• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ขับ “มิตซูบิชิมิราจ โฉมใหม่” พาไปชม “อุทยานราชภักดิ์”

ขับ “มิตซูบิชิมิราจ โฉมใหม่” พาไปชม “อุทยานราชภักดิ์”

   “ความเดิมจากเมื่อตอนที่แล้ว” ครั้งนั้นเราสองคนได้ขับมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ไปเที่ยวย้อนอดีตที่เพลินวาน หัวหิน และนี่เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากเมื่อตอนที่แล้ว และในครั้งที่สองนี้เราจะพานั่งรถมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของหัวหิน นั่นก็คือ “อุทยานราชภักดิ์” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั่นเอง

       

    รถมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ เคลื่อนตัวออกจากโรงแรมที่พักที่มีชื่อว่า “Hop Inn หัวหิน” ด้วยเวลาเกือบจะเที่ยงวัน การใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์ของเราสองคนก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรมากนัก ก็เรามันเกิดมาในแบบไลฟ์สไตล์กันนี่ครับ ชิลล์ๆ ฟินๆ กันไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ การเดินทางไปยังจุดหมายในครั้งนี้ก็เป็นการเดินทางกันแบบสบายๆ เพราะเราได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์พวกไลฟ์สไตล์อย่างเราๆ ด้วยรถอีโคคาร์อย่างมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ถึงแม้จะเป็นรถเล็กๆ ที่มีขนาดเครื่องยนต์เพียงแค่ 1,200 ซีซี. แต่มันก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้งานได้เป็นอย่างดี

       

    หัวหินในช่วงเวลาเกือบๆ จะเที่ยงวัน การจราจรก็ถือว่าไม่หนาแน่นมากสักเท่าไหร่ ก็ขับกันแบบสบายๆ ด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก ก็แค่ 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้นเอง ในระหว่างการเดินทางสิ่งที่ขาดไม่ได้และต้องทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของการฟังเพลง เจ้ามิราจคันนี้ก็มาพร้อมกับอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่าง Apple Car Play ก็เพียงแค่เสียบสายต่อจากสมาร์ทโฟนเข้ากับเครื่องเสียงของรถยนต์ คุณก็จะได้เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างง่ายดาย

       

    จากโรงแรมที่พักเพื่อเดินทางไปยังอุทยาราชภักดิ์ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางก็ประมาณเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึง เวลาประมาณบ่ายสองโมงรถมิตซูบบิชิ มิราจ ก็เลี้ยวเข้าไปยังบริเวณภายในอุทยานราชภักดิ์ ขับผ่านประตูทางเข้าที่มีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจตรากันอยู่ที่ป้อมทางเข้า เลยไปได้ประมาณสัก 20 เมตร เราสองคนก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดทางด้านซ้ายมือเพื่อทำการถ่ายภาพกันเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ขับเลยเข้าไปทางด้านในเพื่อทำการจอดรถ ลงจากรถเสร็จก็กวาดสายตามองไปดูรอบๆ บริเวณ วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เปิดมานานพอสมควรแล้ว

    จากลานจอดถด้านหน้าบริเวณทางเข้า เราสองคนก็พากันเดินเข้าไปทางด้นในบริเวณ อากาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของหัวหินในยามนี้ก็ไม่ถึงกับร้อนมากมายอะไรนัก ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูนาฬิกาเวลานี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงเย็น เราสองคนก็เลยพากันรีบเดินดข้าไปชมยังบริเวณด้านในทันที

       

    บริเวณทางเข้าก่อนที่จะเข้าไปชมที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ ก็ต้องผ่านซุ้มที่จัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ของอุทยานราชภักดิ์ มองเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนหยุดนอ่านเรื่องราวความเป็นมาของที่นี่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในฐานะที่เราเป็นคนไทยที่จะต้องรับรู้เรื่องราวของความเป็นมา นอกจากบอร์ดที่ให้ความรู้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีแผ่นพับหรือโบรชัวร์แจกให้เอากลับไปอ่านที่บ้านได้อีกด้วย

       

    ทางบริเวณด้านในก็จะมีจุดสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้นำเอาดอกไม้ไปกราบสักการะบูชาอดีตพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ พร้อมกับมีตู้รับบริจาคเงินสมทบทุนในการจัดสร้างและดูแล หลังจากนั้นคนทีร่วมบริจาคก็จะได้รับของที่ระลึกเป็นแผ่นโปสเตอร์รูปพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์กลับไป

       

    เราสองคนเดินออกไปทางด้านนอก ซึ่งทางฝั่งด้านขวามือจะเป็นสถานที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ ส่วนทางด้านซ้ายมือก็จะเป็นสวนราชภักดิ์ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งปลูกต้นไม้และทำการตกแต่งให้เป็นรูปเป็นร่าง มองดูแล้วสดชื่นเขียวชอุ่มไปด้วยแมกไม้นาๆ พรรณ คงอีกไม่นานก็คงจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมกันในเร็วๆ นี้

    และก่อนที่จะไปเดินชมรอบๆ พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ เรามารับรู้เรื่องราวและประวัติของอุทยานราชภักดิ์อย่างย่อๆ พอเป็นสังเขปกันสักเล็กน้อยก็แล้วกัน

    อุทยานราชภักดิ์ เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานชื่อว่า “อุทยานราชภักดิ์” ซึ่งเป็นอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีและเพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณพระมหากษัตริย์แห่งสยาม โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเปิดอุทยานเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558 อุทยานราชภักดิ์ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    1.พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย 7 พระองค์ ประกอบด้วย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี, พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    2. ลานอเนกประสงค์ ด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ สำหรับกระทำพิธีสำคัญของกองทัพ และรับรองบุคลสำคัญจากต่างประเทศ

    3.พิพิธภัณฑ์ จัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยทั้ง 7 พระองค์โดยพื้นที่ส่วนที่เหลือจะเป็นสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ และการจัดสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยี่ยมชม

       

    เมื่อรับรู้ประวัติกันอย่างย่อๆ แล้ว คราวนี้ก็ได้เวลาไปเดินชมบริเวณด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยกัน อ๋อ! ลืมบอกไปว่าที่นี่จะมีรถคอยบริการนักท่องเที่ยว ด้วยการขับรถพาไปชมบริเวณรอบๆ สถานที่ พร้อมทั้งอธิบายเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของที่นี่ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบกัน พร้อมทั้งยังได้พาไปชมยังจุดสำคัญๆ นั่นก็คือ ตำแหน่งที่สายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตทั้ง 7 พระองค์มองมายังจุดเดียวกัน อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดจริงๆ

       

    ก้าวลงจากรถของอุทยานก็พากันเดินไปทางด้านขวามือที่เป็นลานกว้างๆ มองเห็นนักท่องเที่ยวบางส่วนกำลังสาละวนกับการถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกกัน เราสองคนก็ไม่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวเหล่านั้น อ้าว! ได้ไงหละครับ มาเที่ยวก็ต้องสร้างภาพกันบ้างสิ ว่ามั้ย? ผมเดินไปยังจุดกึ่งกลางระหว่างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยทั้ง 7 พระองค์เพื่อทำการบันทึกภาพ

       

    แหงนมองขึ้นไปเพื่อมองดูพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย มันดูยิ่งใหญ่อลังการและมีมนต์ขลังเอามากๆ มันทำให้เรานึกถึงประวัติและความเป็นมาของพระองค์ท่านทั้ง 7 พระองค์ ปลื้มปิติและขนลุกขึ้นมาทันทีที่เห็น ประเทศไทยกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ก็เพราะด้วยบุญบารมีและพระปรีชาสามารถขององค์มหากษัตริย์ไทยทั้งสิ้น ไล่มองดูพระพักตร์ของพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทย จากทางด้านซ้ายที่เป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงพระองค์สุดท้ายที่เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มันทำเอาผมขนลุกและปลื้มปิติขึ้นมาทันที

    ผมเดินไปรอบๆ บริเวณเพื่อทำการบันทึกภาพของพระองค์ท่านทั้งเจ็ดพระองค์ ภาพแล้วภาพเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งเจ็ดพระองค์ แสงแดดอ่อนและสายลมเย็นเริ่มเข้ามาแทนที่ พระอาทิตย์กำลังจะเคลื่อนคล้อยลงลับเหลี่ยมแนวสันเขาที่อยู่ทางด้านหลัง ผมก็ยังคงทำการบันทึกภาพไปเรื่อยๆ เพื่อเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก

       

    ภาพบางภาพที่มีรูปของแสงดวงอาทิตย์เป็นแฉกๆ สาดส่องเข้าทางด้านหลังของพระองค์ท่าน มันทำให้แลดูมีเสน่ห์และสร้างความขลังขึ้นมาเป็นอย่างมากๆ มองเห็นนักท่องเที่ยวเริ่มพากันทะยอยเดินทางกลับกันมากขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ก็เกือบจะหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะโบกมืออำลาและลับเหลี่ยวแนวเขา

    พอถึงเวลาหกโมงตรง สถานที่แห่งนี้ก็จะทำการปิดและงดให้บริการ เราสองคนก็เช่นเดียวกันกับนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเหมือนกัน พากันเดินกลับไปยังบริเวณที่รถมิตซูบิชิจอดอยู่ เปิดประตูพร้อมกับเก็บอุปกรณ์ในการถ่ายภาพ ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ ปิดประตูและทำการสตาร์ทรถ หลังจากนั้นเราสองคนพร้อมกับรถยนต์มิตซูบิชิมิราจ ก็เคลื่อนตัวออกจากอุทยานราชภักดิ์ด้วยเวลาประมาณหกโมงกว่าๆ ขับออกจากสวนราชภักดิ์มุ่งหน้าสู่ที่พักฮอปอินหัวหินในทันที

    การเดินทางในครั้งนี้ เราได้รถยนต์มิตซูบิชิ มิราจใหม่ ซึ่งถือเป็นรถอีโคคาร์เอนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ในด้านของการใช้งานได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการขับไปเที่ยวยังสถานที่ไกลๆ สามารถที่จะนำเอาจักรยานพับได้คันเล็กๆ ใส่ด้านท้ายเพื่อนำไปขี่เล่นถ่ายรูปเพลินๆ กันได้อีกด้วย เพียงแค่จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบและลงตัวเท่านั้นเอง ด้วยรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ดูดี มาพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางไปเที่ยวสำหรับใครหลายๆ คน ที่ต้องการรถคันเล็กๆ กระทัดรัด ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ มันใช่เลยกับรถยนต์อีโคคาร์คันนี้ Mitsubishi Mirage  โฉมใหม่

    ขอขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์มิตซูบิชมิราจ ใหม่ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวอุทยานราชภักดิ์ในครั้งนี้
.
.

.
 
Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *