• Homepage
  • >
  • Trevel Trip
  • >
  • กิจกรรมสำรวจแหล่งท่องเที่ยว “ เ มื อ ง ร อ ง ” เส้นทาง อ่างทอง – สุพรรณบุรี (3 วัน 2 คืน)

กิจกรรมสำรวจแหล่งท่องเที่ยว “ เ มื อ ง ร อ ง ” เส้นทาง อ่างทอง – สุพรรณบุรี (3 วัน 2 คืน)

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางทีมงานเว็บไซต์ joinalifethailand.com ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) เพื่อร่วมกิจกรรมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวของเมืองรองของภาคกลาง คือ จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดสุพรรณ โดยมีระยะเวลาในการทำกิจกรรมทั้งหมด 3 วัน กับอีก 2 คืน 

[ วันแรกของการเดินทาง ]

รุ่งเช้าของวันที่ออกเดินทาง สื่อมวลชนก็ได้มารวมตัวกันที่ อาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) เมื่อรวมตัวกันครบเรียบร้อยก็พร้อมออกเดินทาง โดยมียานพาหนะเป็นรถตู้จำนวนสองคัน จุดแรกที่จะแวะก็คือ ลานอิสรภาพ 109 .อ่างทอง ใช้เวลาเดินทางก็สองชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมาย

ลานอิสรภาพ 109

ลานประกาศอิสภาพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่บนพื้นที่ 200 ไร่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยมีคุณถวัลย์ เมืองช้าง เจ้าของเป็นผู้ริเริ่มโครงการก่อสร้าง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ์ในความมุ่งมั่นและเสียสละสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โครงการก่อสร้างองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายถึง ความเป็นใหญ่และความเป็นไทแก่ตัวเอง มีการการปกครองด้วยตนเอง ลานอิสรภาพ 109 นี้ จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติในความมุ่งมานะ ความเสียสละ ความรักชาติของพระองค์ท่าน

ลานอิสรภาพ 109
 นายถวัลย์  เมืองช้าง เจ้าของโครงการ ลานอิสรภาพ 109
 นายถวัลย์  เมืองช้าง กำลังอธิบายเกี่ยวกับโครงการ ลานอิสรภาพ 109
ถ่ายภาพถู่กับ คุณถวัลย์ เมืองช้าง
ลานอิสรภาพ 109
ลานอิสรภาพ 109

 นายถวัลย์  เมืองช้าง มีความตั้งใจที่จะสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งที่นี่ไม่มีเพียงแค่อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่านั้น แต่ยังมีรูปหล่อของอดีตทหารเอกคู่พระทัยของสมเด็จพระนเรศวร พร้อมด้วยพระพุทธรูป และรูปหล่อของพระเกจิชื่อดัง ให้กราบไหว้อีกด้วย รอบๆ บริเวณยังถูกออกแบบตกแต่งให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนสำหรับบุคคลทั่วไป ได้แวะเวียนเข้าไปท่องเที่ยวกันอีกด้วย

หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย

จากนั้นทั้งคณะก็ได้เดินทางกันต่อไปยังวัดสี่ร้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เพื่อไปกราบไห้สักการะหลวงพ่อโต และขุนรองปลัดชู ซึ่งถือเป็นสิ่งศักสิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นตำนานเล่าขานให้ชาวบ้านและผู้คนได้รับรู้เรื่องราว และแวะเวียนไปเพื่อกราบไว้สัการะบูชา วันนั้นชาวคณะสื่อมวลชนได้มีโอกาสทำบุญห่มผ้าองค์หลวงพ่อโต เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตกันอีกด้วย

ร้านอาหารนิรมิต
ร้านอาหารนิรมิต

เดินทางออกจากวัดสี่ร้อยก็ประมาณ 11 โมงกว่าๆ ก็ได้เวลาอาหารมื้อเที่ยงกันพอดี ก็เลยพากันแวะรับประทานอาหารกันที่ร้านนิรมิต จ.อ่างทอง บรรยากาศของร้านอาหารถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ร่มรื่นและเย็นสบาย ร้านอาหารอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย คนแน่นร้านกันเลย อาหารรสชาติดี บรรยากาศโดน ร้านี้แนะนำได้เลยแบบไม่อาย

เรียนรู้การเพาะต้นเคาหยก บ้านทองเลื่อน

เสร็จจากการรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ภารกิจของพวกเรายังคงเหลืออีก เป้าหมายต่อไปก็คือ แวะไปเรียนรู้การเพาะต้นหยก ที่บ้านทองเลื่อน ต.แสวงหา จ.อ่างทอง เพื่อเรียนรู้วิธีการเพาะและต่อยอดต้นเคาหยก ซึ่งเคาหยกถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ซึ่งถือเป็นที่ต้องการของผู้ที่นิยมและชื่นชอบไม้ชนิดนี้ มีการส่งไปขายยังตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ ก่อนเดินทางกลับพวกเรายังได้ต้นไม้ติดรถกลับไปอีกคนละต้นจากทางร้าน ก็ขอขอบคุณมา ณ ที่ตรงนี้ด้วยนะครับ

ร้านข้าวต้มโกเฑียร
ร้านข้าวต้มโกเฑียร

ออกจากร้านต้นไม้ที่บ้านทองเลื่อนก็เดินทางเข้าที่พักที่โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ จ.สุพรรณบุรี เช็คอินและเข้าห้อง อาบน้ำ อาบท่า เปลี่ยนชุด เสร็จแล้วก็มารวมตัวกันที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพื่ออกเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกันที่ ร้านข้าวต้มโกเฑียร ซึ้งร้านก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึง บรรยากาศในช่วงโพล้เพล้ของวัน บวกกับการเดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งวัน อาหารมื้อนี้ก็เลยเลยเหมือนว่าอร่อยมากกว่าปกติ ซะงั้น หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจและกิจกรรมในวันแรก

……………………………….@……………………………….

[ วันที่สองของการเดินทาง ]
วัดพังม่วง จ.สุพรรณบุรี 

รุ่งเช้าของอีกวันหลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว ทั้งคณะก็ได้ออกเดินทางไปยังจุดหมายแรก นั่นก็คือ วัดพังม่วง จ.สุพรรณบุรี  เพื่อไปสักการะพระพุทธโสภิต ที่มีอายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า 700 ปี และท้าวเวสสุวรรณองค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เดินทางถึงวัดเวลาประมาณเก้าโมงเช้า นักท่องเที่ยววันนี้บางตา อาจจะไปเพราะเวลายังเช้าอยู่ อันดับแรกก็เข้าไปสักการะพระพุทธโสภิตซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ 

ท้าวเวสสุวรรณองค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

เสร็จแล้วก็ออกมาไหว้ท้าวเวสสุวรรณกันต่อที่บริเวณด้านนอก รอบๆ บริเวณภายในวัดก็มีของมงคลจำหน่าย ใครชอบหรือศรัทธาสิ่งไหนก็สามารถเลือกเช่ากลับไปบูชาที่บ้านกันได้ นอกจากนั้นยังมีแผงขายล็อตเตอรี่ให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเพื่อเสี่ยงโชคกันอีกด้วย 

กินแฟ ดูฟาย

จากวัดพังม่วงก็เดินทางไปนั่งชิลล์ๆกินแฟ ดูฟายกันที่ หมู่บ้านอนุรักษณ์ควายไทย ซึ่งระยะทางก็ไม่ไกลจากวัดพังม่วงมากนัก วันนี้บรรยากาศที่หมู่บ้านควายไทยไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน เป็นเพราะเกิดเหตุการณ์โควิดนั่นเอง พวกเราก็พากันเดินชมรอบๆ บริเวณ เดินผ่านสถานที่ต่างๆ ผ่านฝูงควาย ซึ่งก็ยังมีอยู่มากพอสมควร ก็ประมาณร้อยกว่าตัวได้ 

ไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่บริเวณด้านในที่เป็นร้านกาแฟ บริเวณนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะเราจะได้สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ หรือไม่ก็สั่งกาแฟมานั่งดื่ม พร้อมกับดูฝูงควายที่แหวกว่ายน้ำมาเล่นกับเราใกล้ๆ ให้ได้ถ่ายรูปสร้างภาพกัน สำหรับผมก็ต้องสั่งกาแฟแล้วก็มองดูฝูงควาย ให้สมกับชื่อสโลแกนของที่นี่ นั่นก็คือกินแฟ ดูฟายไงหละครับ แหม!! กาแฟนี่ก็ชอบและขาดกันไม่ได้เสียด้วยสิ ว่ามั้ย?

จากหมู่บ้านอนุรักษณ์ควายไทยก็เดินทางไปยังนาเฮียใช้ใช้เวลาในการเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ครั้งนี้พวกเราได้นั่งรถเพื่อไปเยี่ยมชมแปลงอนุบาลต้นกล้าของข้าว เยี่ยมชมฟาร์มสัตว์ แปลงผัก รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของที่นี่ที่ได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมาย 

หลังจากนั้นก็ได้ไปแวะชมพิพิธภัณฑ์ของเก่าๆ วินเทจ ซึ่งที่นี่ได้ทำการเก็บสะสมเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชื่นชม บางสิ่งบางอย่างที่เห็น มันทำให้เราได้ย้อนกลับไปในอดีตในช่วงวัยเด็ก บริเวณพิพิธภัณฑ์นี้ผมเลยชอบเป็นกรณีพิเศษกันเลย ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินไปสร้างภาพกับแปลงข้าวเพื่อเป็นที่ระลึกกันอีกหน่อย ข้าวเขียวขจีมองดูแล้วสดชื่นดี สร้างภาพกันเสร็จแล้วก็ได้เวลาขึ้นรถเพื่อออกเดินทางไปรับประทานมื้อเที่ยงกันที่ ร้านอาหารปาเต๊ะ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก

ร้านอาหารปาเต๊ะ

ถึงที่ร้านอาหารก็เป็นเวลาบ่ายโมง ที่ร้านตกแต่งโอเคเลย มีของเก่าย้อนยุคด้วย มื้อนี้เมนูอาหารมีหลากหลายกันเลยทีเดียว แต่ละเมนูทั้งหน้าตาและรสชาติโดนๆ ทั้งนั้นเลย บางเมนูมีสั่งเพิ่มอีกด้วย น่านปะไร แหม! ก็ของเขารสชาติดีก็ต้องมีสั่งเพิ่มกันสิ ว่ามั้ย? ใช้เวลากันที่ร้านก็ไม่นานก็พากันออกเดินทางกันต่อ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ ตลาดสามชุก ตลาดเก่าร้อยปี จ.สุพรรณบุรี นั่นเอง 

ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี

เดินทางถึงตลาดสามชุกเวลาบ่ายสามโมงนิดๆ ที่นี่ทางทีมงาน ททท. ให้เวลาเดินชมเดินช้อปแค่ครึ่งชั่วโมง โดยมีการนัดเวลาเจอกันที่รถตู้บริเวณทางเข้าตลาด เมื่อนัดหมายกันเสร็จก็แยกย้ายกันเข้าไปภายในตลาด วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนเยอะพอสมควร จุดเด่นของตลาดสามชุก ส่วนมากก็จะเป็นจำพวกของกินเสียส่วนใหญ่ จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าที่นี่ทำออกมาได้ดีทีเดียว ร้านรวงจัดวางเป็นระเบียบ ของกิน ของที่ระลึกก็จะกระจายกันอยู่สลับกันไป ร้านที่เราแวะ หลักๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ร้าน ก็มีร้านกาแฟ ร้านขายของเล่นสังกะสีย้อนยุค เดินเพลินๆ สายตาก็ไปเหลือบเจอกับร้านขายม้วนเทปคาสเซ็ท เจอของโปรดซะงั้น แต่อะนะ ราคาต่อม้วนไหงมันแพงสูงลิ่วยังไงไม่รู้ แถมปกก็ยังซีดอีกต่างหาก

ร้านบ้านโค้ก

ร้านที่โดดเด่นและมีชื่ออีกหนึ่งร้านก็คือ บ้านโค้ก ร้านนี้โดน มาเที่ยวที่นี่ก็ต้องไม่พลาดที่จะแวะสร้างภาพเช็คอิน ทั้งร้านสะสมของที่เป็นโค้กทั้งร้าน มีหลากหลายชนิดมาก แถมตอนนี้ยังมีกาแฟจำหน่ายอีกด้วย เราจะพลาดได้ไงกาแฟ สั่งสิครับ ก็คนละแก้ว คนละเมนู ก็มี อเมริกาโน่เย็นไ่หวาน และ กาแฟส้ม รสชาติของเขาดีจริงบอกเลย แถมราคาไม่แพงอีกเสียด้วยสิ เดินชมเดินช้อปจนทั่วทั่งตลาดก็ได้เวลาเดินทางกลับ ถึงจุดนัดหมายก็มองเห็นแต่ละคนหิ้วของกินของที่ระลึกกันคนละถุงสองถุง ทุกคนไม่พลาด อย่างน้อยก็ของกินกันหละ ว่ามั้ย?

วัดป่าเลไลยก์

เดินทางออกจากตลาดสามชุกเวลาสี่โมงเย็น โดยยังเหลือภารกิจอีกหนึ่งสถานที่นั่นก็คือ ไปไหว้สักการะองค์หลวงพ่อโต ณ วัดป่าเลไลยก์ เดินทางถึงวัดป่าเลไลยก์เวลาเกือบห้าโมงเย็น เวลานี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนแล้ว ลงจากรถได้ก็พากันเดินเข้ายังบริเวณด้านในเพื่อทำการกราบไหว้สักการะองค์หลวงพ่อโต

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของ จ.สุพรรณบุรี

หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่โบราณกาล ตามพงศาวดารเหนือ กล่าวว่า พระเจ้ากาแตโปรดให้บูรณะวัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ. 1724 แสดงว่าแสดงว่าวัดนี้ได้สร้างมาแล้วก่อนหน้านั้น องค์พระประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สูงใหญ่ มองเห็นเด่นชัดแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางป่าเลไลยก์ ขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ สร้างตามแบบศิลปอู่ทองรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นศิลปะฝีมือสกุลช่างอู่ทองแท้ ๆ เดิมทีองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระหัตถ์ขวาหัก ช่างได้สร้างวิหารครอบ โดยให้ผนังวิหารชิดกับพระหัตถ์ขวา ส่วนทางพระหัตถ์ซ้ายให้มีที่ว่าง ด้านหลังองค์พระสร้างชิดกับผนังวิหารทำให้แข็งแรง นับเป็นความชาญฉลาดของช่างเป็นอย่างยิ่ง เวลาห้าโมงเย็นก็พากันเดินทางออกจากวัด มุ่งหน้าไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกันที่อาหารเอมโอช บาย เดอะ สตอรี่ 

เดินทางถึงร้านอาหารเวลาหนึ่งทุ่มพอดี บรรยากาศของร้านเอมโอชดูร่มรื่นดี อาหารในค่ำคืนนี้จัดกันมาในสไตล์ฝรั่ง ทั้งบาร์บิคิวซี่โครง ซีซ่าสลัด พิซซ่าผักโขม สเต็กทั้งเนื้อและหมู มื้อนี้มีคอหมูย่างแอบมาด้วย เมนูนี้ของชอบเลย รับประทานอาหารไป ฟังเพลงจากนักร้องไป ฟินจริงๆ บอกเลย เวลาประมาณสองทุ่มกว่าๆ ก็พากันเดินทางกลับที่พัก ที่ โรงแรมศรีอู่ทองแกรนด์ จ.สุพรรณบุรี ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกหนึ่งวัน 

……………………………….@……………………………….

[ วันที่สาม วันสุดท้ายของทริป ]
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง

เช้านี้ก็เป็นวันสุดท้ายสำหรับทริปแล้ว รับประทานอาหารเช้ากันเสร็จก็ลากกระเป๋าสัมภาระเดินไปขึ้นรถตู้ จุดหมายแรกของวันนี้ที่จะเดินทางไปก็คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทอง เดินทางถึงพิพิธภัณฑ์ฯ เวลาเก้าโมงกว่าๆ วันนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย จะมีก็แต่พวกเราเท่านั้นที่จะเข้าเยี่ยมชม ก่อนที่ะเข้าไปเยี่ยมชมยังบริเวณภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด เดินทอธิบายไปตามห้องต่างๆ อธิบายข้อมูลได้ละเอียดเอามากๆ อันนี้ขอชื่นชมจริงๆ

การเเดินทางมาเยี่ยมชมในครั้งนี้ ก็จะเป็นการเรียนรู้ความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทอง และอารยธรรมทวารวดี และที่นี่ยังได้เก็บรักษาธรรมจักรศิลาทวารวดีที่สมบูรณ์ที่สุดในไทยเอาไว้ให้นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ได้ชื่นชมกันอีกด้วย

สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตั้งอยู่ในบริเวณทิศใต้ของที่ว่าการอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้น ฯลฯ ใช้เวลาเดินชมอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอู่ทองก็ร่วมๆ ชั่วโมงก็ได้เวลาออกเดินทางไปต่อกันที่ชุมชนบ้านต้นแจง อำเภออู่ทอง เพื่อทำกิจกรรม Workshop ด้วยการร้อยลูกปัดอู่ทอง 

กิจกรรมร้อยลูกปัด ที่ชุมชนบ้านต้นแจง อำเภออู่ทอง

เดินทางถึงชุมชนบ้านต้นแจง อำเภออู่ทอง เวลา 11 โมงนิดๆ สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า ยาดมหัวโตป้าต้อย ลงจากรถก็มีป้าต้อยออกมาต้อนรับพวกเรา โดยในครั้งนี้พวกเรามีกิจกรรมสนุกๆ สวยๆ งามๆ ก็คือ ร้อยลูกปัด กิจกรรมนี้เข้าทางผมเลย เพราะชอบสร้อยลูกปัดอยู่แล้วด้วย และอีกอย่าง ผมก็ร้อยสร้อยและกำไลข้อมือใช้เองอยู่แล้ว กิจกรรมในครั้งนี้เลยสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กับพวกเราชาวสื่อมวลชน ร้อยเสร็จก็นำกลับไปด้วยเลย สำหรับลูกปัดอู่ทองนั้นถือเป็นสุดยอดลูกปัดในประเทศไทย โดยมีจุดเด่นที่เนื้อของลูกปัดมีน้ำมีนวล และมีความมันวาว ไม่แตกง่าย ซึ่งราคาจึงสูงกว่าลูกปัดที่อื่น 

นอกจากได้เรียนรู้การร้อยลูกปัดแล้ว พวกเรายังได้อุดหนุนสินค้าของชุมชนบ้านต้นแจงกลับไปด้วย สินค้าที่ขึ้นชื่อและขายดีก็จะมี ยาดมหัวโตป้าต้อย, ยาหม่อง, สร้อยลูกปัด, แอลกอฮอล์, สร้อยแฟลชไดรฟ์ และของที่ระลึกอื่นๆ อีกหลายอย่าง ในเรื่องของราคาก็ถือว่าไม่แพง อีกอย่างก็เป็นการช่วยอุดหนุนชุมชนบ้านต้นแจงให้มีรายได้อีกด้วย

เดินทางออกจากชุมชนบ้านต้นแจงช่วงเที่ยงกว่าๆ ก็ได้เวลาอาหารมื้อเที่ยงพอดี ก็เลยไปแวะร้านครัวร่มไม้ปลาเผา รับประทานอาหารกันเสร็จก็เดินทางไปสักการะหลวงพ่ออู่ทอง ณ ผามังกรบิน เดินทางถึงหน้าผาที่แกะสลักหลวงพ่ออู่ทองบ่ายสองโมงกว่าๆ ลงจากรถเสร็จก็หันไปมองยังรูปแกะสลักของหลวงพ่ออู่ทอง องค์ใหญ่โตและโดดเด่นเป็นสง่าเอามากๆ

หลวงพ่ออู่ทอง หรือ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ

หลวงพ่ออู่ทอง หรือ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดเขาทำเทียม ในเขตเทศบาลท้าวอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นพระพุทธรูปแกะสลักภูผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณหน้าผาที่ชื่อว่าผามังกรบินองค์หลวงพ่ออู่ทองมีความสูง 108 เมตร ฐานกว้าง 88 เมตร หน้าตักกว้าง 65 เมตร อยู่ในพื้นที่ราวๆ 100 ไร่ เป็นพื้นที่เหมืองหินเก่าที่หมดสัมปทานไปแล้ว ทางโครงการจึงได้ขออนุญาตจากทางจังหวัดสุพรรณบุรีและกรมป่าไม้ เพื่อสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นพุทธมณฑลของจังหวัดสุพรรณบุรี

ร้านกาแฟ A life Café & Gallery

ออกจากผามังกรบินก็เดินทางกันไปต่อที่ร้านกาแฟ A life Café & Gallery ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก เป็นอีกหนึ่งร้านกาแฟที่ถือว่าทำออกมาดี ทั้งรสชาติของเครื่องดื่มและบรรยากาศการตกแต่งร้าน ดูร่มรื่นและสดชื่นเอามากๆ ไปถึงก็สั่งเมนูแล้วแต่ตามใจชอบ สำหรับผมก็ต้องกาแฟดำ เมนู อเมริกาโน่เย็น ไม่หวาน ที่ร้าน A life Café & Gallery เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 . ถึงเวลา 18.00 . ไปเที่ยวสุพรรณบุรีก็อย่าลืมแวะไปอุดหนุนกันได้ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน พอได้เวลาก็เดินไปขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่ เสร็จแล้วก็ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ที่ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถ.เพชรบุรีตัดใหม่) ครั้งนี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ กับทริป กิจกรรมสำรวจแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองเส้นทาง อ่างทองสุพรรณบุรี 

……………………………….@……………………………….

Previous «
Next »

Recent Posts