• Homepage
  • >
  • Take a Photo
  • >
  • นั่งรถยนต์ Suzuki Ertiga Dreza ไปเดินเล่นถ่ายรูปกันที่…“เดอะ เวโรน่า แอท ทับลาน”

นั่งรถยนต์ Suzuki Ertiga Dreza ไปเดินเล่นถ่ายรูปกันที่…“เดอะ เวโรน่า แอท ทับลาน”

    ทิ้งช่วงไปก็ไม่นานมากนักสำหรับคอลัมน์ Take a Photo ครั้งนี้ก็ถึงคิวของรถยนต์ Suzuki Ertiga Dreza ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สวยงามดีไซน์ใหม่ เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ 3 แถว 7 ที่นั่ง เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ในด้านการใช้งานที่หลากหลาย ในเมื่อได้รถที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติเต็มเปี่ยมแบบนี้ พวกเราก็เลยรวมตัวกันไปออกทริปกันแบบยาวๆ ซะเลย โดยครั้งนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวเมืองคาวบอยที่มีชื่อว่า “เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน” จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก

    กระเป๋าเดินทั้งสามใบพร้อมกับอุปกรณ์การถ่ายภาพถูกนำไปใส่เอาไว้ที่ด้านท้ายของตัวรถ รถคันนี้ถ้าเราทำการพับเบาะแถวที่สาม เนื้อที่สำหรับการใช้สอยก็จะมีให้อย่างเหลือเฟือ ดังนั้นของใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราขนกันไปเพื่องานนี้จึงสามารถใส่เข้าไปในส่วนของด้านท้านได้อย่างสบายๆ

       

    พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณช่วงสายๆ ของวัน ก็ขับไปกันแบบเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบมากนัก ก่อนออกเดินทางก็ต้องพึ่งพา Google Maps อีกเหมื่อนเช่นเคย ทำการปักหมุดไปที่เมืองคาวบอยเดอะเวโรน่ากันเลย ระยะทางที่เห็นใน Google Maps ก็ประมาณ 194 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางก็เพียงแค่ 3 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้นเอง

       

    การเดินทางก็ต้องมีเสียงเพลงขับกล่อมสร้างบรรยากาศกันนีสนึง รถยนต์ Suzuki Ertiga Dreza คันนี้มาพร้อมกับช่องเชื่อมต่อยูเอสบีที่รองรับความบันเทิงในรูปแบบของ MP3 และ WMA เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็เลยจัดการเชื่อต่อระบบเพื่อฟังเพลงซะด้วยเลย

    นอกจากการเชื่อมต่อที่ให้ความบันในรูปแบบของการฟังเพลงแล้ว เจ้า Suzuki Ertiga Dreza ยังมีอุปกรณ์ต่างที่ติดตั้งมาให้ได้ใช้สอยอย่างครครัน ไม่ว่าจะเป็นที่วางแก้ว, ที่พักแขนตรงกลางของที่นั่งแถวสอง, ระบบปรับอากาศของที่นั่งด้านหลังที่แยกปรับอิสระ จึงให้ความสะดวกสบายสำหรับการควบคุมความเย็นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังได้ติดตั้งช่องจ่ายไฟสำหรอง ขนาด 12 V. มาให้อีกถึงสองตำแหน่ง ในบริเวณคอนโซลด้านหน้าและที่นั่งแถวสองอีกด้วย

       

    การเดินทางไปเมืองคาวบอยในครั้งนี้เรามีสมาชิกไปอีกหลายคน โดยที่พวกเราได้นัดเจอกันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง จุดประสงค์หลักๆ ของการท่องเที่ยวในครั้งนี้ก็คือ การไปถ่ายภาพ แต่ละคนต่างก็เตรียมเอากล้องถ่ายรูปอุปกรณ์เสริมไปกันอย่างเต็มพิกัดกันเลยทีเดียว

       

    ใช้เวลาพูดคุยและดื่มกาแฟกันได้ซักพักก็พากันออกเดินทางต่อไปยังเป้าหมาย จากปั๊มน้ำมันระยะทางก็เหลืออีกไม่มากนักก็จะถึง ท้องฟ้าวันนี้โปร่งโล่งสวยใสเหมาะกับการถ่ายภาพเอามากๆ เดินทางออกจากปํ๊มน้ำมันก็ขับตามกันไปเรื่อยๆ ความเร็วเฉลี่ยของรถก็อยู่ที่ 60-80 กม./ชม. เท่านั้นเอง ไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่ถึงกับคลานกันไป ระหว่างเดินทางเสียงเพลงก็ทำหน้าที่ของมันเพื่อสร้างความเพลิดเพลินอย่างต่อเนื่อง ขับผ่านสองข้างทางที่เขียวชะอุ่มไปด้วยนาข้าวของชาวบ้านดูแล้วสร้างความสดชื่นดี ขับตามกันบ้างแซงกันบ้างแล้วแต่จังหวะ

       

    เวลาบ่ายสองกว่าๆ พวกเราก็พากกันขับรถเลี้ยวเข้าสู่เมืองคาวบอย เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน ชะโงกหน้าออกมามองซุ้มประตูทางเข้า โอ้ว! มันช่างอลังการใหญ่โตจริงๆ พวกเราพากันขับรถผ่านเข้าไปยังบริเวณด้านในสุดของเดอะเวโรน่า ขับผ่านที่จอดรถที่เป็นหลังคาเลยเข้าไปจนถึงซุ้มทางเข้าที่มีชื่อสถานที่ จอดรถกันเรียบร้อยก็บันทึกภาพกับสถานที่กันซะก่อนเลย ก็มาถึงแล้วนี่ครับก็จัดซะหน่อย ว่ามั้ย?

    สำหรับการมาเที่ยวในครั้งนี้ สมาชิกที่ร่วมทริปต่างได้เตรียมกล้องถ่ายรูปกันมาแทบทุกคน เพราะฉะนั้นในการเดินชมสถานที่แห่งนี้จึงเป็นกิจกรรมการถ่ายรูปล้วนๆ กล้องที่นำมาก็มีทั้งกล้องดิจิตอล กล้องฟิล์ม กล้องโกโปร รวมไปถึงสมาร์ทโฟนที่สามารถบันทึกภาพได้ เอาเป็นว่าขนอุปกรณ์บันทึกภาพกันมาอย่างเต็มพิกัดกันเลยทีเดียว

       

    เมื่อบันทึกภาพตรงบริเวณซุ้มทางเข้าที่อยู่ด้านในเสร็จได้ไม่นาน รถยนต์รับส่งนักท่องเที่ยวก็แล่นมาตรงจุดที่พวกเรายืนอยู่พอดี เสียงของพนักงานคนขับรถเอ่ยถามพวกเราว่าจะไปตรงบริเวณไหนบ้าง พวกเราก็ตอบว่าให้ช่วยขับไปส่งตรงบริเวณด้านหน้าของทางเข้าให้หน่อย หลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดก็กรูกันขึ้นรถเพื่อไปยังจุดหมายที่อยู่ทางบริเวณด้านหน้า อืม! ดีนะ มีบริการรับส่งนักท่องเที่ยวโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันนี้ชอบมากๆ

    ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงห้านาที รถรับส่งพวกเราก็เคลื่อนตัวเข้าไปจอดตรงบริเวณทางเข้าด้านข้างของซุ้มประตู และก่อนที่จะพากันเดินเข้าไปด้านใน พวกเราก็เลยขอสร้างภาพกับรถอีกซักหน่อยเอาไว้เป็นที่ระลึก 5555+ สีเหลืองที่ใช้บริการรับส่งพวกเรามันสีเหลืองสดใสได้ใจจริงๆ

       

    ก่อนที่จะพากันไปเดินเที่ยวถ่ายภาพของสถานที่แห่งนี่ ขอเล่าความเป็นมาของที่นี่นีสนึง “เดอะ เวโรน่า แอท ทับลาน (The Verona at Tublan” เป็รสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์รวมแหล่งช้อปปิ้งที่ได้แรงบันดาลใจและแนวคิดมาจากเมืองเวโรน่า แคว้นเวเนโต้ ประเทศอิตาลี่ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดนวนิยายโรแมนติคเลื่องชื่ออย่าง โรมิโอ แอนด์ จูเลียต สถานที่แห่งนี้เลยถูกเนรมิตขึ้นมาตามแบบฉบับ ท่ามกลางบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยขุนเขาและอากาศอันบริสุทธิ์

      

