• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ขับ Mitsubishi Attrage พาไปชมความงามของ…“วิหารแก้ว วัดท่าซุง”

ขับ Mitsubishi Attrage พาไปชมความงามของ…“วิหารแก้ว วัดท่าซุง”

    ในแต่ละเดือน ทางทีมงานเว็บไซต์ joinalifethailand.com ก็จะต้องหาเรื่องไปเที่ยวกัน และทางเราก็จะพยายามสรรหาและคัดสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ที่น่าสนใจมาบอกเล่าเรื่องราว พร้อมกับมีภาพสวยๆ ให้ได้ชมกัน และในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ทางทีมงานก็จะพากันเดินทางไปเที่ยวชมความสวยงามของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี โดยเพื่อนคู่การเดินทางอย่างรถยนต์ Mitsubishi Attrage เป็นยานพาหนะสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

    ก่อนอื่นก็ต้องขอกล่าวถึงสเป็คคร่าวๆ ของยานพาหนะสำหรับการเดินทางในครั้งนี้กันสักเล็กน้อย  รถยนต์คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 100 นิวตั้น-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที นอกเหนือจากนั้น ทั้งภายนอกและภายในยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาให้อย่างครบครัน ขึ้นต้นเรื่องก็เอาเป็นว่า เราได้ยานพาหนะที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของการเดินทางได้เป็นอย่างดี งั้นเราก็ออกเดินทางเลยแล้วกัน ตามผมไปเรื่อยๆ นะครับ เดี๋ยวได้สนุกแน่ๆ

      การเดินทางไปยังวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เราสองคนเลือกที่จะเดินทางไปนอนพักค้างคืนกันก่อนที่ จ.ชัยนาท เพราะที่วัดท่าซุงนั้นอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองชัยนาทมากนัก ก็เลยถือโอกาสไปแวะเที่ยวที่จังหวัดชัยนาทเสียด้วยเลย ระะทางจากกรุงเทพฯ ถึงชัยนาทก็อยู่ราวๆ ประมาณ 200 กิโลเมตร ดังนั้น มันจึงเป็นการดีสำหรับเราในเรื่องของการเดินทางไปยังวัดท่าซุงที่ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากนัก

    ภาพตัดมาที่เราสองคนตื่นแต่แต่เช้าในขณะที่เราอยู่ที่ จ.ชัยนาท การเดินทางไปยังวัดท่าซุงนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้อันดับแรกก็น่าจะหนีไม่พ้นกาแฟ 5555+ ว่าไปนั้น จากที่พัก เราสองคนนั่งรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ เดินทางไปหาร้านกาแฟโดนๆ จิบกาแฟสักหน่อย ร้านกาแฟขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาทในเวลานี้ที่อยากจะแนะนำก็คือ “ร้านกาแฟทวดพัน”

 
       

    ได้เติมสารคาเฟอีนจากร้านแฟทวดพันกันจนทำให้ร่างกายสดชื่น เราสองคนเดินทางออกจากร้านกาแฟทวดพันในเวลาประมาณเที่ยงๆ ของวัน ด้วยยานพาหนะคู่การเดินทางอย่าง มิตซูบิชิ แอททราจ ครั้งนี้เราได้รถยนต์มิตซูบิชิคันสีดำ ดูจากภาพลักษณ์ภายนอกหรูหราดี การออกแบบถือว่าทำได้ดีกว่า หรูหรา และทันสมัยกว่ารุ่นแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์แบบฮาโลเจน ไฟท้ายและกันชนหลังที่ดีไซน์ขึ้นมาใหม่หมด รวมไปถึงชุดไฟตกแต่งแบบ LED ที่บริเวณกันชนด้านหน้า นอกจากนั้นก็ยังมี กะจังหน้าตกแต่งแบบโครเมี่ยมรมดำ และยังมีล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว สีเงินรมดำติดตั้งมาให้ด้วย อืม! สเป็คจัดมาเต็มเลย

    จากร้านกาแฟทวดในเวลาเที่ยงๆ ของวันที่อากาศร้อนอบอ้าว แต่ก็ไม่เป็นไร เราได้แอร์เย็นๆ จากรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว ระยะทางจากร้านกาแฟไปยังวัดท่าซุง ประมาณ 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 45 นาที่เท่านั้นเอง

 

    เข้าไปนั่งอยู่ในตัวรถในณะที่เจ้ามิตซูบิชิ แอททราจเคลื่อนตัวไปยังจุดหมาย สิ่งแรกที่จะต้องทำเป็นอันดับต้นๆ  เหมือนทุกๆ ครั้ง นั่นก็คือ เปิดเพลงจากสมาร์ทโฟนผ่าน Apple Carplay ง่ายๆ เพียงแค่เสียบสายก็สามารถเชื่อมต่อได้เลย เราจึงสามารถที่จะเลือกฟังเพลงหรือโทรศัพท์ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ของรถได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

       

    การเดินทางไปยังวัดท่าซุงนั้น เราเลือกที่จะใช้เส้นทางตรงบริเวณแยกมโนรมณ์ (แยกสำเภา) ขับออกจากร้านกาแฟแล้วเลี้ยวพร้อมกับไปทำการกลัลรถ ขับข้ามสะพานตรงไปจนถึงสี่แยกสำเภาแล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปยังท่าเรือ การสัญจรในวันนี้ ยานพาหนะบนท้องถนนมีจำนวนไม่มากนัก จริงๆ แล้วมันมีอีกเส้นทางหนึ่งที่เราสามารถขับรถข้ามสะพานตรงไปยังวัดท่าซุงได้เลย แต่ระยะทางมันไกลและอ้อมเกินไป ดังนั้นเราจึงเลือกเส้นทางที่ว่านี้สำหรับการเดินทางที่ดีกว่า แต่ที่ตรงนี้สะพานข้ามแม่น้ำอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอยู่ รถยนต์ทุกคันรวมไปถึงมอเตอร์ไซต์ จะต้องขับรถขึ้นไปบนเรือข้ามฟากหรือที่เรียกว่า “โป๊ะ”

 
       

    เราขับรถถึงบริเวณโป๊ะข้ามฟากเวลาเกือบๆ บ่ายโมง ก็ขับไปจอดเข้าแถวรออยู่ประมาณเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงได้ คันของเราอยู่อันดับแรกเลย เด่นซะงั้นรถเรา 5555+ และในขณะที่จอดรอโป๊ะมารับ จะทำอะไรได้หละครับนอกจากไปเดินสำรวจตรวจตราและสร้างภาพเล่นๆ กันไปพลางๆ

    ถ่ายรูปสร้างภาพกันได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็มาบอกว่าโป๊ะมาแล้ว เราสองคนเดินไปขึ้นรถเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง นั่งรออยู่ในรถจนกระทั่งรถที่อยู่บนโป๊ะขับขึ้นฝั่งมากันจนหมด หลังจากนั้นก็ได้เวลาของเราที่จะขับรถลงไป

       

    สำหรับค่าบริการขึ้นโป๊ะข้ามฟากก็เพียงคันละ 40 บาทเท่านั้นเอง ก็ถือว่าไม่แพงมากสำหรับความสะดวกสบาย แต่ถ้าสะพานข้ามฟากสร้างเสร็จแล้ว เราก็ไม่ต้องเสียค่าบริการหรือใช้บริการข้ามโป๊ะอีกต่อไป การเดินทางไปยังอีกฝั่งก็จะง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ไม่ต้องมาเสียเวลาและเสียค่าบริการกันอีกต่อไป อืม! ก็น่าจะทำตั้งนานแล้ว ว่ามั้ย?

       

    ใช้เวลาในการข้ามฟากเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึงฝั่งตรงข้าม รถทุกคันก็ทะยอยขับเคลื่อนขึ้นไปตามทาง ที่บริเวณทางชึ้นด้านซ้ายก็จะมีเพิงขายของจากชาวบ้านเรียงอยู่เป็นแถวติดกัน มีทั้งผักสดและผลไม้ต่างที่พ่อค้าแม่ค้าที่ชาวบ้านแถวๆ นั้นนำมาวางจำหน่าย ขับไปตามถนนที่เป็นลูกรังและดินแดงแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าไปยังถนนสายหลัก ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงทำการก่อสร้างถนนอยู่ เสียงกรวดเม็ดเล็กๆ กระเด็นเข้าไปใต้ท้องรถดังอยูเป็นระยะๆ ในช่วงของการเดินทาง คงเหลืออีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงวัดท่าซุงแล้ว

    ขับรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ ไปไดสักพักก็จะวิ่งเข้าสู่ถนนลาดยาง เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย (ถอนหายใจเล็กน้อย) ยกสมาร์ทโฟนขึ้นดูพิกัดอืม! อีกไม่ไกลแล้วสินะก็จะถึง (ออกอาการดีใจ)

    จากท่าเรือไปยังวัดท่าซุง เราใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ 20 นาที่เท่านั้นเอง มองเห็นนหลังคาวัดที่สร้างอย่างสวยงามอยู่ทางบริเวณทางด้านซ้ายมือ ขับเลยไปอีกนิดก็ถึงประตูทางเข้าวัดท่าซุง หรือเรียกแบบชื่อเต็มๆ ก็คือ วัดจันทาราม นั่นเอง

    รถยนต์มิตซูบิชิแอททราจเลี้ยวเข้าไปจอดด้านในบริเวณวัดเมื่อเวลาบ่ายโมงครึ่ง อากาศในเวลานี้ช่างร้อนอบอ้าวเสียเหลือเกิน จุดหมายอันดับแรกสำหรับการมาวัดท่าซุงในคั้งนี้ของเราสองคนก็คือ การได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายในวิหารแก้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆ คนที่ไปมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “สวยงามมากๆ “ สวยงามประหนึ่งว่าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยทีเดียว

       

    เราสองคนไม่รอให้เสียเวลามากนัก รีบก้าวลงจากรถและทำการบันทึกภาพ เสร็จแล้วก็เดินเข้าไปยังบริเวณด้านในของวิหารแก้วทันที ผู้คนที่มาเที่ยวและทำบุณกันในวันนี้ก็มีจำนวนมากพอสมควร เดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปยังประตูทางเข้าของวิหาร มองเห็นรองเท้าที่นักท่องเที่ยวถอดวางเอาไว้อยู่ด้านนอกเป็นจำนวนมาก เราก็เลยต้องทำตามกฏกติกาของวัดนี้เหมือนคนอื่นเช่นกัน

          

    การมาเที่ยวในครั้งนี้ เราสองคนตั้งใจที่จะมาทำบุญและกราบสักการะอัฐิของหลวงพ่อฤาษีลิงดำด้วย พอก้าวเท้าเดินผ่านเข้าไปยังบริเวณด้านใน ทางด้านซ้ายก็จะมีชุดพานธูปเทียนแพให้เราได้เช่าเพื่อเอาไปสักการะและขอพรหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือหลวงพ่อพระราชพรมยานฯ สำหรับค่าเช่าพานธูปเทียนแพก็และแต่ศรัทธาของญาติโยมที่จะบริจาคให้กับทางวัด

       

    เมื่อได้ชุดพานธูปเทียนแพเสร็จ เราสองคนก็เดินปรี่ตรงไปยังบริเวณด้านหน้าโลงแก้วของหลวงพ่อ ผู้คนจำนวนมากต่างก็มีจิตศรัทธาเหมือนๆ กัน แต่ละคนต่างก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มอิ่มเอิบไปด้วยแรงศรัทธา ต่างคนก็ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เสียงพูดคุยกันอย่างเบาๆ ดังไปทั่วบริเวณวิหารแก้ว บางครอบครัวก็มาทำบุญถวายสังฑทาน บ้างก็มาเป็นกลุ่ม มากับเพื่อนบ้าง บางคนก็มาคนเดียว สำหรับของที่จะถวายเพื่อทำบุญก็จะมีอยู่หลายอย่างแล้วแต่จะเลือกด้วยเช่นกัน

       

    เราสองคนทำการถวายชุดพานธูปเทียนแพและสร้างภาพเป็นที่ระลึกเสร็จ การเดินชมรอบๆ บริเวณของวิหารแก้วจึงเป็นสิ่งสำคัญ อารมณ์ในเวลานั้นประหนึ่งเหมือนว่าเราได้อยู่บนสรวงสวรรค์ มันช่างงดงามสมกับคำร่ำลือจริงๆ นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองก็คงจะเชื่อประมาณหนึ่งเท่านั้นเอง

       

    ทางบริเวณด้านซ้ายของวิหารจะเป็นโลงแก้วที่บรรจุร่างของหลวงพ่อพระราชพรมยานฯ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ถัดไปทางด้านขาวก็จะมีรูปถ่ายของหลวงพ่อที่มีขนาดใหญ่ เอาไว้สำหรับได้ให้ผู้คนได้กราบสักการะบูชาขอพร ในส่วนของฝั่งตรงกันข้ามก็จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่ามประดิษฐานอยู่ ส่วนทางบริเวณด้านซ้ายมือก็จะมีชุดทำบุญถวายสังฆทานสำหรับให้ญาติโยมได้เช่าไปทำบุญกัน มีทั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่าคนจริง ทั้งสีเงินและสีทอง รวมไปถึงชุดพานพุ่มอื่นๆ อีกหลายอย่าง หลายชนิด

    จากตรงบริเวณให้เช้าชุดถวายสัฆทาน เราสองคนก็เดินตรงไปยังบริเวณที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แหงนขึ้นไปมองบนเพดานของวิหาร โอ้ว! พระเจ้า มันช่างสวยงามระยิบระยับ  เป็นโคมไฟระย้าที่ห้อยตัวลงมาสวยงามจริงๆ สีทองอร่ามแผ่กระจายโอบล้อมไปทั่วบริเวณ มันช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเราสองคนจะได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ มันช่างคุ้มค่ากับการเดินทางมาในครั้งนี้ซะเหลือเกิน

       

    สำหรับการถวายชุดสังฆทาน ทางวัดจะมีหนังสือชีวประวัติของหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้คนละหนึ่งเล่มต่อหนึ่งชุด เราสองคนก็เลยถือโอกาสถ่ายภาพคู่กับหนังสือที่ทางวัดมอบให้เสียด้วยเลย เราใช้เวลาในการเดินชมความงดงามของวิหารแก้วอยู่ร่ามๆ ชั่วโมง อิ่มเอิบกับบุญที่ได้ทำกันในวันนี้ มีความสุขและเพลิดเพลินกับความงดงามที่ได้เห็นได้สัมผัส จนไม่อยากที่จะเดินออกจากวิหารแก้วนี้เลย มันช่างเป็นวันที่มีความสุขมากเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่ทำบุญอยู่เสมอๆ ถึงได้มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและมีความสุขกัน ณ เวลานี้เราได้รู้และสัมผัสแล้วว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ  กับคำว่า “ได้บุญ”

       

    “วิหารแก้ว” เป็นวิหารสำคัญของวัดท่าซุงที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสร้างเอาไว้ก่อนท่านจะมรณะภาพ เป็นที่เก็บรักษาสังขารร่างของหลวงพ่อที่ไม่เน่าเปื่อยอยู่ในโลงแก้ว  ภายในวิหารถูกสร้างด้วยโมเสดสีขาวใสที่แวววับสวยงาม และด้านฝั่งตรงข้ามกับโลงแก้วจะมีพระพุทธรูปจำลองพระพุทธชินราชองค์ใหญ่สีทองอร่ามประดิษฐานอยู่ด้วย วิหารแก้วจะเปิดให้เยี่ยมชมเป็นช่วงเวลา คือ ในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึงเวลา 11.45 น. และสำหรับช่วงบ่าย จะเปิดในเวลา 14.00 น. ถึงเวลา 16.00 น.

    แดดร่มลมตกแล้วในเวลาเกือบๆ จะห้าโมงเย็น เราสองคนเดินกลับออกมาข้างนอกวิหารแก้วด้วยใบหน้าที่เปื้อนบุญ ผู้คนบางส่วนก็เริ่มพากันทะยอยเดินกลับออกมาเช่นกัน แสงแดดก็ยังคงอุณหภูมิอันร้อนแรงก็ยังคงมีอยู่บ้าง เราสองคนเดินตรงไปยังบริเวณที่รถจอดอยู่ทางด้านนอกที่เป็นลานจอด ตั้งใจกันว่าจะขับรถไปเที่ยวชมและสร้างภาพบริเวณรอบๆ วัดกันอีกสักหน่อยค่อยเดินทางกลับที่พัก

       

       

    ทางด้านขวามือเป็นบริเวณทางเข้ามาในตอนแรก เราสองคนเลือกที่จะขับรถเลี้ยวซ้ายไปยังบริเณด้านใน ขับผ่านชุ้มประตูแล้วก็จะเจอกับป้ายสวนสมเด็จที่อยู๋ตรงเบื้องหน้า ขับเลยไปทางด้านขวามืออีกเล็กน้อยก็จะเจอกับสถานที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปสีทองเรียงรายกันอยู่จำนวนมาก ทางด้านซ้ายก็จะเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ สระน้ำก็จะปลูกด้วยต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

       

    เราขับเจ้ามิตซูบิชแอททราจอ้อมไปทางด้านใน เลี้ยวเข้าไปจอดยังบริเวณใต้ต้นไม้เพื่อสร้างภาพและชื่นชมรอบๆ บริเวณกัน ไหนๆ ก็มาแล้วว่างั้น เราสองคนใช้เวลาอยู่ตรงบริเวณที่ตรงนี้ก็น่าจะราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางกลับ ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเวลา อืม! นี่ก็ปาเข้าไปเกือบๆ จะห้าโมงเย็นแล้วสินะ

       

    และก่อนที่จะเดินทางกลับไปยังที่พัก เราก็คงจะต้องใช้วิธีขับรถขึ้นโป๊ะเพือข้ามฟากอีกเหมือนเมื่อตอนแรก เวลาในขณะนี้ก็ห้าโมงเย็นกว่าๆ ได้ยินมาว่าที่ใกล้ๆ กับท่าเรือข้ามฟาก จะมีจุดถ่ายรูปเช็คอินที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือ สำเภาทอง เราสองคนก็เลยไม่ยอมให้โอกาสมันผ่านไปแบบไม่ได้แวะ ก็มาเที่ยวก็ไปให้ครบสิครับ ว่ามั้ย?

       

    ขับรถขึ้นจากแพข้ามฟากก็เลี้ยวรถไปทางด้านซ้ายมือ ขับเล่นและชื่นชมรอบๆ บริเวณแถวนั้นกันแบบเพลินๆ ก็ถึงที่หมาย ลมเย็นๆ ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้ามันช่างสดชื่นเหลือเกิน ทางด้านซ้ายมือบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ จะมีเรือสำเภาทองลำใหญ่จอดอยู่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้แวะชื่นชมและถ่ายภาพกัน เราขับรถเข้าไปจอดอยู่ริมถนนใกล้ๆ กับเรือสำเภา ที่นี่เราก็เลยสร้างภาพเป็นที่ระลึกกันอีกจำนวนหลายสิบภาพอยู่จนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเลยทีเดียว สร้างภาพกันจนเป็นที่พอใจและได้ภาพสวยๆ ก็ได้เวลาเดินทางกลับ การเดินทางกลับคราวนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไรมาก เพราะที่พักก็อยู่ไม่ไกลจากเรือสำเภามากนัก คงจะใช้เวลาไม่นานมากก็ถึงที่พัก

       

    สำหรับการเดินทางไปเที่ยวชมวิหารแก้วในครั้ง เราได้รถยนต์ที่เป็นเพื่อนคู่การเดินทางอย่าง มิตซูบิชิ แอททราจ ที่ตอบโจทย์ในด้านการใช้งานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก รวมไปถึงห้องผู้โดยสารที่กว้างขวาง โออ่า ที่สำคัญ ทางด้านท้ายรถยังมีเนื้อที่กว้างขวางให้ใส่กระเป๋าเดินทางและสัมภาระได้กันอย่างจุใจ มันจึงเหมาะสำหรับนักเดินทางหรือลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน และนี้คือรถยนต์ที่สามารถนำพาให้คุณได้เดินทางไปยังจุดหมายได้อย่างที่ใจต้องการ

“อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้สัมผัสและทดลองขับด้วยตัวคุณเอง”

    ขอขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ด้วย . .

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *