแต้กดังขึ้นพร้อมๆ กับการเคลื่อนตัว ขับมุ่งหน้าออกไปทางด้านขวามของหมู่บ้านทันที เสียงดังแต้กๆ สมชื่อของรถดังขึ้นตลอดการเดินทางที่ขับไป เวลานี้ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างภาพอย่างแน่นอน กล้องโกโปรคู่ใจถูกหยิบขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง บันทึกทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยก็ได้ใช้สมาร์โฟนถ่ายแบบไลฟ์สดๆ เรียลไทม์กันไปเลย

    ”ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”เสียงหัวเราะร่วนของพวกเราทั้งสี่คนดังแข่งกับเสียงรถอีแต้ก หัวเราะสิครับ จะไม่ให้หัวเราะยังไงไหว ก็เนื่องจากพวกเราไปนั่งเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่แถวหน้ากันทั้งหมด ยังคงปล่อยให้เก้าอี้แถวหลังว่างไม่มีคนไปนั่งเลยซักคน เอ่อ!! ก็คนมันอยากอยู่ใกล้กันนี่ครับ แบบว่ามันอบอุ่นดีไง 55555+

       

    ระหว่างการเดินทางที่ขับมุ่งหน้าไปยัง “ละลุ” สองข้างทางก็ยังคงเป็นผืนไร่ของชาวบ้าน มีต้นไม้อยู่บ้างประปรายทิ้งช่วงห่างกัน ถนนหนทางก็จะเป็นดินสีแดงๆ มีร่องรอยของยางรถอีแต้กทับซ้อนกันอยู่มากมาย พวกเราก็ยังคงพูดคุยและหัวเราะระหว่างการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ส่วนเพื่อนก็ยังคงทำหน้าที่ถ่ายวีดิโอแบบไลฟ์สดๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนเช่นเคย

    จนกระทั่งลุงคนขับพารถอีแต้กเลี้ยวเข้าไปสู่ยังบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อว่า “ละลุ” เสียงลุงตะโกนก่อนที่จะลงไปดับเครื่องยนต์ว่า “ถึงแล้วครับ” เท่านั้นแหละผมรีบกระโดดลงไปเพื่อบันทุกภาพในทันที ก็กลัวแสงจะหมดเสียก่อนสิครับ ก้าวเดินไปตามทางที่เป็นดินแดงๆ รองเท้าหนังคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเริ่มมีฝุ่นของดินสีแดงปลิวมาเกาะ แอบเซ็งเล็กน้อย ผมเดินลงเนินไปทางด้านล่างที่เป็นลานกว้างๆ เพื่อหันกลับมาบันทึกภาพรถอีแต้ก ดินแดงๆ ที่ถูกรถอีแต้กขับย่ำทุกๆ วัน ตอนนี้มันได้กลายเป็นเป็นฝุ่นแป้งสีแดงแบบละเอียดๆ การย่างก้าวเดินในแต่ละครั้งก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เอ่อ!! ก็กลัวรองเท้าเลอะฝุ่นสีแดงๆ สิครับ

       

    “มาขึ้นรถกันก่อนครับ เดี๋ยวจะขับพาไปดูทางโน้น สวยกว่าเยอะ” ลุงเอ่ยบอกให้พวกเราขึ้นรถอีแต้กของแก แต่พวกเราทั้งสี่คนไม่ตามใจแกหรอก แสงก็เริ่มจะนับถอยหลังไปทีละนิด ทีละนิด ก็ยังดีที่เดี๋ยวนี้มีกล้องที่ให้ประสิทธิภาพสูง มันเลยทำให้ถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยๆ ได้เป็นอย่างกี อืม!! ก็โชคดีปายยย

       

    ในขณะที่เดินไปดูแท่งหินที่มีนามว่า “ละลุ” ทางฝั่งด้านขวามือก็จะเป็นหินยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่เป็นแท่งๆ บ้างก็เป็นรูปหน้าผา เป็นเสาแหลมๆ บ้าง เป็นช่อๆ บ้าง บางแท่งก็จะมีต้นไม้ขึ้นอยู่บนยอด ดูแล้วก็สวยงามมีสีสันดี

       

    ไม่รอช้า การบันทึกภาพเพื่อแข่งกับเวลาก็เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล้องที่เตรียมไปทั้งกล้องโกโปรและกล้องมิเรอเลส ต่างก็หยิบมาใช้งานสลับสับเปลี่ยนกันไป บันทึกทั้งภาพหิน ภาพคน ภาพวิว ไปพร้อมๆ กัน สำหรับลุงก็ขับรถอีแต้กตามพวกเราไปอยู่เป็นระยะ บางภาพก็มีลุงแกเข้าฉากกับพวกเราด้วย

       

    ดวงอาทิตย์เริ่มจะคลืบคลานหลบหลังแนวสันเขาอย่างช้าๆ อากาศในยามนี้กำลังเย็นสบายๆ บางครั้งก็มีสายลมพัดปลิวมาประทะกับร่างกายให้ชื่นใจบ้าง สำหรับผมก็เดินหามุมสวยๆ เพื่อทำการบันทึกภาพไปเรื่อยๆ ก็มีการปีนป่ายขึ้นไปด้านบนสุดของยอดหิน กล้องโกโปรสำหรับเก็บภาพมุมกว้างก็ถูกหยิบขึ้นมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง แต่การที่จะปีนขึ้นไปก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะพื้นหินจะค่อนข้างลื่น มีก้อนกรวดเม็ดเล็กๆ ปะปนอยู่ด้วย

       

    ก้าวเดินลงมาอย่างระมัดระวังจนถึงพื้นด้านล่าง เดินตรงปรี่เข้าไปยังบริเวณป้ายชื่อของสถานที่ เอ่ยเรียกลุงคนขับรถอีแต้กไปเข้าฉากด้วย ก็กดชัตเตอร์ไปหลายภาพจนเป็นที่พอใจ

       

    ”ละลุ” เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แท่งหินหรือหน้าผาที่ยืนตระหง่านรูปร่างสวยงาม เกิดจากการชะล้างของน้ำฝนหลายๆ ปี ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนเกิดการทรุดตัวของหน้าดิน จนทำให้เหลือหินในส่วนที่แข็งกว่าส่วนอื่นยืนหยัดตั้งตระหง่านอยู่ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป และในแต่ละปีก็จะเกิดการเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ ตามแต่สภาวะของดินฟ้าอากาศ มันจึงเกิดปฏิกรรมอันสวยงามขึ้น และพื้นที่ของ “ละลุ” จะมีอยู่ประมาณ 2,000 ไร่ โดยแยกออกเป็นโซนๆ แตกต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะ ลักษณะของ “ละลุ” จะคล้ายๆ กับ”แพะเมืองผี” ของจังหวัดแพร่

       

       

    เดินบันทึกภาพเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบที่มีเพียงแค่พวกเราเท่านั้น แสงอาทิตย์ลับเหลี่ยมทิวเขาไปนานแล้ว การบันทึกภาพในช่วงแสงน้อยๆ แบบนี้ก็ลำบากอยู่บ้าง แต่สำหรับช่างภาพอย่างเรานั้นก็สบายๆ ได้หมดถ้าสดชื่น จนกระทั่งภาพถ่ายชุดสุดท้ายในช่วงพระอาทิตย์อัสดงได้สิ้นสุดลง เป็นการบันทึกภาพแบบย้อนแสง หรือที่เรียกว่า “Silhouette” ภาพที่ได้ก็ถือว่าสวยมากสำหรับวันนี้

    หยิบสมาร์ทโฟนเพื่อมาดูเวลา เฮ้ย!! เกือบจะหนึ่งทุ่มแหล้วเหรอ เสียงเครื่องยนต์จากรถอีแต้กดังขึ้นอีกครั้ง พวกเราทั้งสี่คนเดินตรงไปยังรถที่จอดรออยู่ใกล้ๆ เพื่อเดินทางกลับในทันที พวกเราก็ยังคงที่จะเลือกนั่งบริเวณแถวหน้าอีกเหมือนเช่นเคย ก็มันเหงาอะครับ อีกอย่างมันก็เริ่มจะมืดแล้วด้วย เกิดอาการหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก น่านปะไร

       

    การเดินทางในช่วงขากลับ ใช้เวลาเหมือนจะเร็วกว่าเล็กน้อย มันคงเป็นความรู้สึกมากกว่ามั้ง ระหว่างทางก็ยังคงมีการพูดคุยสนทนาและหัวเราะอยู่ตลอดเวลา แสงไฟจากหน้ารถของลุงแกก็ใช่ว่าจะสว่างเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังพอที่จะมองเห็นทางที่จะเดินกลับอยู่บ้าง ใช้เวลาไม่นานมากนัก รถอีแต้กซึ่งเสียงก็ดังแต้กๆ ก็เลี้ยวเข้าไปจอดยังบริเวณศาลาเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ

    พอรถจอดสนิท พวกเราทั้งสี่คนก็ก้าวลงมาจากรถเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ จ่ายค่าบริการสองร้อยบาทพร้อมกับเงินพิเศษอีกหนึ่งร้อยบาทให้ลุงแกอีกด้วย เพราะถ้าไม่ได้ลุงแกแล้ว การเดินทางมาเที่ยว “ละลุ” ในครั้งนี้ก็ถือว่าล้มเหลวอย่างสินเชิง เฮ่อ!! โล่งอก “ละลุ” เกือบจะไม่ลุล่วงซะแล้วถ้าไม่ได้ลุงแกช่วย 5555+

       

    สำหรับการเดินทางไปเที่ยวยัง “ละลุ” ก็เพียงแค่ใช้ Google Map ในการเดินทางเท่านั้นเอง ถือว่าสะดวกมากๆ เมื่อไปถึงสถานที่แล้วก็จะต้องใช้บริการของรถอีแต้ก โดยเสียค่าบริการแบบเหมาทั้งคันเพียงแค่ 200 บาท ถือว่าถูกมากๆ สามารถนั่งได้ทั้งหมด 8-10 คน  หรือว่าถ้าใครต้องการที่จะพักค้างคืน ที่นี่ก็จะมีบริการบ้านพักในรูปแบบของโฮมสเตย์ของชาวบ้านอีกด้วย

    ”ละลุ” เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา18.00  น.สามารถสอบถามเพิ่มเติมที่องค์การบริหารส่วนตำบลทัพราช โทร.  +66 3724 9708-9, +668 9098 0772

.



พิกัดการเดินทางไปยัง “ละลุ”

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *