• Homepage
  • >
  • News
  • >
  • จักษุแพทย์แนะฉลองปีใหม่อย่างปลอดภัย ระวัง “เบาหวานขึ้นจอตา” โรคใกล้ตัวผู้ป่วยเบาหวาน หากไม่อยากสูญเสียการมองเห็น

จักษุแพทย์แนะฉลองปีใหม่อย่างปลอดภัย ระวัง “เบาหวานขึ้นจอตา” โรคใกล้ตัวผู้ป่วยเบาหวาน หากไม่อยากสูญเสียการมองเห็น

ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงที่หลายต่อหลายคนตั้งตารอ เพราะนอกจากจะได้หยุดยาวหลายวันต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้พบปะครอบครัวและเพื่อนฝูงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา จนเลี่ยงไม่ได้ที่จะกินเลี้ยงสังสรรกัน หรือรับกระเช้าของขวัญ-ของฝาก ซึ่งมักเต็มไปด้วยอาหาร ขนมเค้ก คุกกี้ ช็อคโกแลต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และของน้ำตาลสูงอีกนานาชนิด ทั้งนี้ จักษุแพทย์เป็นห่วงผู้ที่มีภาวะเบาหวาน หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และการประกอบอาชีพ 

นายแพทย์กฤติเดช เดชะคุปต์ จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวถึงโรคเบาหวานขึ้นจอตาว่า “ในระยะแรก ผู้ป่วยเบาหวานอาจไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจสายตา เพราะไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติใดๆ แต่ถ้าหากปล่อยให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หลอดเลือดขนาดเล็กที่นำเลือดมาเลี้ยงจอประสาทตาจะค่อยๆ เกิดอาการผิดปกติ ร่างกายจึงพยายามสร้างเส้นเลือดขึ้นทดแทน แต่เส้นเลือดที่สร้างขึ้นใหม่นี้มักไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและนำไปสู่การรั่วของน้ำและเม็ดเลือด ส่งผลให้เซลล์รับภาพเสียหาย ทำให้กว่าผู้ป่วยเบาหวานจะมาปรึกษาแพทย์ก็มักรู้สึกถึงสายตาเลือนราง มีคุณภาพการมองเห็นที่แย่ลงแล้ว หากปล่อยโรคเบาหวานขึ้นจอตาไว้โดยไม่รักษา ผู้ป่วยอาจถึงขั้นตาบอดได้”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์เพื่อการดูแลผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอตาพัฒนาไปมาก แพทย์หญิงวีรยา พิมลรัฐ จักษุแพทย์ ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า “ในอดีตมีเพียงเลเซอร์ที่ช่วยประคับประคองการมองเห็นไม่ให้แย่ลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เลเซอร์ไม่สามารถทำให้การมองเห็นดีขึ้นได้ ต่อมาเริ่มมีการฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อยับยั้งการสร้างหลอดเลือดงอกที่ผิดปกติ ซึ่งผลการวิจัยทางวิชาการรับรองว่ายาฉีดช่วยให้การมองเห็นของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่แนวทางการรักษานี้ยังพบข้อจำกัดในเรื่องความถี่ในการฉีดยา เพราะอาจต้องฉีดยาทุก 1 – 4 เดือนขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การที่ต้องเข้ารับการรักษาและถูกฉีดยาเข้าลูกตาบ่อยๆ อาจสร้างภาระการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและโรงพยาบาลให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ ทั้งนี้ นวัตกรรมการรักษาด้วยยาฉีดทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะยาไม่เพียงแต่ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่ผิดปกติ แต่ยังมีกลไกการออกฤทธิ์เพิ่มเติม ซึ่งทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในชั้นจอตาแข็งแรง เทคโนโลยีนี้ช่วยลดความถี่ในการฉีดยาลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องเข้ามารับการรักษาทุก 3-4 เดือนเท่านั้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมทั้งยังช่วยให้คุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น”

นอกจากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแล้ว นายแพทย์ ชเนศ สุวรรณมณี จักษุแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง โรงพยาบาลสมิติเวช ยังฝากคำแนะนำเพื่อการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล “ในฐานะจักษุแพทย์ยังอยากเชิญชวนให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพดวงตา และเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบากวานขึ้นจอตาอย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน แม้จะยังไม่พบอาการผิดปกติใดๆ ก็ตาม เพราะหากเรารู้เท่าทันโรคและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะช่วยลดความรุนแรงหรือชะลอความเสื่อมของสายตาได้ ส่วนผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรสนับสนุนการควบคุมอาหาร การกินยาหรือการฉีดยาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่า 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อีกทั้ง ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์สาขาต่อมไร้ท่อและจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ”

การเฉลิมฉลองเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมสังสรรค์หรือเคร่งครัดกับการควบคุมอาหารมากเกินไป อาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ดูแลหมดสนุกได้ วิธีที่จะช่วยให้มีความสุขกับช่วงเวลาพิเศษนี้ได้โดยที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ ก็คือการวางแผนการรับประทานอาหาร รวมถึงปรึกษาจักษุแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน หากมีความกังวลหรือมีคุณภาพการมองเห็นผิดไปจากปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน

Previous «
Next »