• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • ขับอีโค คาร์ พาไปชม…ทางรถไฟสายมรณะ

ขับอีโค คาร์ พาไปชม…ทางรถไฟสายมรณะ

   
อีกครั้งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถอีโค คาร์ คันเล็กๆ อย่าง มิตซูบิชิ มิราจ ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก สะบาย รวมไปถึงในเรื่องของการประหยัดพลังงานอีกด้วย จุดหมายปลายทางในครั้งนี้ ทางทีมงานจึงเลือกที่จะเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
     “เดี๋ยวก๊อกขับให้นะพี่” เสียงจากหนึ่งในสมาชิกร่วมทริปหันมาบอกหลังจากที่ทักทายกันเสร็จ “โอเค ดีเลย” จอยตอบกลับไปในขณะที่กำลังก้าวลง

มาจากรถเพื่อเปลี่ยนหน้าที่ วันนี้พวกเราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เกือบ 4 โมงเย็น โดยขับวิ่งไปตามเส้นทางจังหวัดนครปฐม ความเร็วของรถอยู่ที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมสังเกตุเห็นไฟแอลอีดีสีเขียวที่หน้าปัทม์โชว์คำว่า “ECO” ซึ่งเป็นโหมดประหยัดพลังงาน กำลังทำหน้าที่ของมันจากรถมิตซูบิชิ มิราจคันนี้อยู่ตลอดเวลา
 
    เสียงเพลงที่ดังมาจากสมาร์ทโฟนที่เสียบเข้ากับสาย USB ผ่านเข้ากับเครื่องเสียงของรถ ขับกล่อมตลอดช่วงของการเดินทาง ส่วนจอแอลอีดีด้านหน้าคอนโซลยังคงแสดงผลของระบบนำทาง (Navigation System) ที่มีมาให้พร้อมกับรถคันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเลยทีเดียว ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าในขณะที่รถกำลังวิ่งข้ามสะพานเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย นั่นก็คือ “เขาน้ำนา บูทีค แอนด์ รีสอร์ท” ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับการท่องเที่ยวในครั้งนี้
    
    

    บรรยากาศยามเย็นเริ่มคลืบคลานมาเยี่ยมเยือน รถมิตซูบิชิ มิราจ สีขาว ก็เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เข้าไปจอดสงบนิ่งยังสถานที่จอดรถของรีสอร์ทแห่งนี้ “สวัสดีค่ะ” เสียงทักทายจากพนักงานต้อนรับดังขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร หลังจากใช้เวลาในการถามไถ่และทักทายกันอยู่ซักพัก พนักงานต้อนรับที่ชื่อ “น้องเบญจ์” ก็เดินนำหน้าพาพวกเรา มุ่งไปสู่ยังห้องพักที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ทางด้านล่างที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำ

   

    กลิ่นไอของธรรมชาติพร้อมกับความชุ่มชื้นล่องลอยมาสัมผัสกับผิวกาย บวกกับเสียงของจิ้งหรีดเรไรที่ส่งสียงร้องคละเคล้าขับกล่อมแขกผู้มาเยือน “พี่สองคนพักห้อง 205 นะค่ะ มันเป็นห้องใหญ่ ส่วนพี่ก๊อกนอนห้อง 204 ทางด้านซ้าย” น้องเบญจ์หันมาบอกพวกเรา “ได้จ้า ขอบใจมาก” หนึ่งในพวกเราตอบกลับไป ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมีให้เห็นบ้างเล็กน้อย ความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งรีสอร์ท ณ ยามนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพักผ่อนเพื่อเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวของเช้าวันใหม่ต่อไป  

     เสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกหางบ่วงสีดำที่ขับขานในยามเช้าของวันใหม่ ช่างน่าฟังยิ่งนัก หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินไปรวมตัวกันที่ห้องอาหารของรีสอร์ทเพื่อรับประทานอาหารมื้อเช้ากัน มื้อนี้ก็มีข้าวต้มกุ้งใส่หมูสับ และขนมปังปิ้งเสิร์ฟกับกาแฟร้อนๆ ให้ได้ทานกัน วันนี้พวกเราลงความเห็นกันว่า จะขับมิตซูบิชิ มิราจ ไปรอชมขบวนรถไฟที่บริเวณถ้ำกระแซกัน ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของทริปในครั้งนี้ด้วย

 

    รถเคลื่อนตัวออกจากที่พักเวลาเกือบๆ สิบโมงเช้า โดยขับมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายทันที ระบบนำทางของรถถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง วัดถ้ำกระแซถูกปักหมุดลงบนแผนที่นำทาง “เดี๋ยวจะพาพี่ไปแวะเที่ยวที่สถานีรถไฟท่ากิเลนก่อนดีกว่า จะได้ถ่ายรูปรถกับสถานีด้วย” ก๊อกซึ่งเป็นคนขับหันมาบอกกับเราสองคน “โอเค ดีเลย” พวกเราพยักหน้าไปพร้อมๆ กับรถที่เลี้ยวขวาออกจากถนนเมน มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟท่ากิเลนทันที โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 25 นาทีก็ถึงที่หมาย

  

    สถานีรถไฟท่ากิเลน เป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่แห่งหนึ่งที่ยังคงรูปแบบดั้งเดิม ตัวอาคารจะเป็นสีเหลืองอ่อน ภายในห้องยังมีเครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่าดั้งเดิมที่ใช้งานได้ นายสถานีบอกกับพวกเราว่า เครื่องมือนี้เรียกว่า “วอขอทาง” ซึ่งตั้งโชว์อยู่และหาดูไม่ได้แล้ว หลังจากได้เยี่ยมชมพร้อมกับถ่ายภาพภายใน และบริเวณโดยรอบของสถานีแห่งนี้แล้ว พวกเราก็ได้เดินทางต่อไปยังจุดหมายที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก นั่นก็คือ บริเวณสถานีรถไฟถ้ำกระแซ    

       

    เวลา 11.45 น. รถมิตซูบิชิ มิราจ ก็เคลือนตัวออกจากสถานีรถไฟท่ากิเลน ขับมุ่งหน้าไปทางด้านซ้ายก่อนที่เลี้ยวไปทางด้านขวาเพื่อข้ามทางรถไฟมุ่งหน้าสู่เป้าหมายทันที ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ รถมิตซูบิชิ มิราจ คันสีขาว ก็เคลื่อนตัวเข้าไปจอดอยู่บริเวณด้านหน้าของทางเข้าที่เป็นร้านขายของ “เร็วเข้า เดี๋ยวไม่ทันดูขบวนรถไฟหรอก” จอยหันมาบอกผมให้รีบเดิน ผมเดินไป วิ่งไป เพื่อให้ทันเวลาที่จะได้ดูขบวนรถไฟ เพราะถ้าพลาดเที่ยวนี้แล้ว คงจะต้องรอไปอีกเป็นชั่วโมงกันเลยทีเดียว ผมเดินตามหลังไปติดๆ เพราะในมือยังคงถือกล้องเพื่อบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา

 

    ที่สถานีรถไฟถ้ำกระแซ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของทางรถไฟสายมรณะ ที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นและเป็นไฮไลท์ที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีเลยทีเดียว ทางรถไฟสายมรณะนี้ ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ที่มีความยาวคดเคี้ยวไปตามหน้าผาที่สูงชัน มีระยะทางตลอดแนวประมาณ 450 เมตร พื้นด้านล่างจะเป็นแม่น้ำและแพจอดอยู่ริมฝั่งทางด้านขวา ที่แห่งนี้ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า เป็นจุดที่สร้างทางรถไฟยากที่สุดแห่งหนึ่ง อันเนื่องมาจากเป็นเส้นทางที่คดโค้งและเลียบเชิงเขา ทำให้มีเชลยศึกล้มตายไปเป็นจำนวนมากจากการก่อสร้างทางรถไฟแห่งนี้ นักท่องเที่ยวที่จะเดินไปตามรางรถไฟ ก็จะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นอย่างสูง และจะมีพื้นที่บางช่วงเอาไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ยืนหลบขบวนรถไฟและถ่ายรูปกัน  

    ขาตั้งกล้องถูกนำมากางใช้งานอีกครั้ง กล้องคู่ใจพร้อมเลนส์เทเล่ช่วงยาว ถูกยึดติดเข้ากับขาตั้งเพื่อการเตรียมพร้อม ในขณะเดียวกัน ผมก็หยิบกล้องค็อมแพ็คอีกตัวออกมาจากกระเป๋าที่คาดไว้กับเอวส่งให้จอย เอาไว้เพื่อเตรียมบันทึกภาพเช่นเดียวกัน “เดี๋ยวเธอตรงถ่ายมุมนี้นะ เผื่อไม่ทัน” ผมหันไปบอกจอยก่อนที่ผมจะหันกลับไปสำรวจกล้องคู่ใจเพื่อรอเวลาในการบันทึกภาพ  

      
       “มาแล้ว มาแล้ว” เสียงนักท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณนั้นตะโกนขึ้นมา ผมหันไปมองตามเสียง แสงไฟทีเปิดอยู่บนหัวรถไฟส่องเข้ามากระทบพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ วินาทีนี้ไม่ต้องคิดอะไรไปกว่าการกดชัตเตอร์อีกแล้ว “แชะ แชะ” เสียงของชัตเตอร์ดังขึ้นตลอดเวลา ภาพแล้ว ภาพเล่า ทั้งไกล และใกล้ ผมมองเห็นเหล่านักท่องเที่ยวที่อยู่บนรถไฟ ต่างก็หยิบทั้งกล้อง ไอแพ็ด และสมาร์ทโฟน ถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ ถ่ายรูปกันจนขบวนรถไฟได้แล่นผ่านหน้าไปยังสถานีถ้ำกระแซเพื่อจอดให้นักท่องเที่ยวลง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภาระกิจสำหรับครั้งนี้ มันเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ได้มาเที่ยว ณ สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนรวมถึงพวกเรา ต่างก็ประทับใจไปตามๆ กัน

    
    นอกจากนั้น ที่บริเวณใกล้ๆ กัน ยังมีถ้ำกระแซ สถานที่ที่เคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า ตัวถ้ำจะอยู่ติดกับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี–น้ำตก ซึ่งเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในถ้ำจะมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ มองจากปากถ้ำมาที่บริเวณทางรถไฟจะเห็นทิวทัศน์ที่งดงาม และมองเห็นแม่น้ำแควน้อยอยู่เบื้องล่าง ส่วนทางด้านหน้าบริเวณทางเข้าจะมีร้านค้าขายของเรียงรายอยู่สองฟากถนน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า อาหาร รวมไปถึงของที่ระลึก รวมไปถึงแม็กเน็ตสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝาก และในฐานะนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา จึงไม่พลาดโอกาสที่จะซื้อแม็กเน็ตที่เป็นรูปภาพของรถไฟกับสะพานไม้แห่งนี้กลับบ้านไปเป็นที่ระลึกเช่นเดียวกัน 
  
        

    “เดี๋ยวออกจากที่นี่ เราไปแวะเที่ยวที่น้ำตกไทรโยคน้อยกันต่อนะ” ก๊อกหันมากบอกในขณะที่รถมิตซูบิชิ มิราจ เคลื่อนตัวออกจากบริเวณสถานีรถไฟถ้ำกระแซ โดยขับมุ่งหน้าไปทางน้ำตกทันที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ก็ถึงที่หมาย วันนี้นักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาตาพอสมควร น้ำตกไทรโยคน้อยอยู่ติดกับถนนที่เป็นทางหลวง จึงไม่แปลกใจเลยที่มีผู้คนพากันมาแวะเวียน เพื่อชื่นชมความสวยงามของสถานที่แห่งนี้กันอยู่ตลอดเวลา  

       

    พวกเราใช้เวลาในการถ่ายภาพอยู่ที่น้ำตกไทรโยคน้อย เกือบๆ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน  

    อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยทางทิศเหนือในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นแนวยาวอยู่โดยรอบ ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง กว้างประมาณ 800 เมตร มีประตูเข้าออก 4 ด้าน มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ พวกเราใช้เวลาเดินลัดเลาะชื่นชมความงามของอุทยานแห่งนี้ไฟไปพร้อมๆ กับการบันทึกภาพเกือบๆ ชั่วโมง “กลับกันเถอะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะปิดอุทยานแล้ว” จอยหันมาบอก “อ้าว จะหกโมงเย็นแล้วเหรอ” ผมอุทานขึ้นมาในขณะที่นิ้วยังคงกดชัตเตอร์เพิ่มอีกหนึ่งรูป  
  
    “เดี๋ยวช่วยจอดหน้าป้ายของอุทยานฯ ด้วยนะ จะถ่ายรูปรถกับป้าย” ผมหันไปบอกคนขับให้รับรู้ “เคร ได้เลยพี่” ก๊อกตอบกลับมา รถเคลื่อนตัวมาทางด้านหน้าเยื้องๆ กับป้ายอย่างช้าๆ จนได้ตำแหน่งที่ผมพอใจ ผมเปิดประตูรถแล้วรีบเดินไปหามุมเพื่อที่จะบันทึกภาพในทันที ใช้เวลาถ่ายภาพเพียงไม่กี่นาทีก็เป็นอันเรียบร้อย “โอเคแล้ว ไปกันได้” ผมหันไปบอกในขณะที่เดินไปขึ้นรถแล้วก้ทำการปิดประตู
    สายลมเย็นๆ ที่พัดเอากลิ่นความสดชื่นของธรรมชาติพัดผ่านมาประทะให้ได้ชื่นใจ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปได้ไม่นาน ความมืดมิดก็เริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้งหนึ่ง รถมิตซูบิชิ มิราจเคลื่อนตัวออกจากบริเวณของอุทยานอย่างช้าๆ ก่อนที่คนขับจะเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย แล้วขับมุ่งหน้าไปทางเดิมเพื่อเดินทางกลับไปสู่ยังที่พัก ที่ “เขาน้ำนา รีสอร์ท” ก่อนที่จะพากันเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอนรุ่งเช้า
    สำหรับการท่องเที่ยวในครั้ง ยานพาหนะคู่ทริปการเดินทางก็คือ มิตซูบิชิ มิราจ สีขาว ซึ่งเป็นรถที่ประหยัดน้ำมัน  หรือ ECO Car มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 22 กิโลเมตร/ลิตร รวมไปถึงการเป็นรุ่นพิเศษที่มี Bloom Edition ที่ทำให้คุณได้สนุกอย่างเต็มที่ด้วยระบบ Entertainment อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น DVD/CD/MP3/USB หรือ Bluetooth รุ่นนี้มาพร้อมกับจอภาพระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว และระบบนำทาง (Navigation System) พร้อมนำคุณสู่ทุกจุดหมายได้สะดวกกว่า รุ่นนี้ยังมีระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS(Keyless Operation System) ที่ช่วยให้คุณล็อกและปลดล็อกประตูหน้า ปลดล็อกฝากระโปรงท้าย เพียงผู้ขับขี่มีกุญแจรีโมทอยู่ในรัศมี 70 ซม. พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push engine switch button) ที่สตาร์ทได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส จึงทำให้คุณเลือกใช้ชีวิตได้มากกว่าที่ใจต้องการ สมกับสโลแกนที่ว่า “มิตซูบิชิ มิราจ….ให้คุณได้มากว่า” จริงๆ ขอบอก
ข อ ข อ บ คุ ณ  : – บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด                    – เขาน้ำนา บูทีค แอนด์ รีสอร์ท กาญจนบุรี

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *