• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ขึ้นอีสาน ผ่านลำตะคอง มอง…ไทรงาม

ขึ้นอีสาน ผ่านลำตะคอง มอง…ไทรงาม


  
 

 

 

 

นี่ก็เป็นอีกทริปสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบสบายๆ สไตล์เรา ในครั้งนี้เป้าหมายก็อยู่ที่ ไทรงาม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหลายๆ คนคงพอจะได้ยินชื่อและรู้จักกันบ้างว่า ที่แห่งนี้ มีต้นไทรปกคลุมและแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วบริเวณจำนวนมากมาย

จนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องการจะไปเยี่ยมชม และสำหรับยานพาหนะที่ใช้เดินทางในครั้งนี้ก็คือ มิตซูบิชิไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ 4×4 2.5 Turbo

  

    เสียงเพลงคันทรี่ที่ดังจากเครื่องเสียงของรถ มันได้เติมเติมบรรยากาศ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดี การเดินทางในครั้งนี้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างก็เป็นเรื่องของฟ้าฝนที่ไม่ค่อยเป็นใจนัก เพราะช่วงนี้เข้าหน้าฝนพอดี การเดินทางจากกรุงเทพถึงนครราชสีมา มีระยะทางประมาณ 259 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง หลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางจากตัวเมืองนครราชสีมา ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (นครราชสีมา-ขอนแก่น) ขับต่อไปยังไทรงามอีกประมาณ 60 กิโลเมตร  

     

    “เดี๋ยวเราเข้าไปไหว้ย่าโมกันก่อนนะ” ผมหันไปบอกหลังจากที่รถมิตซูบิชิไทรทันวิ่งข้ามสะพานลอยตรงบริเวณโรงแรมราชสีมาธานี และทุกครั้งที่ได้มาที่นี่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การได้ไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือคุณย่าโม เพื่อเสริมเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต

 
    หลังจากไหว้คุณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีย์เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังห้องพักที่อยู่ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์เท่าไรนัก เพราะในค่ำคืนนี้ พวกเราจะต้องนอนพักผ่อนเพื่อเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ สำหรับการเดินทางไปยังไทรงามของเช้าวันใหม่กันต่อไป

    รุ่งเช้าของอีกวัน หลังจากทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังไทรงาม อ.พิมาย โดยมีระยะทางจากที่พักไปจนถึงจุดหมายประมาณเกือบ 60 กิโลเมตร ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 2 เส้นทางที่จะไปจังหวัดขอนแก่น การจราจรในวันนี้จึงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก ยังคงขับได้อย่างสบายๆ การเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายต่างๆ ในยุคนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ระบบการนำทาง GPS หรือ Navigator นั้น มันช่วยเราได้มากจริงๆ ครั้งนี้พวกเราก็เลยอาศัย GPS ในการนำทางไปสู่เป้าหมายยังไทรงามเช่นกัน บางช่วงในระหว่างที่ขับผ่านสองข้างทาง จะสังเกตุเห็นทุ่งข้าวสีเขียวขจีที่ชาวนาปลูกไว้มีให้ได้เห็นเป็นระยะๆ สร้างบรรยากาศของความสดชื่นให้กับพวกเราได้เป็นอย่างดี  

    “อีก 350 เมตร เลี้ยวขวาถึงจุดหมาย” เสียงจากระบบการนำทางบอกเตือนในขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ไทรงาม “เดี๋ยวขับรถเลยไปสำรวจดูก่อนนะ” ผมหันไปบอกคนขับก่อนที่รถจะเคลื่อนผ่านทางด้านหน้าทางเข้า ซึ่งด้านขวาจะเป็นที่สำหรับจอดรถ ส่วนทางด้านซ้ายมือจะเป็นทางเข้าไปในบริเวณต้นไทร ถัดเลยไปจากที่จอกรถทางด้านขวา จะมีร้านรวงขายของที่ระลึกและอาหาร รวมไปถึงสัตว์จำพวกปลา เพื่อเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นำไปปล่อยในแม่น้ำที่อยู่ล้อมรอบไทรงาม

        สำหรับไทรงามนั้น ตามประวัติที่เล่าขานสืบต่อกันมา เกิดจากต้นไทรต้นแม่ที่มีอายุกว่า 350 ปี ได้แผ่กิ่งก้านสาขาออกรากเจริญเติบโตงอกงาม จนเกิดเป็นต้นใหม่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จนคลอบคลุมไปทั่วบริเวณ 35,000 ตารางฟุต สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงมานาน ตั้งแต่ครั้งที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองพิมาย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2454 และได้พระราชทานนามที่แห่งนี้ว่า “ไทรงาม”
 

    หลังจากที่ขับรถไปวนดูบริเวณรอบนอกของไทรงามแล้ว พวกเราก็ขับรถวกกลับมาจอดตรงบริณทางเข้าตอนแรกก่อนที่จะพากันเดินลงบันได เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมบริเวณภายใน และเมื่อก้าวท้าวลงไปสู่พื้นด้านล่าง ด้านหน้าและด้านขวาจะเป็นทางเดินทีปูด้วยหินตัวนอน โดยมีขนาดกว้างพอสำหรับคนเดินสวนทางกันได้แบบสบายๆ พวกเราจึงเลือกที่จะเดินไปทางด้านขวา ภายในบริเวณโดยรอบ จะถูกปกคลุมไปด้วยต้น, กิ่ง, ก้าน และใบของต้นไทร แสงที่ลอดผ่านกิ่งก้านและใบ ทำให้บริเวณนั้นสว่างไปทั่ว ไม่มืดเหมือนที่ดูจากภายนอก

  
    กล้องคู่ใจพร้อมขาตั้งถูกประกอบขึ้น การบันทึกภาพภายในบริเวณไทรงามแห่งนี้ภาพจึงเริ่มขึ้น และสำหรับวันนี้นั้น นักท่องเที่ยวที่มามีจำนวนไม่มากนัก จึงสะดวกสำหรับการเดินเที่ยวชมและบันทึกภาพ 

 

    เดินมาได้ซักระยะก็จะพบกับศาลาสีขาวที่มีชื่อว่า “เรือนวิบุลลักสม์” ปลูกอยู่กลางแม่น้ำที่มีสะพานทอดยาวออกไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ออกไปยืนชมบริเวณด้านนอกเพื่อชมไทรงามและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน ถัดไปก็เจอกับต้นไทรต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่มีศาลของพระนางสุพรรณกัลยาตั้งอยู่ และใกล้ๆ กันก็จะพบกับศาลของเจ้าแม่ไทรงามตั้งตระหง่านให้นักท่องเที่ยวได้มากราบไหว้บูชากัน  

     
    เมฆเคลื่อนคล้อยเข้าบดบังแสงของดวงอาทิตย์ มันทำให้บริเวณภายในของไทรงามในขณะนั้น บรรยากาศเริ่มมืดครึ้ม ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาขณะนี้ก็เกือบ 5 โมงเย็น “กลับกันเถอะ เย็นมากแล้ว” จอยหันมาบอกในขณะที่ผมกำลังบันทึกภาพต้นไทรใกล้ๆ กับทางออก “โอเค ได้เลย” ผมหันกลับไปตอบก่อนที่จะถอดกล้องออกจากขาตั้ง พร้อมกับดึงสายลั่นไกเพื่อเก็บเข้ากระเป๋า
    รถมิตซูบิชิไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ 4×4 2.5 VG เคลื่อนออกจากบริเวณไทรงาม เพื่อมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมาอีกครั้ง การเดินทางในครั้งนี้ คงไม่ต้องใช้การนำทางด้วย GPS อีกแล้วในช่วงขากลับ รถราที่วิ่งอยู่บนท้องถนนยังคงมีปริมาณพอสมควร เสียงเพลงคันทรี่ที่ชอบ ยังคงส่งเสียงคลอเคล้าสร้างบรรยากาศสำหรับการเดินทางเหมือนเช่นเคย

    ค่ำคืนนี้ พวกเรายังคงนอนพักที่นครราชสีมาอีกหนึ่งคืน ในช่วงเวลากลางคืนเลยอดไม่ได้ที่ออกจะไปบันทึกภาพบริเวณอนุสาวรีย์ เพื่อเก็บบรรยากาศของแสงไฟในยามค่ำคืนอีกครั้งก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

    การเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง สิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้นอกเหนือไปจากการพาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ แล้ว ก็คือ การที่ได้ตระเวนหาของอร่อยๆ รับประทานไปพร้อมๆ ไปกับการช้อปปิ้ง เป้าหมายของเราในเช้าของวันเดินทางกลับ เป้าหมายก็คือ “ร้านโชว์ลาย” ซึ่งเป็นร้านที่ขายเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงการบริการอาหารรสเด็ดให้นักท่องเที่ยวและนักช้อปได้ลิ้มลองกัน

  

 

    ร้านโชว์ลาย อยู่ในซอยริมคลองก่อนถึงตลาดด่านเกวียนเล็กน้อย บริเวณปากทางเข้าจะอยู่ตรงที่กลับรถพอดี ให้เลี้ยวขวาเข้าไป ถนนจะเป็นลาดยาง มีต้นจามจุรีต้นใหญ่ปลูกเรียงรายอยู่สองขางทาง บรรยากาศภายในร้านจะปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย โดยมีการนำเอาเครื่องปั้นดินเผาของทางร้าน มาทำการตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม  

     

    นอกจากนั้นภายในร้านยังมีเครื่องปั้นดินเผาต่างลักษณะ ต่างสีสันให้ผู้มาเยือนได้ซื้อหา ติดไม้ ติดมือกลับไปบ้าน และนอกเหนือไปจากเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ทางร้านยังมีอาหารพร้อมเครื่องดื่มไว้คอยบริการอีกด้วย เมนูเด็ดที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็จะมี ข้าวผัดปลาสลิด, พิซซ่าแฮม, สลัดไข่กระทะ, พล่าทูน่า ฯลฯ รวมไปถึง เอสเพรสโซเย็น เลมอนชีสเค็ก, เยลลี่ผลไม้ และอีกหลากหลายเมนูเอาไว้เสิร์ฟให้กับแขกผู้มาเยือนได้ลองลิ้มรสกัน

  

 

    หลังจากที่ได้ลิ้มลองอาหารของที่นี่แล้ว ก็ถึงเวลาซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปเช่นกัน วันนั้นเราเลยได้เครื่องปั้นดินเผาของร้านโชว์ลายกลับไปตามระเบียบ พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ร้านโชว์ลายประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาที่จะเดินทางกลับกรุงเทพ 

 
    รถมิตซูบิชิไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ 4×4 2.5 VG เคลื่อนตัวออกจากร้านโชว์ลายพร้อมกับบรรทุกสัมภาระที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา ผ่านแนวของต้นจามจุรีจนออกมาถึงปางทางเข้า แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสายเดิมก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังกรุงเทพ โดยขับผ่านตัวเมืองโคราชอีกครั้ง ในการเดินทางกลับในวันนั้น พวกเราได้แวะเที่ยวระหว่างเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ Dragon Coffee ซึ่งเป็นกาแฟรวมไปถึงเครื่องดื่มอีกหลายชนิด น้านนี้จะมีเอกลักษณืก็ตรงที่ การนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้จากเครื่องยนต์ อย่างเช่น เฟือง โซ่ ตลับลูกปืน ฯลฯ มาทำการเชื่อมต่อให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์ โดยชิ้นงานส่วนมากจะเลียนแบบตัวละครจากภาพยนตร์ อาทิ คิงคอง ม้า มังกรยักษ์ เอเลี่ยน และอีกมากมาย ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด หลังจากแวะจิบกาแฟที่นี่แล้ว พวกเราก็ขับรถเลยไปจนกระทั่งถึงคลองไผ่ ก็เลยแวะเข้าไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคอง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอำเภอสีคิ้วและอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับบันทึกภาพและซื้อกังหันจำลองกลับบ้านเป็นที่ระลีก ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครกันต่อไป 
  
      

    ด้วยพลังขับเคลื่อนของมิตซูบิชิไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ 4×4 2.5 VG Turbo 178 แรงม้า จึงทำให้การท่องเที่ยวในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จึงถือว่าเหมาะมากๆ สำหรับการท่องเที่ยวแบบตะลุยไปทุกที่ รวมไปถึงความสะดวกสบายในเรื่องของการขับขี่ และการประหยัดน้ำมัน สามารถตอบโจทย์ให้กับการเดินทางในครั้งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม และกับสโลแกนที่ว่า “แรงจัด…ประหยัดเหนือชั้น” จึงไม่ได้เป็นการกล่าวอ้างที่เกินเลยสำหรับมิตซูบิชิไทรทันคันนี้


ขอขอบคุณ : บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *