• Homepage
  • >
  • Take a Photo
  • >
  • ขับมิตซูบิชิ ปาเจโร พาไปเที่ยวถ่ายภาพที่ “พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม”

ขับมิตซูบิชิ ปาเจโร พาไปเที่ยวถ่ายภาพที่ “พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม”

    ทิ้งช่วงไปนานพอสมควรกับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อไปหาสถานที่ถ่ายรูปกัน ครั้งนี้เราได้ยานพาหนะที่เพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะอย่างเจ้า มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คันสีขาว ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล 2.4 ลิตร 181 แรงม้า พร้อมกับระบบเกียร์ 8 สปีด ที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบไฟฟ้า การเดินทางไปเที่ยวในครั้งนี้ จึงพร้อมทั้งรถ พร้อมทั้งคนอย่างเต็มที่

    หลังจากรับรถมาแล้ว เราสองคนก็มีโจทย์อยู่ในใจว่า ด้วยเวลาเพียงแค่หนึ่งวันคงไปเที่ยวไกลๆ ไม่ได้เป็นแน่แท้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ชะอำก็แล้วกัน เอ!! แล้วที่ไหนดีหละ ถ้าชะอำก็คงจะต้องเป็นที่ พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม ชะอำ ก็แล้วกัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการถ่ายรูปโดยเฉพาะ เมื่อตัดสินใจตรงกันแล้ว การเดินทางในช่วงสายๆ ของวันก็ได้เริ่มขึ้น

    ก่อนเดินทางไปยังเป้าหมาย สิ่งที่ขาดไม่ได้และต้องมีก่อนเดินทาง นั่นก็คือ กาแฟ งั้นก็ต้องขอแวะซื้อกาแฟที่ร้านประจำที่อยู่แถวบ้านกันก่อน ก้าวขึ้นรถพร้อมออกเดินทางกันต่อ แก้วกาแฟถูกนำไปวางในตำแหน่งตรงกลางที่ทำไว้โดยเฉพาะ ถือว่าสะดวกสบายอย่างมากเวลาที่เราจะหยิบมันขึ้นมาดื่ม เมื่อได้กาแฟแก้วโปรดอย่างที่ต้องการแล้ว การเดินทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 11.15 น.

       

    วันนี้ถนนค่อนข้างเป็นใจซะเหลือเกิน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การปักหมดด้วยระบบนำทางที่มีมาให้กับรถคันนี้การตั้งค่าเพื่อกำหนดเป้าหมายเป็นไปอย่างง่ายดาย พิกัดที่บอกระยะทางไปยังเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 180กิโลเมตร โดยใช้เวลาในการเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง

       

    เวลาเที่ยงๆ เราขับรถข้ามสะพานแขวนเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมาย หลังจากลงสสะพานได้ไม่นานก็จะเจอกับห้างปอร์ตาชิโน่ที่อยู่ริมถนนทางด้านซ้าย งั้นก็ขอแวะไปนั่งจิบกาแฟร้อนกับน้ำส้มกันหน่อย โดยใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง เวลาบ่ายโมงกว่าๆ รถมิตซูบิชิปาเจโรคันสีขาวก็เคลื่อนตัวออกจากห้างปอร์ตาชิโน่ ขับมุ่งหน้าสู่ชะอำ ซึ่งเป็นที่ที่เราจะพาไปเดินเล่นถ่ายภาพกัน

       

    ในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้จากอุปกรณ์นำทางภายในตัวรถยังคงทำหน้าที่บอกเส้นทางอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถึงจุดที่เป็นสะพานทางแยกที่สำคัญ อุปกรณ์นำทางที่ปรากฏบนหน้าจอก็จะแสดงเป็นภาพกราฟฟิคสามมิติ ซึ่งถือว่าสำคัญและทำให้เราเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ความเร็วที่ใช้ในการเดินทางในครั้งนี้ไม่เกิน 100 กม./ชั่วโมง ไม่เร่งรีบมาก แต่ในบางครั้งก็ถือโอกาสเร่งความเร็วขับแซงรถคันหน้ากันเลยทีเดียว ซึ่งเจ้ามิตซูบิชิ ปาเจโรคันนี้ก็ทำอัตราเร่งให้กับเราได้ดั่งใจจริงๆ

    เสียงเพลงที่เปิดจากเครื่องเล่นของตัวรถ ยังคงขับกล่อมบรรเลงอยู่ตลอดช่วงของการเดินทาง และที่สำคัญสำหรับยุคโซเชี่ยลแบบนี้ ภายในรถยังมีที่เสียบสายเพื่อชาร์ตอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน ไอแพด มีทั้งแบบ 12โวลท์ และแบบไฟบ้านที่เป็นแบบ 220 โวลท์ เราจึงสามารถที่จะนำปลั๊กที่เป็นแบบสองขามาเสียบได้โดยตรงถือว่าเพิ่มความสะดวกสบายและตอบโจทย์ได้อย่างดีเยี่ยม อันนี้ต้องขอชื่นชม

    เมื่อเวลา 15.25 น. รถก็ขับผ่านทางแยกที่ไปทางชะอำ ขับเพลินๆ โดยใช้ความเร็วไม่มากนัก ไม่นานก็จะมองเห็นพันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม อยู่ างด้านขวามมือ แต่เราต้องขับรถเลยไปอีกกิโลเมตรกว่าๆ แล้วกลับรถเพื่อเลี้ยวเข้าไปจอดยังบริเวณทางด้านหน้าของพันธ์สุข เวลาที่ปรากฏบนหน้าจออยู่ที่ 14.39 น. หลังจากดับเครื่องยนต์ท้ายรถถูกเปิดออกเพื่อเอาอุปกรณ์การถ่ายรูปอย่างขาตั้งกล้อง ที่บริเวณด้านท้ายของมิตซูบิชิ ปาเจโรคันนี้ เนื้อที่กว้างขวางมาก นอกจากจะวางกระเป๋าเดินทางรวมถึงอุปกรณ์การถ่ายภาพแล้ว ยังเหลือเนื้อที่เพียงพอที่จะสามารถนำเอารถจักรยานใส่ไปได้อีกอย่างเหลือ ถือว่าตอบสนองความต้องการในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

       

    แสงแดดในช่วงเวลานี้ท้องฟ้าเปิดโล่งเอามากๆ การมาเที่ยวถ่ายภาพในวันนี้ถือว่าท้องฟ้าเป็นใจจริงๆ และก่อนที่จะเดินเข้าไปยังบริเวณด้านในของพันธ์สุข เลยถือโอกาสขับรถไปจอดถ่ายรูปยังบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าซะด้วยเลย ใช้เวลาเพียงแค่สิบห้านาทีการถ่ายทำก็เสร็จ ขับรถกลับไปจอดยังที่เก่าเหมือนเดิม

    นักท่องเที่ยวในวันนี้ค่อนข้างบางตา อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้ไม่ใช่วันหยุดก็เป็นได้ ดังนนั้นจึงเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะสำหนับเราสองคนในการถ่ายภาพในครั้งนี้ หลังจากได้ทำการติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วเราสองคนก็เดินลอดซุ้มโค้งทางประตูด้านหน้าทางเข้า เดินผ่านข้ามสะพานไม้ที่สร้างข้ามสระขนาดเล็กเข้าไปยังด้านใน ทางด้านขวาจะเป็นในส่วนของอาคารของพันธ์สุขเอง มีการออกแบบแนวย้อนยุคแบบวินเทจ การให้โทนสีค่อนข้างจะคลาสสิคกลมกลืนลงตัวดี ซึ่งในส่วนของอาคารนี้ จะเป็นที่ขายของฝากของที่ระลึก รวมไปถึงในส่วนของร้านอาหารอีกด้วย

       

    เราสองคนเริ่มถ่ายภาพตั้งแต่ทางเข้ากันเลยทีเดียว จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่บริเวณทางเข้าอาคารที่ กล้องฟิล์มอย่าง Nikon FM2 ถูกหยิบออกมาจากเป้เพื่อใส่ไฟิล์มในทันที สำหรับฟิล์มที่จะใช้บันทึกภาพในวันนี้ เราเลือกใช้ฟิล์มสีของโกดัก โดยเลือกความไวแสงที่ 200 บรรจุฟิล์มเข้าไปในกล้องเรียบร้อย ภาพแรกเลยถูกบันทึกกันที่ตรงนี้ซะเลย และในขณะเดียวกัน กล้องโกโปรที่เป็นกล้องแอ็คชั่นคาเมร่า ก็ได้ทำหน้าที่ไนการบันทึกภาพเพื่อเดินเรื่องตลอดทริปเหมือนกัน บางครั้งก็จะใช้กล้องฟูลเฟรมอย่าง Nikon D750 ติดอยู่บนขาตั้งเพื่อทำการบันทึกภาพเยื้องหลังของเราสองคนด้วย

       

    หลังจากเสร็จจากการบันทึกภาพยังบริเวณนี้เรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็เดินลอดผ่านประตูเข้าไปยังอาคาร เดินสำรวจสิ่งของที่ทางพันธ์สุขได้จัดวางตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามและลงตัว เดินไปก็บันทึกภาพไปตลอดเวลา พอเดินผ่านพ้นประอีกด้านออกไป ทางด้านซ้ายจะเป็นในส่วนของแกะอาศัยอยู่หลายตัว มีการทำเป็นเนินดินเตี้ยๆปลูกหญ้าปกคลุมเอาไว้ ด้านล่างจะทำเป็นคอกเอาไว้ให้แกะได้เข้าไปนอนพักอาศัยหลบแดดหลบฝน มองเห็นแกะบางตัวเดินแทะเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนเนินสองสามตัว ที่ตรงนี้ลูกค้าสามารถที่จะซื้อหญ้าเลี้ยงแกะพร้อมกับถ่ายรูปได้

       

    สำหรับทางด้านขวา จะมีตู้โทรศพท์สีแดงเลือดหมูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ถัดไปเล็กน้อยก็จะเป็นตุ๊กตาลุงแก่ๆ หน้าตาท่างทางใจดียืนอยู่ ไม่รอช้าให้เสียเวลา กล้องฟิล์มถูกกดชัตเตอร์กันซะเลยที่ตรงนี้ ที่บริเวณตรงนี้ การบันทึกภาพเป็นไปอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน เสร็จจากบริเวณนี้ เราสองคนก็เดินไปทางด้านขวามือกันก่อน เดินไปก็ถ่ายรูปกันไปตลอดเวลา ให้สมกับที่ทางพันธ์สุขได้สร้างเอาไว้ใหเนักท่องเที่ยวที่มายังสถานที่แห่งนี้ ได้เพลิดเพลินและสนุกสนานกับการถ่ายรูปกัน

       

    หันไปทางด้านซ้าย จะมีคอกม้าแคระอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะแวะไปเล่นและถ่ายรูปกับเจ้าม้าแครนี้ได้เลยเดินไปอีกนิด ทางด้านขวามือจะเป็นสนามหญ้าโล่งๆ ที่ปลูกหญ้าสีเขียวเอาไว้ ถัดไปก็จะมองเห็นรูปปั้นของผลฟักทองยักษ์สีส้มวางเอาไว้อย่างโดดเด่น เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้โอบกอดเพื่อแอ็คชั่นถ่ายรูปเล่นกัน

       

    เราสองคนก็แวะถ่ายรูปกันไปตลอดเส้นทางเดิน ต้องบอกได้เลยว่าที่พันธ์สุขนี้ เจ้าของได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ที่นี่จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมุมให้นักท่องเที่ยวได้แวะถ่ายรูปกันเยอะแยะมากมาย แต่ละจุดถูกจัดวางและเลือกของตกแต่งไม่มีซ้ำกันเลย นักท่องที่มาเที่ยวที่นี่จึงไม่มีเลยที่จะเบื่อ อีกอย่างราคาตั๋วค่าเข้าก็ถือว่าถูกเอามากๆ บางคนก็ใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพ แต่สำหรับบางคนก็เจรียมตัวและตั้งใจมาโดยเฉพาะ เราเลยสังเกตุเห็นอุปกรณ์ในการถ่ายภาพเป็นอย่างกล้องดิจิตอล DSLR เรียกได้ว่าช่างภาพมืออาชีพยังอายกันเลย

       

    เดินถ่ายรูปไปเริ่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็สามารถหยุดนั่งพักกันได้เลย เพราะบางจุดจะมีเก้าอี้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักเหนื่อยกันได้ด้วย เราเดินผ่านเข้าไปยังด้านในสุด ที่ตรงนี้จะมีกังหันลมตั้งเรียงรายอยู่เป็นระยะๆ ต่างสีสันอย่างสวยงาม บริเวณนี้จะมีละกษณะเป็นสงเวียน ตรงกลางจะมีป้ายบอกให้รู้ว่า ที่นี่มีอะไร อยู่ทางทิศไหน ซึ่งถือว่าทำได้ดีและบอกได้ชัดเจน ถ่ายรูปเพลินๆ ก็มีรถม้าบรรทุกนักท่องเที่ยวขับผ่านหน้าเราไปอย่างช้าๆ นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเรียกใช้บริการของรถม้า นั่งชิ่นชมวิวทิวทัศน์ไปทั่วทั้งบริเวณได้เลย

       

    แสงแดดเริ่มอ่อนกำลังลงเล็กน้อย การบันทึกภาพของเราสองคนก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ กล้องท้้งสามตัวถูกสลีบสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่ที่เน้นก็น่าจะเป็นกล้องฟิล์มอย่าง Nikon FM2 เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการถ่ายทำคอลัมน์ในวันนี้ การถ่ายภาพก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สลับกับแสงแดด ที่บางครั้งก็มี บางครั้งก็หายไปเนื่องจากถูกเมฆในยามเย็นบดบัง เดินลัดเลาะไปตามทางเดิน ทางด้านในสุดก็จะมีคอกม้าแคระอยู่เหมือนกัน สุดทางแล้วเดินไปทางด้านซ้าย จะมีสะพานไม้พาดข้ามสระอยู่ ส่วนทางด้านขวาจะเป็นทางเดินที่มีเอาไว้สำหรับให้รถม้าผ่าน เราสองคนเดินอ้อมไปทางด้านขวา ซึ่งที่ตรงนี้จะมีกังหันลมตั้งตระหง่านอยู่

       

    เหลือบไปมองตัวเลขนับฟิล์มบนกล้อง Nikon FM2 โห! เรากดชัตเตอร์ไปเยอะเหมือนกันนะ จากทั้งหมด 38 รูปนี่ก็เหลือเพียงไม่ถึงสิบรูปเอง ยังคิดอยู่ว่า ถ้าอย่างนั้นก็ถ่ายมันหมดซะที่นี่กันซะเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น การถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มจึงสิ้นสุดยังสถานที่แห่งนี้เอง

              

    เมื่อกล้องฟิล์มถูกทำหน้าที่ของมันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือก็คงต้องเป็นหน้าที่ของกล้องโกโปรและกล้องฟูลเฟรม Nikon D750 กันต่อไป เราสองคนเดินย้อนกลับออกไปทางเดิมที่เข้ามาครั้งแรก เดินผ่านรถม้าที่จอดรอคอยบริการนักท่องเที่ยวอยู่ ได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพูดส่งภาษากันอยู่ตรงบริเวณรถม้า หันกลับไปดูก็เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกำลังก้าวขึ้นรถม้า เราเดินอ้อมผ่านไปทางด้านหน้าเพื่อตรงไปยังทางออก เพราะวันนี้เราสองคนได้อิ่มเอมและเพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวถ่ายรูปในที่แห่งนี้กันอย่างเปี่ยมสุขกันแล้ว เวลาที่เหลือก็เป็นเรื่องของการช้อปปิ้งของฝากกัน

       

    แสงแดดไม่มีให้เห็นอีกแล้วในเวลานี้ ด้านในไฟส่องสว่างเริ่มเปิดขึ้นบ้างแล้ว ด้านในมีของขายที่ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของฝากมากมาย ที่ขึ้นชื่อสำหรับที่นี่ก็คือ ขนมหม้อแกงที่แสนอร่อย มีจุดเด่นก็ตรงที่ขนมถูกบรรจุเอาไว้ในถ้วยเซรามิก โดยมีโลโก้ของทางพันธ์สุขติดเอาไว้เป็นที่ระลึกด้วย ลูกค้าที่ซื้อขนมหม้อแกง นอกจากจะได้ทานขนมอันแสนอร่อยแล้ว เมื่อทานเสร็จยังสามารถเอาถ้วยเซรามิกไปใช้ได้อีกด้วย

       

    หลังจากซื้อขนมหม้อแกงติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านแล้ว อาการหิวก็เกิดขึ้นกับเราสองคน บริเวณห้องถัดไปที่อยู่ติดกัน จะเป็นส่วนของห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ทำเอาไว้รองรับลูกค้า อาหารที่นี่มีหลากหลายเมนูเอามากๆ เราสองคนเลยจัดกันซะอิ่มแปล้กันซะที่นี่เลย อร่อยสุดๆ ก็น่าจะเป็นเมนูยำถั่วพู ส่วนเครื่องดื่มที่เราสั่งมาแล้วชอบก็คือน้ำแดงมะนาวโซดา รสชาติต้องบอกเลยว่าจี้ดจ้าดโดนใจจริงๆ

       

    ทานข้าวเสร็จเมื่อเวลาทุ่มกว่าๆ มองลอดผ่านช่องหน้าต่างออกไปด้านนอก เห็นนักท่องเที่ยวหลายคนกำลังนั่งทานอาหารอยู่เช่นเดียวกัน แสงไฟถูกเปิดให้แสงสว่างไปทั่วบริเวณ หลังจากอิ่มหนำสำราญกันได้ที่แล้ว เวลานี้ก็คงต้องถึงเวลาเดินทางกลับบ้านกัน ลุกจากเก้าอี้พร้อมกับหยิบอุปกรณ์การถ่ายภาพขึ้นมาพร้อมๆ กับการก้าวเดินออกจากห้องอาหาร

       

    เปิดประตูแล้วเดินอ้อมตรงไปยังรถมิตซูบิชิ ปาเจโร ซึ่งจอดนิ่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่ครั้งแรกประตูรถถูกเปิดจากรีโมทคอนโทรลทันที เปิดประตูหลังพร้อมกับเก็บอุปกรณ์การถ่ายภาพ ปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูเพื่อเก็บเป้ ภาระกิจสำหรับการท่องเที่ยวถ่ายภาพในวันนี้สิ้นสุดลงในเวลาทุ่มกว่าๆ เวลาที่เหลือก็คงจะเป็นช่วงของการเดินทางกลับบ้าน ด้วยระยะทางเพียงแค่ 180 กิโลเมตรแค่นั้นเอง

    สำหรับการเดินทางไปถ่ายทำคอลัมน์ Take a Photo ในครั้งนี้ เราได้ยานพาหนะที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะอย่างรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร ที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์คอมมอนเรล 2.4 ลิตร 181 แรงม้า พร้อมกับระบบเกียร์ 8 สปีด มีรัศมีการเลี้ยวโค้งเพียงแค่ 5.6 เมตร แถมด้วยกล้องมองหน้าหลังและด้านข้างอีกสี่ตัว มีระบบการนำทาง Navigator มีจอแอลซีดีขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับเครื่องเสียงวิทยุ เอ็มพี 3 และช่องต่อยูเอสบี ตรงกลางคอนโซลมีระบบเบรคมือที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ที่นั่งด้านหลังยังเพิ่มความบันเทิงให้ด้วย Roof Monitor จอภาพแบบ Wide Screen พร้อมเครื่องเล่นดีวีดี มีหูฟังอินฟาเรด จึงทำให้ผู้โดยสารสนุกสนานและเพลิดเพลินตลอดช่วงเวลาของการเดินทาง

ขอขอบคุณ : บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่เอื้อเฟื้อรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร ในการเดินทางท่องเที่ยวถ่ายภาพ
http://www.mitsubishi-motors.co.th

 


[พิกัด : พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม]

สนใจไปเดินเที่ยวถ่ายรูปชิลๆ เพลินๆ กันที่…พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม ชะอำ
ติดต่อเบอร์โทร. 083-611-0624 หรือ http://www.pansook.com

Previous «
Next »

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *