• Homepage
  • >
  • News
  • >
  • กระทรวงพาณิชย์ จัดดินเนอร์ทอล์คก่อนประชุม CLMVT Forum 2019 ผู้บริหารองค์กรภาครัฐ-เอกชนชั้นนำชี้แนวทางพลิกวิกฤติสงครามการค้าเป็นโอกาสของภูมิภาค

กระทรวงพาณิชย์ จัดดินเนอร์ทอล์คก่อนประชุม CLMVT Forum 2019 ผู้บริหารองค์กรภาครัฐ-เอกชนชั้นนำชี้แนวทางพลิกวิกฤติสงครามการค้าเป็นโอกาสของภูมิภาค

กระทรวงพาณิชย์ จัดงานเลี้ยงรับรองและเสวนา (ดินเนอร์ทอล์ค) ในหัวข้อ “Trade War: What it means for ASEAN” ก่อนเปิดประชุม CLMVT Forum 2019 อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน 2562 โดยเชิญวิทยากรระดับนานาชาติ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน ร่วมเสวนาในประเด็นผลกระทบและโอกาสที่ภูมิภาค CLMVT จะช่วงชิงจากสงครามการค้า

งานดินเนอร์ทอล์ค จัดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ณ ห้องรอยัลมณียา บอลรูม โรงแรม เรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ได้รับเกียรติจากนางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยมีศาสตราจารย์คีชอร์ มาห์บูบานี นักบริหาร นักคิด นักเขียนจากสิงคโปร์ที่โด่งดังระดับโลก อดีตทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติสองสมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส (ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์) และศาสตราจารย์ด้านการดำเนินนโยบายสาธารณะ จาก National University of Singapore กล่าวปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Are the US and China doomed to enmity?”

นางสาวชุติมาเปิดเผยว่า “ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและภูมิศาสตร์ทางการค้าที่เต็มไปด้วยความผันผวนไม่แน่นอน ภูมิภาค CLMVT กลับมีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ระหว่างปี 2556-2560 ภูมิภาคนี้มีอัตรการขยายตัวเฉลี่ยของ GDP ที่ร้อยละ 4.25 และในช่วงเวลาเดียวกัน อัตราการขยายตัวส่งออกรายปี อยู่ที่ร้อยละ 4.6 นับว่าภูมิภาค CLMVT ประสบความสำเร็จอย่างดีในด้านต่างๆ ตลอดช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา และจะยังคงเดินหน้าข้ามผ่านความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมั่นคง”

“ความผันผวนซึ่งเกิดจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้ประเด็นข้อพิพาททางการค้ากลับมาทวีความเข้มข้น และเริ่มขยายไปสู่สงครามเทคโนโลยี และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ทรงพลังของทั้งสองประเทศ สงครามการค้าย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และมีนัยยะสำคัญสำหรับนานาประเทศ โดยธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ออกมาเตือนประเทศต่างๆ ถึงผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการข้อพิพาททางการค้า โดย IMF ประเมินว่าการตอบโต้มาตรการการขึ้นภาษีระหว่างสองมหาอำนาจ จะส่งผลกระทบให้ GDP โลก ลดลงไปร้อยละ 0.5 หรือ 455 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีหน้า”

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า “อย่างไรก็ดี ภูมิภาค CLMVT ก็ยังได้รับผลกระทบด้านบวกจากสงครามการค้าครั้งนี้ โดยสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารและเกษตร จะได้รับอานิสงส์เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐฯ และจีนไปโดยปริยาย ทั้งนี้ ในฐานะประเทศที่เป็นฐานการผลิตและส่งออก กลุ่มประเทศ CLMVT สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มเปี่ยมในสภาพภูมิศาสตร์การค้าที่มีการขยายตัวดีและคล่องตัว ดังนั้น เราจึงต้องประสานพลังความร่วมมือเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมต่อห่วงโซ่คุณค่าโลก และพัฒนาความหลากหลายของสินค้าและตลาด ร่วมกับการนำข้อได้เปรียบต่างๆ อาทิ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรมนุษย์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ในส่วนของการเสวนาในหัวข้อ “Trade War: What it means for ASEAN” ได้รับเกียรติจากนักธุรกิจและนักวิชาการแถวหน้าของไทยและอาเซียน ได้แก่ Ms. Lee Chen Chen ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนงานสถาบันการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ดร. สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นถึงผลกระทบของสงครามการค้าที่มีต่อภูมิภาคอาเซียน โดยมี นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นางสาวพิมพ์ชนก ได้เปิดเผยว่า “นักวิเคราะห์ประจำภูมิภาคระบุชัดว่า สงครามการค้าจะทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่อาเซียนกว่า 3 เท่า หรือกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ผ่านมาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้หลายประเทศย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการส่งออกที่เกิดขึ้นกับจีนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ทางการจีนยืนยันว่า อาเซียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการลงทุนของจีน ซึ่งล่าสุดในปีนี้มีบริษัทจีนกว่า 4,000 บริษัท ที่เข้ามาดำเนินกิจการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 300,000 ตำแหน่ง”

นางสาวพิมพ์ชนก อธิบายต่อไปว่า “มูลค่าการส่งออกของไทยสู่ประเทศในกลุ่ม CLMVT เมื่อรวมกันแล้ว มีสัดส่วนใกล้เคียงกับการส่งออกไปสหรัฐฯ อีกทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ตลาดในกลุ่มประเทศ CLMVT จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของการเจริญเติบโต และการกระจายความเสี่ยงจากคู่ค้า ที่กำลังเผชิญผลกระทบจากสงครามการค้า เราจึงควรอาศัยโอกาสที่เกิดจากจากผลกระทบด้านบวกของการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนของต่างประเทศ มาพัฒนาผ่าน 2 แนวทางหลัก คือพัฒนาธุรกิจที่เป็นแบบครัวเรือนไปสู่ระดับองค์กร พร้อมกับใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดต้นทุนและปรับปรุงการบริหารจัดการให้มากขึ้น ตลอดจนพัฒนาช่องทางการขายแบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกัน เนื่องจากปัจจุบันช่องทางอีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางที่สำคัญในการซื้อขายสินค้า ตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางใน CLMVT ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เข้าถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้น”

งาน CLMVT Forum เป็นเวทีการหารือระหว่างผู้แทนระดับสูงของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค วิชาการของภูมิภาค ที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือและสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สู่การเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยงาน CLMVT 2019 ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นที่ 3 ในระหว่างวันที่ 23-24 มิถุนายน ศกนี้ ที่ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ และมีผู้ร่มประชุมกว่า 500 คน

“การประชุม CLMVT Forum 2019 จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมประชุม ในการร่วมระดมความคิด หาแนวทางการแก้ปัญหาเชิงนโยบายที่สร้างสรรค์ และประสานความสัมพันธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนเกินคาดเดา ความร่วมมือระหว่างประเทศพันธมิตรจึง เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้ภูมิภาคขับเคลื่อนอย่างเต็มศักยภาพ สู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่คุณค่ายุคใหม่แห่งเอเชีย เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อกับภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และโลกต่อไป” นางสาวชุติมากล่าวสรุป

Previous «
Next »