    รับรู้ประวัติกันเล็กๆ น้อยๆ คราวนี้ก็ไปเดินสร้างภาพกันต่อ ใช้เวลาสาละวนสร้างภาพกันไปมาอย่างสนุกสนาน อาการหิวก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาในหมู่สมาชิกทั้งหมด นี่ก็เป็นเวลาอาหารมื้อเที่ยงพอดิบพอดี หันซ้ายมองขวาก็ไปเจอกับร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ กับที่พวกเราถ่ายรูปกันพอดี พวกเราทั้งหมดก็เลยพากันเดินเข้าไปจัดอาหารมื้อเที่ยงกันซะอิ่มแปล้เลย

       

    เดินออกมาจากร้านอาหารก็มาสร้างภาพเพื่อย่อยอาหารกันต่อ นี่แค่บริเวณทางเข้าด้านหน้าพวกเรายังกดชัตเตอร์กันไปแบบรัวๆ หลายร้อยภาพกันเลย ถ้าเดินเข้าไปถ่ายรูปด้านใน สงสัยมีกดชัตเตอร์กันเป็นพันรูปแน่ๆ

    ในการเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพในครั้งนี้ พวกเราได้พากันแต่งตัวในสไตล์คาวบอยและอินเดียแดงกันแบบเต็มสูบชุดใหญ่กันเลย 5555+ แหม! ก็มาเที่ยวเมืองคาวบอย-อินเดียแดงทั้งที มันก็ต้องกลมกลืนแบบเท่ๆ กันหน่อย ว่ามั้ย?

      

    จากบริเวณด้านหน้าทางเข้า คราวนี้ก็ได้เวลาเดินลอดประตูเข้าไปเพื่อสร้างภาพกันด้านใน สมาชิต่างพากันเดินผ่านซุ่มทางเข้าที่สร้างขึ้นมาอย่างอลังการสวยงาม มีป้ายชื่อของสถานที่ “The Verona” ติดตั้งอยู่บนจั่วด้านบนอย่างสง่างาม ท้องฟ้าในวันนี้ช่างเป็นใจและเหมาะกับการสร้างภาพเหลือเกิน ภาพที่ได้จะเห็นด้านหลังที่เป็นแบ็คกราวด์นที่เป็นสีน้ำเงินเข้มอย่างสวยงาม จะมีเพียงเมฆบางๆ ปกคลุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง

    เดินผ่านเข้าไปก็จะไปเจอกับลานกว้างๆ ด้านในซ้ายสุดจะมีน้ำพุอยู่ หันไปทางด้านขวาก็จะเป็นอาคารที่สร้างติดกันไปจนสุดแนว มองเห็นสมาชิกต่างก็กำลังใช้กล้องของตัวเองถ่ายภาพกันอยู่อย่างสุกสนาน ผมเองก็ไม่ต่างกับพวกเขามากนัก เสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอย่างรัวๆ เหมือนกัน 5555+

       

    สำหรับที่ “เดอะ เวโรน่า แอท ทับลาน” จะมีมุมให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกันมากมายหลายแห่ง สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นมาสวยงามและคลาสสิคมากๆ มีทั้ง สะพานจำลอง Castelvecchio, ทะเลสาบ Garda, Arena ลานกลางแจ้ง, หอคอย Lamberti, หอระฆัง, จัตุรัสเออร์เบ รวมไปถึงมุมต่างๆ อีกมากมายมี่จะทำให้คุณได้มีความรู้สึกประหนึ่งเหมือนว่าเข่าไปอยู่ที่เวโรน่าจริงๆ

       

    ท้องฟ้าในช่วงบ่ายๆ มันช่างทำให้อากาศรอบๆ บริเวณร้อนอบอ้าวเอามากๆ เหงื่อในกายของแต่ละคนซึมผ่านผิวหนังและเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ช่างภาพแนวคาวบอยอินเดี้ยนอย่างเราๆ ท้อแท้ไปได้ไม่ ภาพและมุมต่างๆ ของสถานที่ได้ถูกบันทึกด้วยกล้องที่มีอยู่ในมือจำนวนหลายสิบภาพ จนกระทั่งเดินไปถึงสะพานจำลอง Castelvecchino สะพานนี้สร้างทอดยาวข้ามทะเลสาบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินข้ามไปฝั่งตรงข้าม ที่ตรงนี้พวกเราก็หยุดสร้างภาพกันหลายสิบภาพเหมือนกัน

       

    พอเดินจนสุดปลายสะพานก็จะเจอกับซุ้มหลังคา ก้าวเดินลงบันไดสองขั้นก็จะเจอกับลานกว้างๆ ที่ตรงนี้จะมีหอคอยนาฬิกาสีเทาที่สูงโดดเด่นที่มียอดของปลายเรียวเล็ก หันกลับไปมองในขณะที่แสงตกลงกระทบกับซุ้มประตูพอดี ที่ตรงนี้พวกเราเลยถือโอกาสบันทึกกันอีกซักสองสามภาพเพื่อเป็นที่ระลึก หลังจากนั้นก็พากันเดินอ้อมหอนาฬิกาเพื่อเดินออกไปยังด้านนอก

       

    จากบริเวณนี้พวกเราก็ได้เดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายอยู่ที่คอกม้า เพราะว่าครั้งนี้มีเพื่อในกลุ่มอยากจะขี่ม้าเล่นกันด้วย แหม! ไหนๆ มาทั้งที แต่งตัวคาวบอยกันซะเต็มยศขนาดนี้ จะไม่ขี้ม้าถ่ารูปเอาไว้เป็นที่ระลึกได้อย่างไรกัน ว่ามั้ย?

              

    ใช้เวลาเดินไปยังบริเวณคอกม้าเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้นก็ถึง ระหว่างทางเดินพวกเราต่างก็หยิบกล้องของตัวเองขึ้นมาถ่ายรูปอยู่เป็นระยะๆ จนกระทั่งพากันกันไปหยุดอยู่ที่ตรงบริเวณหน้าคอกม้า ทางด้านซ้ายจะมีคอกม้าที่มีม้าอยู่ด้วยกันหลายตัว เราสองคนก็เลยแยกออกจากกลุ่มเพื่อนๆ ไปถ่ายรูปเล่นกับม้าซะหน่อย ส่วนเพื่อนสองคนก็กำลังเตรียมตัวสำหรับการขี่ม้าในครั้งนี้อยู่ด้วย แสงแดดสาดส่องลงมาด้วยอุณหภูมิที่ร้อนแรง พวกเรายืนสู้กับแสงแดดเพื่อถ่ายภาพกันอีกเล็กน้อย ไม่นานมากนักพนักงานก็เรียกเพื่อนไปขึ้นบนหลังม้าพร้อมกับเดินจูงม้าเดินเข้าไปในสนาม

       

    ผมหยิบกล้องในมือพร้อมกับติดเลนส์เทเลขนาด 80-200 มม. ขึ้นมาเตรียมพร้อมเพื่อถ่ายภาพ เพื่อนบังคับม้าวิ่งออกจากบริเวณริมรั้วแล้ววิ่งไปรอบๆ บริเวณ เสียงชัตเตอร์ดังรัวๆ ขึ้นอย่างนับไม่ถ้วนเพื่อบันทึกภาพ เพื่อนทำการขี่ม้าหลายรอบจนเป็นที่พอใจก็ควบม้าเดินกลับมาที่บริเวณริมรั้วใกล้ๆ กับกลุ่มของพวกเรา

       

    เพื่อนอีกคนที่จะขี่ม้าด้วยก็เดินมารับช่วงต่อกับม้าตัวเดิม เสียงลมหายใจทั้งม้าและคนขี่ดังขึ้นอย่างเบาๆ ด้วยอาการที่เกิดจากการวิ่งออกกำลัง เพื่อนอีกคนที่ไปด้วยก็ได้กระโดดขึ้นไปบนอานม้าเพื่อที่จะทำการขี่เช่นกัน กล้องในมือของผมถูกหยิบขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายภาพอีกเหมือนเช่นเคย คราวนี้เสียงของชัตเตอร์ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความมันเช่นเดียวกัน จนกระทั่งพอใจทั้งคนขี่ม้าและคนถ่ายภาพ เพื่อก็ขี่ม้าเดินอย่างช้าๆ เข้ามายังบริเวณที่ริมรั้วเหมือนเช่นเดิม

       

    จากบริเวณที่เป็นคอกม้า ทางด้านในสุดก็ยังมีสถานที่ที่ให้เราได้ไปเดินเล่นเพื่อถ่ายรูปอีก พวกเราพากันเดินลอดซุ้มประตูคาวบอยที่ด้านบนจะมีป้ายเขียนว่า “Cowboy Town” โดยที่ด้านบนของตัวหนังสือจะมีรูปเกวียนกับเหล่าบรรดาคาวบอย นั่งห้อยขาอยู่บนรั้วอีกทีหนึ่ง ดูเท่ๆ จนอดไม่ไหวที่ผมจะต้องหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ

       

    พอเดินผ่านออกไปยังลานกว้างๆ ด้านนอก ที่ตรงนี้จะเป็นคอกม้าขนาดใหญ่ให้ม้าได้วิ่งและและเล็มหญ้ากิน บรรยากาศดูโล่งๆ โปร่งสบายดี ผิดและแตกต่างจากสถานที่ที่พวกเราเพิ่งเดินผ่านมา มีม้าหลายตัวกำลังแทะหญ้ากินเป็นอาหารอยู่ เราสองคนเดินเข้าไปใกล้ๆ กับประตูของคอกม้า ข้างๆ ประตูจะมีรถม้าเก่าๆ ขนาบอยู่ทั้งซ้ายและขวา กล้องในมือถูกยกขึ้นมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในการบันทึกภาพ ส่วนเพท่อที่ไปด้วยก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเบื้องหลังของเราสองคนอีกทีหนึ่ง ถ่ายรูปเสร็จก็เดินเข้าไปขอดูรูปที่หน้าจอของกล้อง อืม! มันได้ฟิลลิ่งดีมากเลย ภาพมันสื่ออารมณืของการมาท่องเที่ยวถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี

              

    พวกเราใช้เวลาในการถ่ายภาพที่ตรงคอกมาอยู่ร่วมๆ ชั่วโมงก็เดินหันหลังกลับไปทางเดิม ผมเดินตามหลังไปติดๆ มองเห็นเสื้อด้านหลังของเหล่าสมาชิกเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ บอกตรงๆ ครับว่าวันนี้มันร้อนเอามากๆ ขากลับพวกเราก็ไม่ได้ยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพกันอีกเลย คงอยากจะเดินกลับไปขึ้นรถ เปิดแอร์เย็นๆ เพื่อดับความร้อนที่ถาโถมเข้าใส่ร่างกายในขณะที่เดินถ่ายรูปกัน

    สำหรับวันนี้ นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มากนัก การเดินเล่นเพื่อบันทึกภาพจึงเป็นง่ายและสะดวกจริงๆ สถานที่ของที่นี่กว้างขวางเอามากๆ มีมุมให้เลือกถ่ายรูปได้อย่างจุใจจริงๆ ขอเพียงก็แต่เตรียมเม็มโมรี่การ์ดและแบ็ตเตอร์รี่มาให้พอก็แล้วกัน ผมว่าใครที่มาเที่ยวที่นี่ต้องถ่ายรูปเกินร้อยรูปแน่ๆ เผลอๆ บางคนก็มีถึงพันรูปอย่างที่พวกเราได้ทำกัน 5555+ ก็มาเที่ยวก็ต้องถ่ายรูปเอาไว้เพื่อกลับไปดูว่า ครั้งหนึ่งในวันนั้น พวกเราได้มาเที่ยวยังสถานที่เท่ๆในสไตล์ที่พวกเราชื่นชอบอย่างมืองคาวบอย “เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน” แนะนำเลยครับ แล้วคุณจะไม่ผิดหวังจริงๆ

    อ๋อ! ลืมบอกไปว่าที่นี่ก็มีสถานที่พักในรูปแบบของกระโจมอินเดียแดงด้วยนะครับ เข้าไปพักแล้วก็แต่งตัวให้กลมกลืนไปด้วยผมว่าเท่อย่าบอกใครเชียว เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะถือโอกาสมาพักและเขียนรีวิวให้ดูกันครั้ง ตอนนี้ขอตัวเดินกลับไปขึ้นรถ เปิดแอร์เย็นๆ ดื่มน้ำโค้กซ่าๆ ดับกระหายซะหน่อย ไปหละครับ บ๊าย บาย

       

ข อ ข อ บ คุ ณ :-

  • บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์ Suzuki Ertiga Dreza สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพในครั้งนี้ สนใจทดลองขับได้ที่โชว์รูมซูซูกิทั่วประเทศ
  • เมืองคาวบอย “เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน” จังหวัดปราจีนบุรี ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายทำ

 

พิกัด : เดอะเวโรน่า แอท ทับลาน

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *